หลินเยว่ชิงเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แต่เพราะผมปรกหน้าจึงไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั่น
ว่ากันว่าอูซือเป็ดั่งตัวแทนของ์เพื่อทำหน้าที่สื่อสารทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน แม้จะฟังดูน่ากลัวแต่อูซือเป็ผู้ที่มีฐานะทางสังคมสูง คือบุคคลที่ผู้คนให้การยอมรับนับถือมากที่สุด ยิ่งกว่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายตระกูล นางค่อนข้างแปลกใจที่มารดาของิญญาตนนี้อยู่ในรั้วสูงที่เป็สำนักอูซือนั่น
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเล่าถึงความหลังด้วยใบหน้าคิดถึง นางเล่าไปยิ้มไปคล้ายว่าความหลังมีแต่ความสุขให้โหยหา จากมาก็ไม่มีอะไรติดค้าง เห็นิญญาตนนี้แสดงออกเช่นนั้นหลินเยว่ชิงก็กลับมามองตัวเอง
หากเป็นาง จะมีสิ่งใดให้หวนคิดถึงแล้วทำสีหน้าเช่นนั้นได้บ้างไหม...
ความทรงจำของหลินเยว่ชิงเกี่ยวกับมารดาไม่มีเลย มีแต่ข้าวของทิ้งไว้ให้ นางมีที่ซุกหัวนอนแต่ไม่มีสถานที่ที่เรียกว่าบ้านได้อย่างแท้จริง หากตายไปคงเป็ิญญาที่น่าเวทนาไม่ต่างจากตอนมีชีวิตอยู่
เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงเวลากลางยามเซิน หลินเยว่ชิงลุกจากที่นั่งข้างหน้าต่างแล้วลงไปชั้นล่าง แต่เมื่อนางมาถึงที่จอดรถม้าสกุลหลินกลับไม่พบอะไรเลย หลินเสี่ยวหรงที่มักจะมา่ปลายยามเซินไม่อยู่ที่นี่แล้ว ทั้งที่นางมาก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วยาม รถม้าของตระกูลก็ไร้เงา หญิงสาวเข้าใจได้ทันทีว่าวันนี้นางคงถูกทิ้งเอาไว้ตามเคย
หลินเยว่ชิงได้แต่ถอนหายใจออกมา นางจะทำอันใดได้
“นางกลับไปแล้วทิ้งเ้าไว้อย่างนั้นหรือ” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเอ่ยถาม เพราะั้แ่ติดตามหญิงสาวผู้นี้มาเดือนเศษ ยังไม่เคยเจอกรณีแบบนี้
ผู้ถูกถามก้มพยักหน้าเพื่อตอบคำถามนั้น แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะยามปกติที่นางมาทันก็จะได้ขึ้นรถม้ากลับ ทว่าหากการที่อีกฝ่ายตั้งใจกลับก่อนเวลาเช่นนี้เพื่อทิ้งนางเอาไว้ คาดว่าหลินเสี่ยวหรงคงมีเื่ที่ไม่พอใจถึงได้มาเอาคืนกัน
หลินเยว่ชิงเม้มปากแน่นอย่างหนักใจ หากประวิงเวลาไปมากกว่านี้ต้องมืดก่อนแน่จึงรีบเดินเท้ากลับในทันที
“ข้าแปลกใจนักที่เสี่ยวหรงทำตัวแย่เยี่ยงนี้ยังไม่มีใครลงโทษนาง” ิญญาข้างกายเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ใบหน้ายังราบเรียบไม่แสดงออกถึงความโกรธอย่างโจ่งแจ้ง
หลินเยว่ชิงกลับมาถึงจวนสกุลหลินก่อนฟ้ามืดได้ก็โล่งใจ ระหว่างเดินเข้าไปยังเรือนด้านหลังก็ไม่มีบ่าวไพร่ทักนางเลยสักคน พวกเขามองก่อนจะหันไปซุบซิบกัน หลินเยว่ชิงขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ
เมื่อมาถึงเรือนนอนคำตอบก็ปรากฏตรงหน้านาง ห้องที่มีข้าวของและเครื่องไม้ไม่กี่ชิ้นบัดนี้ถูกรื้อค้น กองผ้าที่นางปักไว้ถูกรื้อกระจัดกระจายและหายไปหลายผืน
หญิงสาวดวงตาเบิกกว้างหน้าซีดเผือดรีบวิ่งตรงไปที่หีบผ้าทันที นางลนลานอย่างเห็นได้ชัด ทั้งรื้อผ้าแหวกหากล่องเข็ม พลิกหมอนและผ้าห่มทุกผืนขึ้นมา ลิ้นชักทุกอันถูกเปิดออกมาดู แต่ไม่มีเลย ไม่มีสิ่งที่นางกำลังมองหา
“กล่องเข็มข้า...” นางเอ่ยเสียงสั่น
“กล่องอุปกรณ์ปักผ้าของข้าหายไป” สีหน้าหลินเยว่ชิงบิดเบี้ยวจวนจะร้องไห้
จะมีใครกล้าเข้ามาหาเื่นางถึงที่ได้อีกนอกจากสองแม่ลูก และวันนี้หลินเสี่ยวหรงยังรีบด่วนกลับมาโดยทิ้งนางไว้
หญิงสาวที่ตัวสั่นเทิ้มร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาแทบขาดใจ นั่นเป็สมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวของนางในยามนี้ หลินเยว่ชิงสะอึกสะอื้นจนตัวสั่น คิดว่าตนไม่มีทางได้คืนเป็แน่ นางจะเอาอะไรไปแข็งข้อกับสองคนนั้นได้ ไม่มีใครในจวนนี้ที่อยู่เคียงข้างนาง แม้แต่บิดาที่นานครั้งจะได้กลับจวนมาทีก็หาได้สนใจ
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ นางไม่พอใจที่หลินเยว่ชิงไม่ตอบโต้ แต่ก็เข้าใจเพราะชีวิตที่ผ่านมาหล่อหลอมให้เป็เช่นนั้น แต่การกระทำของสองแม่ลูกนั่นก็เกินไปจริงๆ และมันจะหนักขึ้นยิ่งกว่านี้หากหลินเยว่ชิงไม่ตอบโต้บ้าง
หญิงสาวผู้น่าสงสารสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่พึมพำซ้ำไปซ้ำมา นี่คงเป็เื่ที่ะเืใจที่สุดของนางั้แ่ประสบมา ไม่คิดเลยว่าแค่การโต้ตอบครั้งนั้นจะทำให้หลินเสี่ยวหรงทำกับนางได้ถึงขนาดนี้
“หลินเยว่ชิง เ้าตั้งสติก่อน” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งพยายามเอ่ยเรียก หากนางมีกายเนื้อคงเข้าไปเขย่าตัวอีกฝ่ายแล้ว
“ทำไมต้องทำกับข้าแบบนี้ ที่ผ่านมาข้าก็ยอมให้รังแกมาตลอดไม่ใช่หรือ”
“นั่นเพราะเ้ายอมมาตลอด พวกเขาจึงยิ่งได้ใจยิ่งกลั่นแกล้งรังแกเ้า”
หญิงสาวที่เพิ่งผ่านเข้าวัยผู้ใหญ่และโดนกดขี่มาตลอดอย่างนางไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าจะได้ของที่ถูกขโมยไปคืนได้อย่างไร
“หลินเยว่ชิง เ้ายังมีข้าอยู่ มีข้าเป็สหายอย่างที่เคยได้ลั่นวาจาไว้” อดีตฮองเฮาบอกด้วยสีหน้าจริงจัง แม้เด็กสาวผู้นี้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนาง แต่สตรีผู้ผ่านโลกมาแล้วนักต่อนักอยู่เฉยไม่ได้จริงๆ แม้โดยเนื้อแท้จ้าวเลี่ยงเฟิ่งจะไม่ชอบการยื่นมือไปยุ่งกับเื่คนอื่น ทว่าสิ่งที่นางไม่ชอบที่สุดในชีวิตนั่นคือการเห็นผู้ที่อ่อนแอถูกรังแก
“ไปทวงคืนของของเ้า อ้างสิทธิ์ของเ้า หากเ้าไม่ไหวและอนุญาต ข้าจะเอาคืนให้เ้าเอง” มือโปร่งแสงคู่นั้นกุมมือนางไว้โดยไร้ััให้รู้สึก แต่ความอบอุ่นกลับสื่อมาถึงจิตใจของสตรีวัยแรกแย้ม
หลินเยว่ชิงเงยหน้ามองจ้าวเลี่ยงเฟิ่งด้วยน้ำตานองหน้า เป็ครั้งแรกที่นางอยากคิดต่อต้านสองแม่ลูก และเป็ครั้งแรกที่นางััได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่ราวกับปลอบประโลมให้ภายในจิตใจของนางรู้สึกสงบขึ้น
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งปลอบประโลมนางจนหยุดสะอื้น แต่น้ำตายังคลออยู่บ้าง หากสวมกอดด้วยกายเนื้อได้คงดีกว่า ทว่านางไม่มีสิ่งนั้นแล้ว