ชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่บนเบาะหลังสูดเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าปากดังซู้ดใหญ่ ก่อนจะเคี้ยวกลืนแล้วเอ่ยสมทบขึ้นมา
"แต่จะว่าไป... เจ้านายของเรา คุณวศินนี่ก็โหดชะมัดเลยว่ะ"
เขาส่ายหน้าเบาๆ พลางใช้ส้อมพลาสติกคนน้ำซุปในถ้วย "มึงคิดดูดิ แค่มีสายรายงานว่าเห็นไอ้หมอนี่มันเดินคู่กับคุณเพียงฟ้าเมื่อวานที่ห้าง เจ้านายถึงกับสั่งให้คนไปตามสืบดูประวัติมันแทบจะพลิกแผ่นดินเลย... แต่ก็นะ ใครจะไปนึกเล่า ว่าลูกชายของเจ้าสัวสิรินทร์ที่หนีออกจากบ้านไปตั้งหลายสิบปี จะทิ้งลูกชายสายเลือดแท้ๆ เอาไว้ให้ดูต่างหน้าแบบนี้"
"เออ กูก็ยอมใจเจ้าสัวสิรินทร์เลยว่ะ" ชายคนเดิมพูดต่อ "ถึงขนาดส่งคนไปตามหากลับมาได้ แถมรู้สึกว่าจะไปตามเจอตัวถึงที่ต่างประเทศเลยด้วยนะเว้ย... ก็นั่นแหละ พอเห็นมันเดินไปไหนมาไหนกับคุณเพียงฟ้า เจ้านายเราก็เลยของขึ้น สั่งกระทืบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมซะเลย"
ชายคนที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับกัดขนมปังในมืออีกคำ เคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ "หึ... แต่กูก็แอบสงสารเจ้าสัวแกอยู่นิดๆ นะเว้ย อุตส่าห์ตามหาหลานชายสายเลือดแท้ๆ จนเจอทั้งที... แต่เดี๋ยวหลานรักก็กำลังจะกลายเป็นคนพิการไปซะแล้ว"
เขาหยุดหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย "แต่ก็นะ... ดูจากอำนาจและอิทธิพลระดับเจ้าสัวสิรินทร์แล้วเนี่ย ไอ้สวะแปดคนที่กูหามาทำงานนี้ คงมีลุ้นได้ไปคุยกับรากมะม่วงแน่ๆ ถ้าระดับนั้นเขาสืบสาวเรื่องราวขึ้นมาจริงๆ"
เมื่อได้ยินแบบนั้น ชายคนที่ทำหน้าที่อยู่หลังพวงมาลัยก็ขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวล "เดี๋ยวๆ... มึงแน่ใจนะ ว่าเรื่องนี้มันจะไม่สาวมาถึงตัวพวกเรา แล้วก็เจ้านายคุณวศินน่ะ? แล้วไอ้พวกสวะแปดคนนั้น มันรู้เหี้ยอะไรบ้างวะ!?"
ชายคนที่นั่งข้างคนขับยัดขนมปังก้อนสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวและกลืนลงคออย่างใจเย็น ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำพลาสติกขึ้นมาเปิดฝาดื่มรวดเดียวจนพร่องไปครึ่งขวด
"มันไม่รู้เหี้ยอะไรเลย"
เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นใจ "มันยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ากูเป็นคนจ้างพวกมันมา... กูติดต่อผ่านคนกลางไปอีกทีนึงโว้ย งานนี้เนียนกริบ... กูรับรองได้เลยว่า กว่าพวกมันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือรู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร... ก็คงโดนเจ้าสัวสั่งเก็บ ปิดปากเงียบไปก่อนแล้วล่ะ"
คนขับรถถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก "เออ... ค่อยยังชั่วหน่อย แล้วนี่มึงบอกให้พวกมันสแตนด์บายรอแล้วใช่ไหม?"
"เออ สั่งไว้เรียบร้อยแล้ว"
ชายคนนั่งข้างคนขับตอบรับ พลางล้วงมือเข้าไปในถุงพลาสติก หยิบขนมปังห่อใหม่ออกมาฉีกซอง "กูสั่งพวกมันไว้ว่า เป้าหมายโผล่หัวออกมาเมื่อไหร่ ก็ให้ตามไปจัดการมันได้ทันทีเลย"
"แล้วถ้า... มันเดินโผล่ออกมาพร้อมกับคุณหยกนภาล่ะวะ?" ชายคนขับตั้งข้อสงสัย "มึงก็เห็นนี่ ว่าไอ้หมอนี่มันตามคุณหยกมา"
ชายที่กำลังจะกัดขนมปังชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ "จะไปยากอะไรวะ... ก็จัดการมันซะสิ ต่อให้ตอนตะลุมบอนเกิดพลาดพลั้งไปทำคุณหยกนภาบาดเจ็บ หรือโดนลูกหลงไปด้วย... เรื่องมันก็สาวมาไม่ถึงตัวพวกเราอยู่ดีนั่นแหละ ปล่อยให้ไอ้สวะแปดตัวนั้นมันรับเคราะห์ไปก็แล้วกัน"
...
ภายในทางเดินยาวของอาคารโกดังที่ถูกดัดแปลง ซึ่งทอดตัวเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าสู่ประตูทางออก
ธีร์กำลังก้าวเดินไปตามทางเดินนั้นอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของชายหนุ่มเรียบสนิท ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ประดับอยู่ ท่วงท่าการเดินของเขาดูเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างจากคนทั่วไป... แขนข้างขวาของเขาแนบชิดติดกับลำตัวแทบจะไม่ขยับเขยื้อน ในขณะที่แขนข้างซ้ายแกว่งไกวไปมาเบาๆ ตามจังหวะก้าวเดิน นัยน์ตาสีเข้มทอดมองตรงไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ราวกับว่าภายในหัวกำลังจดจ่ออยู่กับความคิดบางอย่างจนไม่ได้ใส่ใจสภาพแวดล้อมรอบข้าง
ในจังหวะที่เขากำลังเดินผ่านทางแยกของโถงทางเดินนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มก็เดินสวนทางกับหญิงสาวคนหนึ่ง
เธอเป็นผู้หญิงที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า รูปร่างเพรียวบาง ใบหน้าสวมแว่นกันแดดสีชาที่บดบังดวงตาไปกว่าครึ่ง ทว่าก็ยังไม่อาจปิดบังออร่าความโดดเด่นและเสน่ห์ที่ดึงดูดสายตาผู้คนรอบข้างได้ เธอคือผู้หญิงที่ใครต่อใครก็ต้องเหลียวหลังมอง...
ทว่า สำหรับธีร์แล้ว... เขากลับไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อยนิด
นัยน์ตาคมกริบไม่ได้ปรายมอง หรือแม้แต่จะเหลือบไปเห็นความมีตัวตนของหญิงสาวที่เดินสวนมา ชายหนุ่มทำเพียงก้าวเท้าเดินต่อไปข้างหน้าด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ แผ่นหลังกว้างตั้งตรง ไร้ซึ่งความลังเล หรือการหยุดชะงักใดๆ ราวกับว่าคนที่เดินสวนไปนั้นเป็นเพียงแค่มวลอากาศธาตุ สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นดาราดังระดับประเทศ หรือเป็นเพียงคนธรรมดาเดินดิน... มันก็ไม่ได้มีความหมาย หรือข้อแตกต่างอะไรให้เขาต้องให้ความสนใจ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ไหล่ของทั้งสองคนเดินสวนสลับกันไปนั้นเอง...
กึก!
ฝีเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงของหญิงสาวคนนั้นหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน เธอหันขวับกลับมามองตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่เพิ่งจะเดินสวนทางไป
แววตาภายใต้แกรอบแว่นกันแดดสีชาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยตีรวนขึ้นมาในอกอย่างฉับพลัน เธอจ้องมองแผ่นหลังที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน ริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีสดขยับพึมพำออกมาเบาๆ แทบจะกลืนหายไปกับอากาศ
"คนๆ นั้น...?"
ในขณะที่เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์และพยายามจะเพ่งมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามา พร้อมกับเสียงทักทายที่ดึงสติของเธอให้กลับมาสู่ความเป็นจริง
"อ้าว! คุณเกลคะ?"
ทีมงานหญิงคนหนึ่งที่ถือแฟ้มเอกสารเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง "มาหาคุณมิลินเหรอคะ?"
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า 'เกล' ละสายตาจากปลายทางเดินว่างเปล่า หันกลับมามองทีมงานที่เดินเข้ามาทักทาย เธอคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูเป็นมิตรและเป็นมืออาชีพ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ
"ค่ะ..." เกลตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ไม่ทราบว่าข้างใน... ถ่ายทำกันเสร็จหรือยังคะ?"
"สำหรับคิวของวันนี้ ถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ"
ทีมงานหญิงฉีกยิ้มกว้างพลางอธิบายอย่างกระตือรือร้น "พอดีว่าทั้งคุณก๊อตและคุณมิลินเป็นนักแสดงที่มืออาชีพมากๆ งานก็เลยเสร็จเร็วกว่าที่คิดเอาไว้เยอะเลยค่ะ... แถมทีมสตันต์แมนชุดนี้ก็เป็นระดับชั้นหนึ่ง บวกกับการได้คุณหยกนภามาช่วยจัดคิวบู๊และดูแลความเรียบร้อยให้ ทุกอย่างหน้าเซตก็เลยราบรื่นไปหมดเลยค่ะ"
"อย่างนี้นี่เอง..." เกลยิ้มรับและพยักหน้าเข้าใจ เธอปัดความสงสัยเกี่ยวกับแผ่นหลังที่คุ้นตาเมื่อครู่ออกไปจากหัว ก่อนจะเดินตามการนำทางของทีมงานหญิงเข้าไปยังพื้นที่ด้านในของสตูดิโออย่างไม่รีบร้อน
...
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ธีร์ได้เดินทะลุออกมาจนถึงลานคอนกรีตกว้างด้านหน้าโกดัง ซึ่งถูกจัดสรรไว้เป็นพื้นที่จอดรถ
ชายหนุ่มเดินตรงไปยังรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่สีดำขลับของตนเองที่จอดหลบมุมอยู่ เขาหยิบหมวกกันน็อกแบบเต็มใบขึ้นมาสวมใส่ ตามด้วยการดึงถุงมือหนังสีดำขึ้นมาสวมทับฝ่ามือทั้งสองข้างอย่างทะมัดทะแมง ขาแกร่งตวัดขึ้นคร่อมเบาะรถ ก่อนจะเสียบกุญแจและกดสตาร์ท
เสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่คำรามกระหึ่มขึ้นเบาๆ ธีร์ตบเกียร์และบิดคันเร่ง ขับรถมอเตอร์ไซค์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่สตูดิโอ มุ่งหน้าออกไปสู่ถนนซอยด้านนอกอย่างราบรื่น
ทว่า ทันทีที่ล้อรถมอเตอร์ไซค์ของเขาวิ่งพ้นประตูรั้วเหล็กบานใหญ่... ความเคลื่อนไหวของเขาก็ตกอยู่ในสายตาของกลุ่มคนในรถเก๋งสี่ประตูสีบรอนซ์เงินที่จอดซุ่มอยู่อีกฝั่งถนนทันที
"เป้าหมายออกมาแล้ว"
ชายในชุดสูทที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ สายตาจับจ้องไปที่รถบิ๊กไบค์สีดำที่กำลังขับผ่านหน้าไป เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออกอย่างรวดเร็ว รอเพียงไม่กี่วินาที ปลายสายก็กดรับ
"มันกำลังออกไปที่ถนนใหญ่... พวกมึงเตรียมตัวได้เลย"
เขาสั่งการสั้นๆ กระชับ ก่อนจะกดตัดสายและโยนโทรศัพท์ลงบนคอนโซลหน้ารถ
...
ห่างออกไปบริเวณริมถนนใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่รถมอเตอร์ไซค์ของเป้าหมายจะต้องขับผ่าน...
กลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างสันทัดและกำยำราวๆ เจ็ดถึงแปดคน กำลังนั่งจับกลุ่มกระจายตัวกันอยู่ริมฟุตบาท บ้างก็นั่งสูบบุหรี่พ่นควันโขมง บ้างก็นั่งก้มหน้าก้มตากดหน้าจอสมาร์ตโฟนปั่นสล็อตออนไลน์ฆ่าเวลา ท่าทางของพวกมันดูไม่ต่างจากกลุ่มอันธพาลข้างถนนทั่วไป
จู่ๆ โทรศัพท์ในมือของชายคนที่ตัดผมทรงสกินเฮดก็แผดเสียงร้องเตือนขึ้น มันกดรับสาย ฟังข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียว ก่อนจะรีบกดเปิดหน้าจอแชตเพื่อดูภาพถ่ายที่ถูกส่งมาให้
ภาพบนหน้าจอคือรูปถ่ายของผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตหนัง กำลังคร่อมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำ
"เฮ้ย! พวกมึง เลิกเล่นได้แล้ว ลุกขึ้น!"
ชายทรงสกินเฮดตะโกนสั่งพรรคพวก ก่อนจะชะโงกหน้ามองไปตามท้องถนน ไม่นานนัก เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาแต่ไกล รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่ที่รูปพรรณสัณฐานตรงกับในรูปถ่ายเป๊ะๆ รวมถึงการแต่งกายของผู้ขับขี่ กำลังแล่นผ่านหน้าพวกมันไปในความเร็วที่สม่ำเสมอ
"ไอ้นี่แหละ! ตามมันไป!"
สิ้นเสียงคำสั่ง กลุ่มอันธพาลก็พากันโยนบุหรี่ทิ้ง กระโดดขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งของพวกมันที่จอดเรียงรายอยู่ริมฟุตบาท สตาร์ทเครื่องยนต์และบิดคันเร่งพุ่งทะยานออกไปเป็นฝูง ขับสะกดรอยตามท้ายรถบิ๊กไบค์ของเป้าหมายไปติดๆ ดั่งฝูงไฮยีน่าที่กำลังไล่ล่าเหยื่อ
ธีร์ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปตามเส้นทางหลักอย่างใจเย็น สายลมยามเย็นปะทะเข้ากับเสื้อแจ็กเก็ตหนังจนเกิดเสียงพึ่บพั่บเบาๆ เขาขับรถไปเรื่อยๆ ท่ามกลางการจราจรที่เริ่มพลุกพล่านของย่านชานเมือง โดยไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบ ลุกลี้ลุกลน หรือแสดงอาการผิดปกติใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งขับมาได้ระยะหนึ่ง รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่ก็เปิดไฟเลี้ยวและชะลอความเร็วลง ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดเทียบฟุตบาท บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนน
ชายหนุ่มตบเกียร์ว่าง ดับเครื่องยนต์ และตวัดขาลงจากรถ เขาถอดหมวกกันน็อกออก วางพาดไว้บนกระจกมองข้างอย่างเป็นระเบียบ ทว่าแทนที่เขาจะเดินก้าวเข้าไปในร้านสะดวกซื้อที่สว่างไสว ธีร์กลับหมุนตัวและเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกซอยเล็กๆ ที่ค่อนข้างมืดทึบและเปลี่ยวร้าง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับกำแพงของร้านสะดวกซื้อแทน
เพียงอึดใจเดียวหลังจากที่ร่างสูงใหญ่เดินหายเข้าไปในตรอก... เสียงเบรกของรถมอเตอร์ไซค์หลายคันก็ดังระงมขึ้นที่หน้าร้านสะดวกซื้อ
กลุ่มอันธพาลทั้งแปดคนขับรถมาจอดเทียบฟุตบาทอย่างเร่งรีบและไร้ระเบียบ พวกมันดับเครื่อง กระโดดลงจากรถ แล้วรีบสาวเท้าเดินตามเป้าหมายเข้าไปในซอยเปลี่ยวนั้นอย่างไม่รอช้า
ในขณะเดียวกัน รถเก๋งสี่ประตูสีบรอนซ์เงินที่ขับสะกดรอยตามมาห่างๆ ก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วและจอดเทียบท่าอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน
ชายในชุดสูทคนที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ เปิดประตูและก้าวลงจากรถ เขาปรับปกคอเสื้อให้เข้าที่ ก่อนจะเดินข้ามถนนด้วยท่าทีใจเย็นและผ่อนคลาย ชายชุดสูทผลักประตูกระจกเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ แสร้งทำตัวเป็นเพียงลูกค้าธรรมดาที่เข้ามาเลือกซื้อของ แต่สายตาของเขากลับเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก เพื่อรอชม 'ผลงาน' ของกลุ่มอันธพาลที่รับงานไปอย่างใกล้ชิด
ภายในตรอกซอยแคบๆ ที่มีเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟนีออนริมถนนสาดส่องเข้ามาถึง...
กลุ่มอันธพาลทั้งแปดคนกำลังเดินลึกเข้าไปในซอย รองเท้าผ้าใบหลายคู่บดขยี้ลงบนเศษขยะและกรวดทรายบนพื้นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ พวกมันล้วงมือหยิบเอาอาวุธที่ซุกซ่อนไว้ออกมาถือเตรียมพร้อม ชายบางคนกระชับไม้เบสบอลอลูมิเนียมในมือแน่น บางคนแบกไม้หน้าสามขนาดเหมาะมือพาดบ่า ในขณะที่อีกสองสามคนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อกุมด้ามมีดพับเอาไว้
พวกมันเดินย่างสามขุมเข้าไปด้วยท่าทีกร่างและคึกคะนอง กะเอาไว้ว่าเหยื่อที่เดินเข้ามาในซอยเปลี่ยวแบบนี้ คงจะกำลังตกใจกลัวจนลนลาน หรือไม่ก็กำลังพยายามมองหาทางหนีทีไล่อย่างสิ้นหวัง
ทว่า... ฝีเท้าของกลุ่มอันธพาลกลับต้องหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
เมื่อเดินลึกเข้ามาจนเกือบสุดตรอก พวกมันกลับไม่ได้พบกับเหยื่อที่กำลังวิ่งหนี หรือสั่นกลัวอย่างที่คิด... แต่พวกมันกลับพบว่า ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำ กำลังยืนประจันหน้า และรอคอยพวกมันอยู่ก่อนแล้ว
ธีร์ยืนเอามือซ้ายล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างผ่อนคลาย แผ่นหลังกว้างพิงเข้ากับกำแพงอิฐบล็อกเก่าๆ เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก ไม่ได้ถอยหนี และไม่ได้มีแววตาของความหวาดกลัวปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อยนิด
นัยน์ตาสีเข้มที่ลึกล้ำราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร ทอดมองกวาดผ่านใบหน้าและอาวุธในมือของกลุ่มอันธพาลทั้งแปดคนด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า สีหน้าของชายหนุ่มเรียบสนิทจนน่าขนลุก
บรรยากาศภายในตรอกแคบๆ ที่เคยเต็มไปด้วยความคึกคะนองของผู้ล่า พลันแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดและเย็นยะเยือกในชั่วพริบตา เมื่อออร่าบางอย่างที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า... มันคือความเยือกเย็นของคนที่คุ้นเคยกับการนองเลือด
ธีร์ค่อยๆ ขยับริมฝีปาก เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เย็นชา และไร้ซึ่งความกังวลใดๆ
"ไอ้คนที่จ้างพวกมึง..." ชายหนุ่มเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายสกินเฮดที่ยืนอยู่หน้าสุด "...ไม่ได้ตามมาด้วยเหรอ?"