จิ้นอ๋องทรงถอนพระทัยออกมาเบาๆ ความรู้สึกในพระทัยนั้นซับซ้อนและคลุมเครือยิ่งนัก ความประทับใจในความสามารถของหมู่ซานนั้นเด่นชัด แต่ความไม่ไว้วางพระทัยก็ยังคงหยั่งรากลึกในพระทัย
‘ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ใต้เงาอ่างอาบน้ำผุดขึ้นมาในพระทัยอีกครั้ง ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เคยเกิดขึ้นยังคงวนเวียนอยู่ จิ้นอ๋องทรงรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในจิตใจของพระองค์เองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน’
'เหตุใดข้าจึงรู้สึกเช่นนี้กับเด็กผู้นี้?' พระองค์ทรงครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง 'การที่ข้าปล่อยให้... มันเกิดขึ้น... มันหมายความว่าอย่างไรกัน?' ความสับสนในพระทัยทวีความรุนแรงขึ้น
‘ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและความสงสัยในตนเองเริ่มก่อตัวขึ้นในพระทัยของจิ้นอ๋อง พระองค์ทรงรู้สึกว่าจิตใจของตนเองกำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด’
'หรือว่า... ข้ากำลังผิดปกติ?' ความคิดที่ไม่คาดฝันผุดขึ้นมาในพระทัย จิ้น อ๋องทรงรู้สึกหวาดหวั่นกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน พระองค์ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับผู้ใดมาก่อน
ความต้องการที่จะทำความเข้าใจความรู้สึกของตนเองเริ่มผลักดันให้จิ้น อ๋องเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
'บางที... ข้าอาจจะต้องลอง... กับคนอื่นด้วยหรือ?' พระองค์ทรงคิดอย่างลังเล 'เพื่อที่จะได้รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับหมู่ซานนั้นเป็นเพียงความผิดพลาดชั่ววูบ หรือเป็นสิ่งที่... ผิดปกติในตัวข้ากันแน่'
ความคิดนั้นทำให้พระพักตร์ของจิ้นอ๋องมืดครึ้มลงความคิดที่จะต้องลองกับบุรุษที่มีรูปร่างใหญ่โตพอๆ กับพระองค์นั้น ทำให้พระพักตร์คมสันของจิ้นอ๋องมืดครึ้มลงทันที ความรู้สึกขยะแขยงและคลื่นไส้แล่นปราดเข้ามาในพระวรกาย ราวกับพระองค์ได้สัมผัสกับสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด
'ไม่... ไม่ได้เด็ดขาด!' พระองค์ทรงส่ายพระเศียรเล็กน้อยอย่างรวดเร็ว ความคิดนั้นเพียงแค่แล่นผ่านพระสมองก็ทำให้พระองค์แทบทนไม่ได้ พระองค์ทรงรู้สึกต่อต้านความคิดเช่นนั้นอย่างรุนแรง
แต่แล้วความสงสัยก็กลับเข้ามาวนเวียนในพระทัยอีกครั้ง 'แล้วเหตุใดกับเจ้าหมู่ซานมันถึงแตกต่างออกไป?' คำถามนี้ยังคงเป็นปริศนาที่จิ้นอ๋องไม่สามารถหาคำตอบให้กับตนเองได้
ความทรงจำเกี่ยวกับสัมผัสแผ่วเบาใต้เงาอ่างอาบน้ำ ภาพดวงตากลมโตที่เงยขึ้นมองพระองค์อย่างเปิดเผย ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนที่เคยสัมผัสได้... ภาพเหล่านั้นกลับมาปรากฏในพระสมองอีกครั้ง
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับหมู่ซานนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้มีความรู้สึกขยะแขยงหรือต่อต้านเข้ามาเกี่ยวข้อง ตรงกันข้าม กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ดึงดูดและกระตุ้นความรู้สึกแปลกประหลาดในพระองค์
'มันคืออะไรกันแน่?' จิ้นอ๋องทรงขมวดพระขนงมุ่น พระองค์ทรงพยายามวิเคราะห์ความรู้สึกของตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็ยังคงไม่พบคำตอบที่ชัดเจน
ความสับสนและความขัดแย้งภายในยังคงถาโถมเข้ามาในพระทัยของ จิ้นอ๋อง พระองค์ทรงรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่งที่ไม่รู้ว่าจะเลือกเดินไปทางใด
'ข้าไม่เข้าใจ... ข้าไม่เข้าใจตัวเองเลย' พระองค์ทรงพึมพำกับตนเองเบาๆ ความรู้สึกสับสนและไม่แน่ใจในตนเองเป็นสิ่งที่จิ้นอ๋องไม่เคยประสบมาก่อน
พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังภายนอกกระโจม แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องเข้ามา แต่ภายในพระทัยของพระองค์กลับมืดมิดและเต็มไปด้วยความไม่กระจ่าง
'บางที... การที่ได้รู้จักหมู่ซานมากขึ้น อาจจะช่วยให้ข้าเข้าใจความรู้สึกของตนเองได้' พระองค์ทรงคิดอย่างลังเล 'หรือบางที... ข้าควรจะหยุดคิดถึงเรื่องนี้เสียที'
ความขัดแย้งภายในยังคงดำเนินต่อไปในพระทัยของจิ้นอ๋อง พระองค์ไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ หมู่ซ่านได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในจิตใจของพระองค์ไปแล้วอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก จิ้นอ๋องทรงตัดสินพระทัยที่จะระงับความสับสนและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในพระทัยไว้ชั่วคราว พระองค์ทรงตระหนักดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าเรื่องส่วนตัว การศึกสงครามกับทัพเป่ยหม่านเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
พระองค์ทรงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิและความแน่วแน่กลับคืนมา พระองค์คือจิ้นอ๋อง ผู้บัญชาการทัพแห่งแคว้นต้าเหลียง ความรู้สึกส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่ต้องเก็บไว้ก่อน
"อาเว่ย" พระสุรเสียงทุ้มต่ำตรัสเรียกองค์รักษ์ด้วยน้ำเสียงที่กลับมาหนักแน่นดังเดิม "เจ้าจงไปเตรียมการสำหรับภารกิจใหม่ของหมู่ซาน ให้การสนับสนุนทุกอย่างที่นางต้องการ และรายงานความคืบหน้าให้ข้าทราบโดยละเอียด"
"น้อมรับพระบัญชาด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ" องค์รักษ์เว่ยคำนับรับคำสั่ง
จิ้นอ๋องทรงหันพระพักตร์ไปยังทิศทางที่ฮวาเสี่ยวซีจากไป พระเนตรคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยว
'ข้าจะให้โอกาสเจ้า หมู่ซาน' พระองค์ทรงคิดในพระทัย 'จงแสดงให้ข้าเห็นว่าความสามารถของเจ้านั้นมีค่าเพียงใด หากเจ้าสามารถนำชัยชนะมาสู่แคว้นต้าเหลียงได้ บางที... ข้าอาจจะเข้าใจความรู้สึกของตนเองได้ชัดเจนขึ้น'
ในขณะเดียวกัน จิ้นอ๋องก็ทรงตระหนักดีว่าพระองค์ไม่สามารถปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวมาบดบังวิจารณญาณในการบัญชาทัพได้ พระองค์ยังคงต้องจับตาดูหมู่ซ่านอย่างระมัดระวัง และเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
'หากเจ้าคิดทรยศข้า... ข้าจะไม่ลังเลที่จะลงโทษเจ้าอย่างหนัก' พระองค์ทรงคิดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวในพระทัย
การตัดสินพระทัยของจิ้นอ๋องในขณะนี้จึงเป็นการประนีประนอมระหว่างความรู้สึกส่วนตัวและความรับผิดชอบต่อแคว้นต้าเหลียง พระองค์จะให้โอกาสหมู่ซานพิสูจน์ตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ละเลยการจับตาดูและระมัดระวัง
ทางด้านข่าวลือที่ปล่อยออกไปโดยหน่วยข่าวกรองของรองแม่ทัพหลี่ หมิง เริ่มส่งผลกระทบต่อทัพเป่ยหม่านอย่างเห็นได้ชัด ข่าวลือเรื่องกองทัพเสริมของต้าเหลียงที่กำลังเดินทางมาถึงชายแดน ทำให้แม่ทัพของเป่ยหม่านเริ่มชะลอการเคลื่อนทัพอย่างระมัดระวังมากขึ้น พวกเขาไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับการเสริมกำลังที่ไม่ทราบจำนวน
ข่าวลือเรื่องโรคระบาดในค่ายทหารต้าเหลียงก็สร้างความหวาดระแวงให้กับทหารเป่ยหม่าน พวกเขาเริ่มหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ค่ายทหารต้าเหลียงมากนัก และมีการพูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดโรคระบาดขึ้นจริงๆ ทำให้ขวัญกำลังใจของทหารบางส่วนเริ่มสั่นคลอน
ส่วนข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายในกองทัพต้าเหลียงนั้น ยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากทัพเป่ยหม่านยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน แต่ก็เริ่มมีการจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝั่งต้าเหลียงอย่างใกล้ชิด เผื่อว่าจะมีสัญญาณความแตกแยกปรากฏให้เห็น
โดยรวมแล้ว แผนการปล่อยข่าวลือของฮวาเสี่ยวซีและรองแม่ทัพหลี่หมิงกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี มันสร้างความสับสน ความไม่แน่นอน และความหวาดระแวงให้กับทัพเป่ยหม่าน ทำให้การรุกคืบของพวกเขาล่าช้าลง และเปิดโอกาสให้ต้าเหลียงได้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น
รองแม่ทัพหลี่หมิงรายงานความคืบหน้าของข่าวลือให้จิ้นอ๋องทรงทราบอย่างต่อเนื่อง พระองค์ทรงพยักพระพักตร์ด้วยความพอพระทัยที่แผนการนี้ได้ผลตามที่คาดการณ์ไว้
"ดีมาก ท่านหลี่หมิง จงดำเนินการปล่อยข่าวลืออย่างต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์" จิ้นอ๋องตรัสสั่ง
รองแม่ทัพหลี่หมิงคำนับรับพระบัญชาและดำเนินการตามนั้นอย่างเคร่งครัด
สถานการณ์โดยรวมเริ่มเป็นไปในทิศทางที่ต้าเหลียงได้เปรียบมากขึ้นเล็กน้อย ด้วยการชะลอการรุกคืบของทัพเป่ยหม่าน และการปฏิบัติภารกิจลับของ ฮวาเสี่ยวซีที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ภาพใบหน้าสวยหวานของไป๋หลินที่เคยเคียงข้าง เรือนร่างขาวผ่องราวกับหิมะที่เขาเคยสัมผัส เนินเนื้อนุ่มนิ่มทั้งสองที่มือกร้านของเขากอบกุมแทบไม่มิด และเนินสาวที่เคยต้อนรับแท่งกายของเขาอย่างแนบแน่นและเร่าร้อน ภาพเหล่านั้นกลับคืนมาในห้วงความคิดของแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นอย่างชัดเจน
ความทรงจำอันหอมหวานและร้อนรุ่มเหล่านั้นกระตุ้นเร้าความปรารถนาที่หลับใหลในร่างกายของเขาให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ลำคอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกโหยหาอดีตและความต้องการในปัจจุบันถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กัน
อาวุธที่หลับใหลภายใต้อาภรณ์เริ่มตื่นตัวและผงาดขึ้นมาอย่างดื้อดึง ความทรงจำเกี่ยวกับความสุขสมที่เคยได้รับจากนาง ทำให้ร่างกายของแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นตอบสนองอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ความรู้สึกผิดปกติที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความปรารถนาทางกายที่แสนจะคุ้นเคย แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นหลับตาลงครู่หนึ่ง พยายามควบคุมความรู้สึกที่พลุ่งพล่านในร่างกาย
'ไป๋หลิน...' เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากหนาของเขา ความปรารถนาที่จะได้กลับไปสู่อ้อมกอดของนางรุนแรงจนแทบจะทนไม่ได้
แต่ในขณะเดียวกัน ความสงสัยเกี่ยวกับ "ไป๋หลิน" ก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ในจิตใจของเขา ภาพดวงตากลมโตดื้อรั้นนั้นยังคงตามหลอกหลอนเขาไม่จางหาย ความรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจในตนเองกลับคืนมาอีกครั้ง
แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับ "ไป๋หลิน" นั้นคืออะไรกันแน่ มันแตกต่างจากความปรารถนาที่เขามีต่อฮูหยินของตนเองอย่างสิ้นเชิง
'ข้ากำลังคิดอะไรกันอยู่?' เขาพึมพำกับตัวเองอย่างสับสน 'ไป๋หลิน?'