“นึกยังไงถึงไปบ้านคุณโฉมนะนายวี”
“ผมก็แค่อยากรู้ว่าบ้านนั้นมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง”
“แล้วเป็ไง”
“เหมือนเดิมทุกอย่าง เว้นก็แต่... บ้านที่ดูจะโทรมกว่าเก่าเสียอีก” ชายหนุ่มพูดพลางเดาะลิ้นเบาๆ สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
“หงุดหงิดรึไง”
“เปล่าสักหน่อย”
“ถ้าความเปลี่ยนแปลงที่นายพูดถึง คือสภาพความเป็อยู่ของเพื่อนสมัยเด็กคนนั้น ฉันบอกได้เลยว่าเปลี่ยนยาก ทางที่ดีนายอย่าเอาชีวิตคนอื่นมาใส่ใจเลยดีกว่า...”
สองพี่น้องเดินเรื่อยๆ เข้าเขตตัวบ้านหลังใหญ่ หรือที่คนในหมู่บ้านเรียกกันว่าคฤหาสน์เ้าสัว เสียงคนวุ่นวายอยู่ภายในตัวบ้าน สองพี่น้องมองหน้ากัน ก่อนที่ภูมิภาสจะเอ่ยทักมารดาที่กำลังสั่งอะไรบางอย่างกับเหล่าสาวใช้อยู่
“เกิดอะไรขึ้นครับแม่”
“ขนมที่แม่ทำแล้วแช่ไว้ในตู้นะสิ ไม่รู้ว่าหายไปไหน ถามใครก็ไม่มีใครรู้เลยสักคน” ทิพย์สุดาว่าอย่างหัวเสีย ลูกชายสองคนสบตากันโดยอัตโนมัติ ก่อนที่ลูกชายคนรองจะประคองมารดาออกมาจากห้องครัว ปากก็ว่า
“แค่ขนม ไม่เห็นต้องเป็เื่ใหญ่เลยนี่ครับ”
“ไม่ใหญ่ได้ยังไง ขนมนั่นแม่ทำทิ้งไว้เป็อาทิตย์แล้ว เมื่อเช้าเปิดตู้เจอก็นึกขึ้นได้ว่าจะให้เด็กมันเก็บไปทิ้งแล้วก็ล้างตู้เย็นเสียสักที นี่มาดูก็หายไปซะแล้ว ใครเอาไปกินละได้ท้องเสียตาย”
“ตายละวา...” ปาณปวีร์ตอบรับหน้าเจื่อนๆ มองพี่ชายที่ถึงกับลอบถอนหายใจ
“แล้วออกไปไหนกันมาแต่เช้าเชียว”
“ไปเยี่ยมเพื่อนมานะครับ” ปาณปวีร์ตอบพลางนั่งลงข้างๆ คุณแม่ลูกสี่ที่ยังสาวและสวยสง่าอยู่มากสมกับที่ถูกเรียกว่าภรรยาเ้าสัวยิ้มหวาน ถามอย่างสนใจ
“เพื่อนบ้านไหนกันจ๊ะ”
“บ้านคุณโฉมสะคราญไงครับ” ผู้เป็พี่ชายตอบแทน ก่อนรับน้ำจากเด็กรับใช้มา
“คุณโฉม” ผู้เป็มารดาอุทานมือหนึ่งทาบอก
“จะไปยุ่งกับเขาทำไม”
“โธ่ แม่ครับ แค่ไปสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเท่านั้นเอง”
“สร้างกับคนไหนละฮะ ลูกสาวบ้านนั้นนะ สวยทั้งสามคนเลยนะ” อนลลูกชายคนที่สามของบ้านเดินลงบันไดมาทันได้ต่อบทสนทนาระหว่างผู้เป็แม่และพี่ชายพอดี
“โอ๊ย!” ทิพย์สุดามองลูกชายตาโต
“คุณโฉมนะร้ายจะตาย ลูกสาวก็คงนิสัยไม่ไกลกันเท่าไหร่หรอก”
“ไม่นะครับ เท่าที่เห็น ก็มีเรียบร้อยอยู่คนหนึ่ง” ภูมิภาสแย้งขึ้นเรียบๆ แต่สายตาไม่ละความสนใจจากรายการสารคดีในโทรทัศน์
“คุณแก้วแน่เลย ผมว่าเขาดูเหมาะกับพี่ภูมิดีนะฮะ ดูนิ่งๆเย็นๆเหมือนกันเลย” น้องชายคนเล็กเอ่ยอย่างเห็นดีเห็นงาม
“อะไรนะ ตกลงใครกันแน่ วีหรือภูมิ อย่าบอกนะว่าไปสนใจบ้านนั้นกันทั้งสองคน โอ๊ย แม่จะเป็ลม!”
“อนล!”
“ไม่มีอะไรสักหน่อย แม่อย่าคิดมากสิครับ” ปาณปวีร์ว่า ก่อนหันไปหาน้องชาย
“ว่าแต่นายเถอะจะออกไปไหน น้ำหอมฟุ้งเชียว”
“ไปหาเพื่อนนะฮะ แล้วว่าจะพาไปดูแสงสีเหมือนกรุงสักหน่อย”
“กรวีหรอ” ภูมิภาสถามเรียบๆ
“รายนั้นผมก็ชวนเหมือนกันแต่เขาปฏิเสธ เลยไปกับเพื่อนอีกคน คนนี้เขาพึ่งมาจากต่างประเทศฮะ”
“อ๋อ นิคละสิ เมื่อวานพี่ก็เจอเขา เขาไปถึงที่พักเรียบร้อยดีหรือเปล่า”
“เรียบร้อยครับ ไม่ต้องห่วง ...ใกล้เวลาแล้วผมคงต้องไปแล้ว ไปนะฮะแม่” ว่าพลางเดินมาหอมแก้มมารดาที่กำลังส่งค้อนให้ฟอดใหญ่ก่อนเดินออกจากบ้านไปอย่างอารมณ์ดี
“เ้านลไปไหนอีกแล้วหรือคุณทิพย์” เ้าสัวบวรที่พึ่งเดินลงมาจากชั้นบนทันเห็นหลังลูกชายคนเล็กไวๆ เอ่ยถาม
ทิพย์สุดาหันมาเจอสามีกำลังเดินตรงมาก็ลุกขึ้น สีหน้ายิ้มแย้มผิดจากเมื่อครู่ไปคนละคน ก่อนจะเยื้องย่างราวนางหงส์ไปคล้องแขนสามี
“แกไปเที่ยวกับเพื่อนนะค่ะ” ทิพย์สุดาตอบ และเพราะรู้ว่าสามีกับลูกชายคนเล็กนั้นกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้งเพราะอุปนิสัยที่แตกต่าง และพฤติกรรมบางอย่างของลูกชายที่เ้าสัวเห็นว่ามันไร้สาระ หล่อนจึงเปลี่ยนเื่ไปเสีย
“นี่ก็ได้เวลาพอดีเรียกให้เด็กตั้งโต๊ะเลยแล้วกันนะคะ จะได้ทานกันเลย อ้าว! สองคนนั่งทำอะไรกันอยู่ ลุกมาสิลูก”
ลูกชายสองคนมองหน้ากัน หัวเราะออกมาอย่างคุ้นชิน ทิพย์สุดาเคยเป็นางเอกละครมาก่อน และนั่นทำให้หล่อนเป็คนที่ค่อนข้างอ่อนไหว และเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้ง่ายเกินกว่าคนปกติไปสักหน่อย แต่นั่นเป็เสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้เ้าสัวบวร ที่ตอนนั้นเป็หนุ่มนักธุรกิจรูปหล่อไฟแรงหลงรัก
ทั้งคู่สานสัมพันธ์กันแม้ว่าจะมีอุปสรรคบ้างเนื่องจากว่าทางบ้านเ้าสัวนั้นเห็นทิพย์สุดาเป็เพียงนางเอกละคร ส่วนฝ่ายทิพย์สุดาแม้จะเป็นางเอกละคร แต่ก็มีต้นตระกูลสืบเชื้อเ้าก็ดูถูกว่าฝ่ายเ้าสัวบวรเป็เพียงพ่อค้าที่ร่ำรวยจากการค้าขาย ต่างฝ่ายต่างเหยียดกันไปเย้ยกันมาไม่จบสิ้น หากแต่สุดท้ายทั้งคู่ก็สามารถลงเอยด้วยกันได้ดี และมีลูกด้วยกันถึงสี่คนจนถึงปัจจุบัน
ตกเย็นวันหนึ่ง หลังจากเลิกเรียนแล้วเต็มเดือนเก็บข้าวของก่อนจะออกจากห้องเรียน เดินกึ่งวิ่งมาไม่ไกลนักก็มาถึงป้ายรถเมล์ รออยู่ไม่กี่อึดใจรถสายที่้าก็มาจอดเทียบอยู่ตรงหน้า
่เลิกงานแบบนี้เป็เวลาที่คนมักจะแน่นขนัดต้องเบียดเสียดกันไม่น้อย เต็มเดือนปาดเหงื่อก่อนะโขึ้นรถ อาศัยความเร็วและ่ตัวบางทำให้สามารถแทรกตัวเข้าไปได้ก่อนใคร ยืนบ้างนั่งบ้างมาสักพักรถก็จอดป้ายที่เป็จุดหมาย เต็มเดือนก้าวลงอย่างระมัดระวัง มองข้ามไปยังถนนอีกฟากเห็นตัวตึกตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า หน้าตึกมีป้ายตัวโตอ่านว่าเอฟคิว คอเปอเรชั่น
เนื่องจากหล่อนเคยมาที่นี่แล้วสองถึงสามครั้ง เมื่อเข้ามาภายในตัวบริษัท หญิงสาวจึงเดินตรงแน่วไปที่มุมเก้าอี้ม้านั่งสำหรับรับแขก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดโทรออก
“พี่เกล้า เดือนมาถึงแล้วนะคะ”
รับคำสองสามทีแล้วจึงกดวางสายลง ระหว่างรอก็หยิบนิตยาสารเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดผ่านๆฆ่าเวลา ผ่านไปพักใหญ่จนรู้สึกเหมือนมีเงาทาบทับลงมา หล่อนจึงเงยหน้าขึ้นและก็ต้องชะงัก เมื่อเจอกับใบหน้ายียวนคุ้นตา ที่อยู่ห่างเพียงไม่ถึงคืบ เต็มเดือนผงะออกแทบจะทันที มองอีกฝ่ายเหมือนครูมองเด็กนักเรียนที่ทำผิด
“คุณวี”
“ครับผม” ชายหนุ่มรับคำ มองท่าทางเหมือนลูกกระต่ายตื่นตูมตรงหน้าอย่างขบขัน
“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันต้องเป็คนถามเธอรึเปล่า” ปาณปวีร์เอ่ยขึ้น พร้อมกับยืดตัวเล็กน้อย สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางชวนให้รู้สึกหมั่นไส้
“อ้อ...” เต็มเดือนพึมพำขึ้นเบาๆ ถอยห่างออกก้าวหนึ่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าบริษัทนี้เป็ของเ้าสัวบวร ซึ่งคงไม่แปลกอะไรหากจะเจอลูกชายเ้าสัวที่นี่
“แล้วตกลงเธอมาทำอะไร”
“ฉันเอาของมาให้พี่เกล้าค่ะ”
“คงเป็ของสำคัญ เย็นขนาดนี้แล้ว ยังต้องวิ่งเอามาให้ถึงที่ทำงาน” ภูมิภาสเอ่ยนิ่งๆ ใบหน้าเรียบเฉยอยู่เป็นิตย์ส่งยิ้มให้เล็กน้อย
“ค่ะ” เต็มเดือนตอบ ก่อนส่งยิ้มให้อย่างจำได้ หากนั่นทำให้อีกคนรู้สึกขัดหูขัดตาอย่างบอกไม่ถูก
“เดือน” เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง ตามด้วยร่างโปร่งบางเดินเข้ามา รับของจากเต็มเดือนเอ่ยขอบใจอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนหันมาค้อมศีรษะเล็กน้อยให้เ้านายทั้งสอง
“คุณกรวีจะกลับพร้อมน้องสาวเลยก็ได้นะครับ นี่ก็ใกล้จะเลิกงานพอดี” ปาณปวีร์เอ่ยอย่างใจดี
“ไม่เป็ไรค่ะ ดิฉันยังมีงานต้องเคลียร์ แล้วก็...” หญิงสาวพูดค้าง แล้วกันมาทางน้องสาว “วันนี้ฉันไม่กลับบ้านนะ”
“ค่ะ”
กรวีพยักหน้ารับสายตามองผ่านไปสะดุดที่สายตานิ่ง คมกริบเหมือนอาจารย์ใหญ่ของเ้านายหน้านิ่งที่มองตรงมา กรวีนึกไม่ชอบใจ เพราะทำให้หล่อนเหมือนจะหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาเสียเฉยๆ ปาณปวีร์มองบรรยากาศแปลกๆระหว่างคนทั้งสอง เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่
“ฉันไปส่ง”
“ไม่ต้องค่ะ” หญิงสาวร้องบอกแทบจะทันที สองขากำลังจะถอยหลังหนี หากโดนอีกฝ่ายคว้าข้อมือได้ก่อน
“คุณวี ฉันบอกว่าไม่ต้อง”
“จะตรงกลับบ้านเลยหรือเปล่า” ปาณปวีร์เอ่ยถาม
“ทำไมฉันต้องบอกคุณด้วย”
ปาณปวีร์ขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายที่ตอบกลับหน้าตาเฉย ตาใสฉายแววดื้อดึง ก่อนที่เขาจะหันไปหาหญิงสาวอีกคน
“คุณกรวีคงจะไม่ว่า ผมสัญญาว่าจะส่งน้องสาวคุณถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ”
“ฉันไม่ว่า แต่กับคุณแม่ฉันไม่ทราบนะคะ” หล่อนว่าพลางเหลือบมองลูกพี่ลูกน้อง ที่หน้าเครียดขึ้นทันทีที่พูดถึงโฉมสะคราญ
“คุณจะเรียนให้ท่านทราบ?”
“ไม่ใช่เื่ของฉันนี่คะ” กรวียักไหล่เบาๆ แล้วไหว้ลาคนทั้งคู่ ก่อนจะเดินกลับออกไป เต็มเดือนมองตามพี่สาว ก่อนจะหันไปย้ำกับชายหนุ่มอีกครั้งพยายามแกะมืออีกฝ่ายไปด้วย
“ฉันกลับเองได้ค่ะ”
“พี่ภูมิจะกลับพร้อมกันเลยหรือเปล่าครับ” ปาณปวีร์หันไปถามพี่ชาย ไม่สนใจคนตัวเล็กที่พยายามยื้อยุดเพื่อให้ข้อมือตัวเองเป็อิสระ
“คุณวี! ปล่อยฉันนะคะ”
“ไม่ละ นายไปเถอะ” ภูมิภาสว่า แล้วอมยิ้ม นึกสงสารเมื่อเหลือบมองหญิงสาวข้างๆที่พยายามสะบัดแขนสุดแรง หากพยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผล
“งั้นไว้เจอกันที่บ้านนะครับ”
“อืม อย่ากลับดึกละ”
“ครับผม”
“คุณวี!”
ขึ้นรถมาได้สักพักเต็มเดือนนิ่งเงียบมาตลอดทาง ปาณปวีร์หันมองคนข้างๆ พร้อมกับเอ่ยถาม
“หิวหรือยัง”
“ไม่ค่ะ”
“แต่ฉันหิว ไปหาอะไรกินกันก่อนละกัน”
...เอาแต่ใจ! เฮอะ ถ้าแบบนี้หล่อนเองก็ดื้อได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน
“กินอะไรดีละ”
“ไม่ค่ะ”
“ชอบอาหารจีนมั้ย”
“ไม่ค่ะ”
“หรือกินก๋วยเตี๋ยวเรือดี”
“ไม่ค่ะ”
ชายหนุ่มเหลือบมองคนที่กำลังกวนประสาทหน้านิ่ง ก่อนหักพวงมาลัยเ้าโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งที่มีป้ายไฟวับวาวตั้งเชิญชวนลูกค้าให้เข้าไปใช้บริการ ซึ่งนั่นทำให้หญิงสาวข้างตัวสะดุ้ง หันมองคนที่กำลังขับรถอยู่ตาเขียว
“คุณวี!”
“หืม”
“เลี้ยวออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะคะ” หญิงสาวว่าเสียงสั่น
“ก็เธอยังนึกไม่ออกว่าจะกินอะไร ก็เลยพามานอนคิดที่นี่ก่อนไง” ว่าแล้วก็ยื่นหน้าเข้าไปหาทำตาวาวๆ จนอีกฝ่ายถอยรูดไปติดประตูรถ
“ฉันจะกลับบ้าน” หญิงสาวดูท่าจะกลัวจริง เพราะทั้งสีหน้าแววตาฉายแววหวาดหวั่นไปหมด ตัวสั่นริกๆคล้ายลูกนกที่กำลังหวาดกลัว
ปาณปวีร์ชะงักไป นึกแปลกใจกับท่าทางหวาดกลัวอย่างหนักของอีกฝ่าย คราวก่อนก็ทีหนึ่งกับอาการคล้ายๆกันแบบนี้ ชายหนุ่มจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างค้นหา ในใจนึกสงสัย …หลายปีที่ผ่านมา เธอต้องเจอกับอะไรมาบ้างนะ
คิดแค่นั้นความรู้สึกบางอย่างก็แล่นขึ้นมาจุกอยู่กลางอก ดวงตาสีดำสนิทค่อยๆอ่อนแสงลง ก่อนจะเอ่ย
“บ้านไม่หนีไปไหนหรอก”
ชายหนุ่มหันมานั่งตัวตรงตามเดิม ทำเอาเต็มเดือนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปมา แต่ยังไม่ทันพูดอะไร อีกฝ่ายก็ชิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงขี้เล่นตามเดิม
“ตกลงว่าหิวหรือยัง”
“...”
“คิดให้ดีนะ”
เต็มเดือนถอนหายใจ ก่อนพยักหน้าอย่างจำใจ หากแต่ชายหนุ่มเห็นแล้วยิ้มขบขัน เดาะลิ้นเบาๆอย่างสมใจ กลับมาสตาร์ทรถ ขับออกจากโรงแรมผิวปากไปด้วยอย่างอารมณ์ดี ผิดกับเต็มเดือนที่นั่งหน้าคว่ำเป็จวักและไม่วายบ่นพึมพำกับตัวเอง
“เผด็จการ..”
ร้านอาหารที่ปาณปวีร์พามาเป็ร้านบะหมี่เล็กๆที่ตั้งอยู่ริมถนน ที่ใกล้ๆกันเป็แม่น้ำ เมื่อมาถึงชายหนุ่มก็ลงจากรถเดินไปสั่งบะหมี่หมูแดงสองชามอย่างรวดเร็ว ได้แล้วปาณปวีร์ก็พาหล่อนไปนั่งกินที่ม้านั่งบริเวณริมแม่น้ำ
บรรยากาศยามเย็นที่แสงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้ากับสายลมเย็นๆที่พัดผ่านชวนให้ก่อให้เกิดความรู้สึกสบายใจ และผ่อนคลาย
หากแต่... เมื่อมองชายหนุ่มที่เคี้ยวบะหมี่ตุ้ยๆอย่างสบายอารมณ์แล้วก็หมั่นไส้ขึ้นมาติดหมัด อดไม่ได้ที่โพล่งขึ้น
“คุณวี ฉันต้องรีบกลับบ้านนะคะ”
“ฉันไม่พาเธอกลับบ้านดึกดื่นหรอกนะ ฉันก็กลัวถูกคุณป้าเธอตีหัวแตกเหมือนกันนะ”
“ใครจะกล้าทำอะไรคุณ หัวคุณไม่แตกหรอกค่ะ” ...หัวฉันสิน่าจะแตกมากกว่า
“รีบกิน แล้วรีบกลับเถอะค่ะ”
“เร่งคนกินมันบาปนะ” คนพูดทำเสียงอ่อน
“ฉันกลับเองก็ได้” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นทำท่าจะเดินไป ดีที่ชายหนุ่มคว้าแขนไว้ได้ทันก่อนดึงกลับมานั่งที่เดิม
“จะรีบไปไหน ปกติฉันก็เห็นเธอกลับดึก”
“นั่นเพราะฉันทำงานพิเศษค่ะ แต่วันนี้ฉันไม่ได้ทำ ขืนคุณป้ารู้ว่าฉันมาไถลกับคุณ...”
“คงตีฉันตาย” ชายหนุ่มเอ่ยต่อให้อย่างรู้ทัน วางถ้วยบะหมี่ลงก่อนจะหันมองอีกฝ่ายอย่างจริงจัง
“นี่เธอโตขนาดนี้แล้ว ทำไมยังกลัวคุณป้าหัวซุกหัวซุนแบบนี้อยู่อีก”
“...”
“ไม่ตอบ... ก็นั่งมองฉันกินไปเรื่อยๆละกัน” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ค่อยๆละเลียดบะหมี่ในชามอย่างน่าหมั่นไส้
“คุณไม่ชอบฉัน แล้วจะมายุ่งกับฉันทำไม” เต็มเดือนถามตรงๆอย่างหมดความอดทน
“ทำไมถึงคิดว่าฉันไม่ชอบเธอละ”
“ก็คุณชอบว่า ชอบแกล้งให้ฉันหงุดหงิดอยู่เรื่อย แบบนี้จะเรียกว่าชอบหรือคะ”
“ฉันเป็แบบนั้นหรอ” ชายหนุ่มถามพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้น
“ค่ะ ...แล้วก็ต้องขอโทษด้วย”
“เื่?”
“ที่ฉันวิจารณ์คุณในแง่ที่ไม่ดี ...ถึงมันจะเป็ความจริงก็ตาม” เต็มเดือนว่า ลดเสียงให้เบาลงในประโยคหลังหากแต่ปาณปวีร์ก็ยังได้ยินอยู่ดี นั่นทำให้เขายิ้มกว้างขึ้นไปอีก
“เธอนี่...”
“...”
“จริงๆก็นิสัยไม่ยอมใครเหมือนกันสินะ แต่เอาเถอะ...” ปาณปวีร์พูดพูดพลางยื่นหน้ามาจ้องตาอีกฝ่ายชัดๆ
“เธอกำลังโกรธฉันอยู่ใช่มั้ย”
“คะ?”
“ฉันไปคิดๆดูแล้ว... เพราะเื่ที่ฉันไปอังกฤษใช่หรือเปล่า”
“...” เต็มเดือนไม่ตอบ เม้มริมฝีปากแน่น พร้อมกับเบนสายตาไปทางอื่นแทน
“ไม่ตอบก็ไม่เป็ไร แต่ฉันก็มีอะไรอยากเล่าให้เธอฟัง... หลังจากเกิดเื่ เอ่อ ที่น้าพรฆ่าตัวตายนะ พอเสร็จงานศพ แม่ก็ส่งฉันไปอยู่กับคุณยายที่อังกฤษ แม่บอกว่าฉันจะทำให้คุณยายรู้สึกดีขึ้น สาบานได้เลยว่าตอนนั้นฉันไม่อยากไปสักนิด ร้องแทบเป็แทบตายจนเกือบถูกจับมัดขึ้นเครื่องบิน” ชายหนุ่มเล่าไปเรื่อยๆ พร้อมกับจัดการบะหมี่คำสุดท้ายในชาม
“ตอนนั้นฉันเป็ห่วงเธอนะ ถึงจะยังเด็ก แต่ฉันก็รู้ว่าเธอไม่มีใคร มนุษย์สัมพันธ์เลเวลต่ำอย่างเธอ ถ้าไม่มีฉันเธอคงเหงาน่าดู แล้วก็คิดว่าเธอต้องโกรธแน่ๆ ที่ฉันไปโดยไม่บอกไม่กล่าวแบบนั้น”
“โกรธมากค่ะ” เต็มเดือนยอมรับตรงๆ ทำเอาชายหนุ่มชะงัก หลุดขำออกมา พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่ทิ้งความขบขัน
“กลับมาง้อแล้วนี่ไง ดีกันเถอะ.. นะ”
“เื่ั้แ่เด็ก ฉันไม่เอามาคิดหรอกค่ะ”
“ไม่จริง คิดอยู่แน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ทำท่าทางรังเกียจเหมือนฉันเป็หนูเป็แมลงสาบแบบนี้หรอก เจอกันทีไรก็หน้าบูดหน้าบึ้ง ไม่รู้ตัวเลยหรือไง” ชายหนุ่มแกล้งว่า ท่าทางนั้นทำเอาเต็มเดือนอดหัวเราะไม่ได้
“ขอโทษค่ะ”
“ไม่ต้องขอโทษ แค่หายโกรธก็พอ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างง่ายๆ ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งไปให้อีกฝ่าย เต็มเดือนมองอย่างชั่งใจนิดหนึ่ง ก่อนยื่นมือไปจับพร้อมกับรอยยิ้ม
“โอเค กลับมาเป็เพื่อนกันเหมือนเดิม ...ไม่ใช่แค่คนที่บ้านอยู่ใกล้กันแล้วนะ” ชายหนุ่มว่าก่อนจะลุกขึ้นโดยฉุดมืออีกฝ่ายให้ลุกตามด้วย
“ต่อไปนี้มีอะไรก็มาพูดกับฉัน ถ้าไม่รู้จะพูดอะไร จะด่าแทนก็ได้ ...แต่ขอให้พูดออกมาก็พอ ฉันจะฟังเอง”
คำพูดง่ายๆแต่จริงใจ ทำให้เต็มเดือนหันมองชายหนุ่มอีกครั้ง แล้วก็เหมือนได้เห็นเด็กชายตัวเล็กๆซ้อนทับภาพคนตรงหน้า ความรู้สึกเป็มิตรเหมือนครั้งเมื่อวัยเยาว์คล้ายจะหวนกลับมาอีกครั้ง ชายหนุ่มมองไปรอบๆก่อนจะเอ่ยต่อ
“สงสารคนเป็ใบ้บ้างเถอะ นั่นเขาอยากพูดแทบตายแต่พูดไม่ได้ ส่วนเธอพูดได้แต่ดันไม่ยอมพูด”
...ไม่น่าเลย ไม่น่าเผลอรู้สึกดีๆกับคนบ้าเลยจริงๆ เต็มเดือนคิดพลางถอนหายใจยาว สะบัดมืออีกฝ่ายทิ้งอย่างไม่ไยดี จนฝ่ายนั้นหัวเราะ
“กำลังด่าฉันในใจละสิ”
“ค่ะ” เต็มเดือนตอบตามตรง และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มหลุดขำออกมา วางชามก๋วยเตี๋ยวลงบนพื้น มือหนึ่งเท้าคางลงกับพนักเก้าอี้ สายตายังคงจับจ้องไปที่อีกฝ่าย
“ไหน ด่าฉันว่าอะไร บอกแล้วไงว่าพูดออกมาให้ได้ยิน ไม่อย่างนั้นฉันจะเจ็บได้ยังไง”
“ถึงได้ยินคุณไม่เจ็บอยู่แหละค่ะ”
“รู้ได้ยังไง... เอ๊ะ เดี๋ยวนะ นี่เธอกำลังว่าฉันหนังหนาอยู่หรือเปล่า”