ณตระกูลหลิน
“บัดซบ!ไอ้สารเลวน้อยนั่นกล้าดียังไง!’’ เสียงโกรธแค้นดังออกมาจากปากของผู้นําตระกูลหลินมันโกรธเป็อย่างมากที่ถูกทําเสมือนตัวโง่งมและกลายเป็ตัวตลกต่อหน้าผู้คนมากมายดังนั้นหลังจากที่กลับมาจากงานชุมนุม มันจึงได้ระบายความโกรธกับคนในตระกูลทําให้มีคนมากมายต้องทนทุกข์ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ส่งคนไปจับตาดูหลินเจาไว้เสียหากมันเตรียมจะออกจากเมืองหลวงเมื่อใด ให้รีบมารายงานข้าทันที’’ ท้ายที่สุดมันได้สั่งการกับาุโในตระกูล
“เข้าใจแล้วขอรับ’’ผู้าุโน้อมรับคําสั่งเตรียมจากไป
แต่ก่อนที่ผู้าุโจะพลิ้วกายไปไหนสีหน้าของหลินฉีป้าก็เปลี่ยนไป มันตะหนักได้ถึงเื่สําคัญบางอย่างจึงกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “เดี๋ยวก่อน...ติดต่อไปยังสามตระกูลใหญ่ที่เหลือด้วยบอกพวกมันว่าหากอยากได้ส่วนแบ่งในครั้งนี้ จงมารวมตัวกันที่ตระกูลหลิน’’
“ขอรับ’’ใบหน้าของผู้าุโใไปครู่หนึ่งก่อนสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่แล้วเคลื่อนกายออกไปในทันที
หลังจากที่ผู้าุโจากไปสีหน้าของหลินฉีป้าได้แสดงให้เห็นถึงความครุ่นคิดถึงแม้ยามนี้มันจะโกรธมากที่ถูกหักหน้า แต่มันก็มิใช่คนโง่เสียทีเดียว จึงเดาได้ว่าหากหลินเจา้าจะออกจากเมืองหลวงองค์ชายเปาจะต้องส่งคนไปคอยคุ้มกันเป็แน่ ดังนั้นหากมัน้าที่จะสังหารอีกฝ่ายมันจักต้องยืมมือผู้นําอีกสามตระกูลที่เหลือเข้าช่วย
“หึๆหลินเจาไม่ว่าเ้าจะมีโชควาสนามากน้อยเพียงใด ครั้งนี้...เ้าก็ต้องตาย!’’ ครู่ต่อมา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของหลินฉีป้าได้เผยให้เห็นถึงความชั่วร้ายก่อนหัวเราะเสียงเย็น
ส่วนเ้า...เปาเฟิง!
เมื่อสบโอกาสเมื่อใดข้าจะเอาคืนเ้าอย่างสาสม!
พริบตาทั่วทั้งตระกูลหลินก็ััได้ถึงเจตนาฆ่าฟันอันไร้ที่สิ้นสุดมิต้องสงสัยเลยว่าในยามนี้ผู้นําตระกูลหลินได้ตั้งตนเป็ศัตรูกับองค์ชายเปาแห่งนภาครามเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
…
เวลาเดียวกันหลังจากที่เด็กหนุ่มแห่งนภาครามกล่าวความ้าเอาไปแล้วหลินเจาและพวกองค์ชายสองต่างชะงักไป ก่อนเผยใบหน้าแห่งความสับสนออกมาแววตาจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มเพื่อรอคําตอบ
ประมือ?
เหตุใดเขาจึง้าประมือ?
โดยเฉพาะเฉินเมิ่งิเขาไม่ค่อยอยากจะยอมรับสักเท่าใด ที่คนที่ถูกเชิญประมือด้วย เป็หลินเจาดังนั้นคิ้วของเขาจึงขมวดมุ่นอย่างไม่ยอมรับ
ทําไมกัน?
เหตุใดระดับสามขั้นต้นอย่างมันถึงได้ถูกเชิญประมือแทนที่จะเป็เขา?
เมื่อถูกจ้องมองเปาเฟิงจึงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง “เห็นได้ชัดว่าภายในงานชุมนุมครั้งนี้พี่ชายหลินเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุด เกรงว่าหากท่านไม่สละสิทธิ์ผู้ชนะย่อมเป็ใครไปไม่ได้นอกจากท่าน ดังนั้นข้าจึงใคร่้าประมือกับคนที่แข็งแกร่งอย่างท่านเป็ที่สุด’’
อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเพราะเหตุผลที่เปาเฟิง้าประมือกับหลินเจา เป็การค้นหาความลึกลํ้าที่อยู่ในตัวของเด็กหนุ่มบอกได้ว่าหลังจากที่เขาได้เห็นอีกฝ่ายต่อสู้ แม้จะเป็เพียงระยะเวลาสั้นๆทว่านั่นได้ทําให้เขาตะหนักได้ในทันทีว่ามันไม่ธรรมดาอย่างที่เขาคิด
เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะมีความลึกลํ้าสุดหยั่งที่แฝงให้เห็นแล้วการต่อสู้ก็มีความลึกลํ้าแฝงให้เห็นเช่นกัน ซึ่งมันทําให้เขารู้สึกคุ้นเคยยิ่งมันเปรียบเสมือนตอนที่เขาอยู่ในห้วงภวังค์ลึกลับของวิชามวยอ่อนโปเทียนไม่ปานยิ่งตอนที่อีกฝ่ายใช้วิชาพื้นฐานสุดทรงพลังออกมา ความรู้สึกนั่นยิ่งแจ่มชัดขึ้นมาก
และนั่นทําให้เขาแน่ใจเลยว่าแม้มันจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ทว่ามันย่อมเป็ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันอย่างแน่นอน
ประหนึ่งฟ้าดินมิอาจแบ่งแยก!
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทําให้เขาให้ความสนใจในตัวของหลินเจาผู้เป็เพียงแค่เขตแดนปลุกกายา!
“เช่นนั้นเอง’’กลับกัน หลินเจาเพียงคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากเกินไปดังนั้นยามนี้ที่ตะหนักได้ว่าอีกฝ่ายเพียง้าแค่ประมือด้วยเขาจึงพยักหน้ายอมรับโดยไม่ลังเล
“หากความ้าของท่านมีเพียงเท่านี้ข้าย่อมไม่อาจปฏิเสธ’’
กล่าวจบเขาผุดตัวลุกขึ้นยืนแล้วฉายเจตนาแห่งการต่อสู้ออกมาให้เห็นเป็ที่แน่ชัดแล้วว่าเขาจะประมือด้วย และจะไม่ยอมแพ้แม้อีกฝ่ายจะเป็ถึงผู้มีพระคุณก็ตาม
“โอ้’’องค์ชายสองเพียงมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้นอย่างประหลาดใจในความคิดของเขาเปาเฟิงย่อมไม่เหลือบแลใครนอกจากผู้แข็งแกร่งที่มีฝีมือคู่ควรด้วย
เป็ไปได้ไหมว่าหลินเจาคนนี้จะแข็งแกร่งกว่าที่เขาเห็น?
เฉินเมิ่งิลอบหัวเราะอย่างเ็าโดยไม่กล่าวอันใดหลินเจาผู้นี้จะนับเป็อันใดได้?
เปาเฟิงแล้วเ้าจักต้องเข้าใจว่าข้าเท่านั้นที่คู่ควรให้เ้าประมือด้วย!
กล่าวได้ว่าตัวของเฉินเมิ่งิแม้จะรู้สึกทึ่งกับวิชาพื้นฐานของเด็กหนุ่มนามหลินเจาทว่าเขาก็ไม่ได้เชื่อว่ามันจะแข็งแกร่งไปกว่าเขาดังนั้นเขาจึงรู้สึกไม่ยอมรับอย่างมากที่คนที่เอาชนะเขา ไปท้าคนที่อ่อนแอกว่าเขามาประมือด้วย
แน่นอนว่าเปาเฟิงและหลินเจาไม่ได้รับรู้ถึงเื่นี้ทั้งสองเพียงมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม แล้วออกจากเรือนรับรองไป
พริบตาเด็กหนุ่มทั้งสองก็พร้อมต่อสู้ทันที
“ก่อนที่จะเริ่มประมือกันข้าอยากให้ท่านรู้ว่าด้วยการที่ท่านยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือข้าในคืนนี้ข้าจะตอบแทนท่านโดยการที่จะไม่ใช้วิชาหมัดพยัคฆ์ทลายฟ้ากับท่านถึงกระนั้นข้าก็จะไม่ออมมือให้ท่านแม้แต่น้อย’’หลินเจามองเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยด้วยความจริงจัง
ตลอดที่ผ่านมาของเขาเขาได้ยึดถือชัยชนะมาโดยตลอด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็อะไรก็ตามหากนําพาเขาเข้าไปในการต่อสู้ด้วยแล้ว เขาจักทําให้ถึงที่สุดและเอาชนะมัน!
เช่นกันตํานานสามกระบวนท่าไร้พ่ายของเขาย่อมมิอาจลบล้างได้!
สําหรับหลินเจาแล้วแม้เปาเฟิงจะมีสมญานามเทพาและความปราดเปรื่องอันน่าตื่นตะลึงทว่าเขาก็ไม่ได้เชื่อว่าเด็กหนุ่มที่มีการฝึกตนเท่ากันกับเขา และพร์ด้อยกว่าเขาจะสามารถเอาชนะเขาได้ หรือเพียงพอจะเป็คู่ประมือกับเขา ดังนั้นในสายตาของเขาแม้จะเป็ผู้มีพระคุณ เขาก็จะประมือด้วยเสมือนกับคนอื่นๆที่พ่ายแพ้ต่อเขา
หากกระบวนท่าแรกมิสามารถเอาชนะได้กระบวนท่าที่สองเขาก็จักเพิ่มความแข็งแกร่งให้มากยิ่งขึ้นไปอีกและหากยังไม่สามารถเอาชนะได้อีก...เขาจะจบมันในกระบวนที่สามด้วยทุกสิ่งที่เขามี
นี่แหละเขา...หลินเจา!
กลับกันองค์ชายสองและเฉินเมิ่งิที่ได้ยินก็อดหัวเราะออกมามิได้
“น้องชายหลินอย่าได้ประมาทไปนัก คู่ต่อสู้ของเ้าแม้จะอยู่ในระดับเดียวกันเฉกเช่นคนที่เคยพ่ายเ้าทว่าเขามิได้เหมือนพวกมัน’’ องค์ชายสองกล่าวแนะนําถึงเขาจะมั่นใจว่าเปาเฟิงแข็งแกร่งกว่าหลินเจา แต่มันก็คงจะไม่ดีสักเท่าไหร่ถ้าอีกฝ่ายถูกเอาชนะเพียงเพราะประมาท
เฉินเมิ่งิเพียงแค่นเสียงเยาะอย่างเ็าเหตุการณ์ตรงหน้านี้มันทําให้เขาราวกับมองเห็นตัวเองที่ก่อนพ่ายแพ้อย่างน่าอดสูดังนั้นเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนผู้นี้ย่อมไม่ต่างกัน
ได้ยินหลินเจาก็ประหลาดใจเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าองค์ชายสองและเฉินเมิ่งิไม่ได้เป็ผู้แข็งแกร่งธรรมดาทั่วๆไป ดังนั้นท่าทีของพวกเขาที่แสดงออกมามันย่อมหมายความแล้วว่าองค์ชายเปาไม่ธรรมดาจริงๆ
เขาจึงหันไปมองคู่ต่อสู้ของเขาแล้วหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
“ดูเหมือนท่านจะไม่ธรรมดาเช่นตาเห็นแล้วสิ’’
แต่ในพริบตาต่อมาแววตาของเขาก็แน่วแน่ขึ้น
“ทว่าสําหรับข้าแล้วท่านก็มิได้ต่างไปจากคนอื่นๆ’’
“สามกระบวนท่าเช่นเคย!’’
พริบตาร่างของเขาก็พุ่งทะยานเข้าหาคู่ต่อสู้ตรงหน้าทันที
“สามกระบวนท่าอย่างนั้นหรือ?ย่อมเป็ไปได้ แต่...สําหรับท่านในตอนนี้ที่ไร้วิชาหมัดพยัคฆ์ทลายฟ้านั่นย่อมเป็ไปไม่ได้!’’ เปาเฟิงท่าทีสงบนิ่งกล่าวอย่างมั่นใจออกไปแล้วเตรียมรับมือคู่ต่อสู้
ปัญญาเวทย์...ทํางาน!
เสมือนความคิดอ่านไวขึ้นเวลาโดยรอบราวกับเชื่องช้าลง การเคลื่อนไหวของหลินเจาถูกอ่านโดยเร็ว
ดุจดั่งปรมาจารย์ก่อนที่คู่ต่อสู้จะลงมือ...เพียงพลิ้วกาย การโจมตีของหลินเจามิอาจแตะต้อง!
“หืม…’’เมื่อพบว่าการโจมตีของตนถูกหลบได้แววตาของหลินเจาที่มองเด็กหนุ่มก็ฉายให้เห็นความประหลาดใจก่อนจะโถมการโจมตีเข้าใส่โดยมิรีรอ
อย่างไรก็ตามในพริบตาต่อมาเขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจอีกครั้ง
“อันใดกัน?’’
เหตุใดการโจมตีทั้งหมดถึงมิอาจเข้าถึงตัวของเด็กหนุ่มตรงหน้าได้เลย?
“กระบวนท่าที่หนึ่งเป็อันว่าท่านไม่อาจเอาชัยได้’’ขณะเดียวกัน เปาเฟิงก็หัวเราะขึ้นมา ด้วยปัญญาเวทย์ของเขา หากอีกฝ่ายมิเอาจริงก็คงมิมีทางที่มันจะเข้าถึงตัวเขาได้
กล่าวได้ว่าภายใต้ปัญญาเวทย์ของเด็กหนุ่มแม้การเคลื่อนไหวของหลินเจาจะแฝงความลึกลํ้าที่ยากจะหยั่งถึงเอาไว้ทว่ามันก็ยังเชื่องช้าเป็อย่างมากอยู่ดี ดังนั้นหากรับรู้ได้ถึงสิ่งเหล่านี้ก่อนการจะหลบหรือตอบโต้ย่อมง่ายดาย
แต่นั่นไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด!
เพราะหลินเจาผู้นี้มิได้มีช่องว่าง!
ไร้ซึ่งช่องว่างและจุดอ่อนโดยแท้จริง!
เหตุนี้เองหลินเจาจึงแตกต่างจากคนอื่นๆเพราะถ้าเป็คนอื่น ภายใต้ปัญญาเวทย์ย่อมมิมีผู้ใดสามารถปิดซ่อนช่องว่างได้ดังนั้นหากเฉินเมิ่งิที่เป็ผู้เชี่ยวชาญในระดับครึ่งก้าวััชีวิต มีช่องว่างเพียงสิบเจ็ดจุดคนอื่นๆย่อมต้องมีมากมาย โดยเฉพาะกับอัจฉริยะทั้งสี่แห่งนภาครามพวกมันมีมากมายจนน่าใ
ทว่าหลินเจานั้นมิมีช่องว่างอยู่เลยซึ่งนั่นได้ทําให้เปาเฟิงใเป็อย่างมาก ยิ่งเมื่อได้ลองประมือกันในตอนนี้แล้วเขาย่อมต้องสังเกตเห็นได้ดีกว่าเดิม ถึงสิ่งที่เรียกว่า...ไร้จุดบอด!
น่าเหลือเชื่อเป็อย่างมาก!
อาจบอกได้ว่าเดิมทีแล้วเปาเฟิงที่เห็นเฉินเมิ่งิมีช่องว่างถึงสิบเจ็ดจุดแอบรู้สึกว่าอีกฝ่ายอ่อนแอ แต่เมื่อได้ผ่านงานชุมนุมในคืนนี้มาเขาก็ตะหนักได้อย่างแท้จริง ว่าอีกฝ่ายนั้นถือได้ว่าเป็อัจฉริยะจริงๆแล้ว
ท้ายที่สุดพอได้ประมือกับหลินเจาครบหนึ่งกระบวนท่าเขาก็รู้เลยว่าความหมายที่แท้จริงของผู้เชี่ยวชาญเป็เช่นไรเพราะแม้ตัวเขาจะไร้ซึ่งจุดบอดแต่นั่นก็มาจากการใช้ปัญญาเวทย์ปรับปรุงไปทีละเล็กทีละน้อย
โดยเฉพาะกับหลินเจาคนผู้นี้มิได้ไร้ซึ่งจุดอ่อนอย่างเดียว เพียงการเคลื่อนไหวที่แฝงความลึกลํ้าเอาไว้นั่นย่อมเพียงพอแล้วที่จะเอาชัยผู้ฝึกตนระดับสามทั่วๆไปได้เกรงว่าหากทุ่มพลังทั้งหมดก็อาจที่จะต่อกรกับครึ่งก้าวััชีวิตอย่างเฉินเมิ่งิได้เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามด้วยการฝึกตนที่เท่าๆกันและไม่ได้นําเอาวิชาหมัดพยัคฆ์ทลายฟ้าเข้าร่วมเปาเฟิงจึงไม่ได้กดดันมากเหมือนตอนประมือกับเฉินเมิ่งิดังนั้นเขาในเวลานี้จึงมั่นใจอยู่บ้าง ว่าแม้ไม่อาจเอาชนะคู่ต่อสู้ตรงหน้าได้แต่ก็มิพ่ายในสามกระบวนท่าอย่างแน่นอน
“ดูเหมือนว่าข้าจะประเมินท่านผิดไปจริงๆสินะ…’’ขณะเดียวกัน หลินเจาที่มิอาจเอาชัยได้ในกระบวนท่าเดียว ก็พึมพําขึ้นมาแล้วมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาซับซ้อน ทว่าเพียงครู่เดียวมันก็สลายหายไปและแทนที่ด้วยความมั่นใจอีกครั้ง
เพียงพลิ้วกายความลึกลํ้าที่แฝงเอาไว้พลันแจ่มชัดขึ้น พริบตา ทุกๆการเคลื่อนไหวและลมหายใจของหลินเจาก็ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ประหนึ่งเทพเซียน...ความลึกลํ้าราวผสานฟ้าดินได้ถูกชักนําออกมา!
พริบตา ทุกๆอิริยาบถของเด็กหนุ่มนามหลินเจาพลันปรากฏเค้าลางแห่งฟ้าดินที่เลือนรางแฝงให้เห็น
มองภาพตรงหน้าแม้องค์ชายสองและเฉินเมิ่งิจะััได้ถึงความรู้สึกบางอย่างลางๆแต่พวกเขาก็มิอาจมองออกว่าตรงหน้าเกิดสิ่งใดขึ้น
มีเพียงเปาเฟิงเท่านั้นที่มองออกดังนั้นยามนี้ั์ตาของเขาจึงเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
“นี่มัน…’’
ไม่ผิดแน่!แม้จะอ่อนด้อยกว่าทว่ามันเป็สิ่งเดียวกันกับในห้วงภวังค์ลึกลับของวิชามวยอ่อนโปเทียนอย่างแน่นอน!
แต่มันจะเป็ไปได้อย่างไรที่คนๆหนึ่งสามารถชักนํามันออกมาได้?
ขณะที่เขาคิดเสียงของเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนพลันดังขึ้น
“กระบวนท่าที่สอง!รับมือ!’’
สิ้นเสียงท่วงท่าที่แข็งกร้าวดุดันทรงพลังราวผสานฟ้าดินเอาไว้ก็ได้โถมเข้ามายังเบื้องหน้าของเขา
เปาเฟิงสีหน้าเปลี่ยนไปด้วยปัญญาเวทย์ของเขา เขาย่อมมองออกเลยว่ายามนี้ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายนั้นได้ก้าวข้ามสามัญสํานึกของคนธรรมดาไปแล้ว
ระดับสามขั้นต้นอย่างนั้นหรือ?
เกรงว่าตอนนี้คงมิอาจประเมินได้!
อย่างไรก็ตามเปาเฟิงมองว่านี่เป็โอกาสดียิ่งที่เขาจะเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีกดังนั้นต่อหน้าการโจมตีที่กําลังเข้ามา สีหน้าของเขาได้กลับมาสงบนิ่งจนน่าแปลกใจกระทั่งเผยรอยยิ้มที่ไม่อาจเข้าใจได้ออกมา
พริบตาเพียงประสงค์...นทีแห่งความละเอียดอ่อนก็ได้ถูกชักนําออกมาในทันที
ประหนึ่งปรมาจารย์ร่างของเด็กหนุ่มกลมกลืนไปกับสภาพโดยรอบ ทุกๆลมหายใจแ่เบาสงัดยิ่ง และทุกๆการเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด มันกลับแสดงให้เห็นถึงความบางเบาดั่งแปรเปลี่ยนได้ตาม้าเพียงปรารถนา
สิ่งนี้คือหัวใจของวิชามวยอ่อนโปเทียน...นทีแห่งความละเอียดอ่อน!