"ฉันงี่เง่าเกินไปหรือเปล่านะ?" เรเชลพูดขึ้น "ทั้งๆที่ฉันดีใจมากแท้ๆที่พี่เคนกลับมาแต่ฉันดันทำทุกอย่างพังไม่เป็ท่า เขาพูดถูกแล้วล่ะฉันคงยังเป็เด็กที่ยังไม่โตจริงๆด้วยสินะ"
"นี่ยัยเชล! ถ้าจะรู้สึกผิดขนาดนั้นก็ควรไปขอโทษพี่เคนเค้าซะนะ" เพื่อนสนิทของเรเชลพูดเตือนสติ "ถ้าขืนความสัมพันธ์ของพวกแกยังเป็แบบนี้ แกจะไม่มีวันได้เจอพี่เคนเค้าอีกเลยก็ได้นะ เพราะอีกฝ่ายเป็ถึงขั้นประธานบริษัทั์ใหญ่แล้วนะ ไม่ใช่พี่เคนคนเดิมอีกต่อไปแล้ว"
"อย่าพูดให้กลัวแบบนั้นสิ!" เรเชลเองก็เห็นด้วย "แต่ถึงความสัมพันธ์ของฉันกับพี่เคนจะพังแต่เขาก็น่าจะไม่ตัดความสัมพันธ์กับพ่อของฉันหรอก เพราะฉะนั้นคงไม่เป็ไร"
"ไม่เป็ไรกับผีน่ะสิ!" เพื่อนเรเชลแทบคลั่ง "นั่นพี่เคน พี่ชายของแกนะ จะตัดความสัมพันธ์ไปทั้งแบบนี้เลยงั้นเหรอ? แล้วตลอดสิบปีที่ร่วมใช้ชีวิตด้วยกันล่ะ? มิตรภาพระหว่างพี่น้องมันหายไปไหนหมดแล้ว?"
"มิตรภาพของฉันก็ยังอยู่นั่นแหละ! แต่พี่เคนเขาลืมไปหมดแล้วเนี่ยสิ.. จะว่าไปคนอะไรเ็าได้ขนาดนี้กันนะ? เขาลืมเื่ราวระหว่างครอบครัวที่ใช้ชีวิตด้วยกันมาสิบปีไปได้ยังไง?" พูดไปพูดมาเรเชลก็รู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก
"มันต้องมีเื่อะไรสักอย่างทำให้พี่เคนเป็แบบนี้สิ.. หรือว่าแกไปทำร้ายจิตใจอะไรพี่เค้าหรือเปล่ายัยเชล?! เพราะทั้งพ่อและพี่เลโอไม่น่าทำอะไรพี่เค้า ก็เหลือแต่แกเนี่ยแหละ!"
"ห้ะ?!"
"ยินดีต้อนรับกลับมาครับ! คุณเคน"
ณ บริษัทแห่งหนึ่ง
ตรงทางเข้าบริษัทได้มีพนักงานยืนต้อนรับเป็แถวสองข้างทางอย่างล้นหลาม การต้อนรับของพวกเขานับได้ว่าช่างยิ่งใหญ่จริงๆ ไหนจะมีป้ายต้อนรับประธานคนใหม่ ทั้งช่อดอกไม้ และที่สำคัญไปกว่านั้นดันมีพลุกระดาษลอยไปมาอยู่บนอากาศ ช่างเป็ภาพที่ประทับใจซะจริงๆ
"ไม่ทำงานกันงั้นเหรอ?" เคนได้ถามขึ้นมาทำเอาบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงทันที
"แทนที่จะทำเื่ไร้สาระแบบนี้ เอาเวลาไปทำงานยังมีประโยชน์กว่าอีก เพราะฉะนั้นใครคือผู้ริเริ่มเื่นี้ให้ไปพบผมที่ห้องทำงานด้วยครับ"
สิ้นสุดคำพูดเคนก็ได้มองไปหาเลขาของตัวเองก่อนที่เธอจะนำทางไปยังห้องทำงานของเขา
หลังจากประธานคนใหม่ได้จากไป..
พนักงานภายในบริษัทต่างก็ขนลุกซู่กันไปตามๆกันเพราะไม่คิดว่าประธานคนใหม่ที่ยังอายุน้อย จะมาดขรึมได้ถึงขนาดนี้
ที่สำคัญการต้อนรับเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องดีใจและประทับใจเกี่ยวกับพนักงานแน่ๆแต่ประธานใหม่คนนี้คงเป็ข้อยกเว้นสินะ?
"มาแล้วงั้นเหรอ? หลานรัก"
ทันใดที่เคนได้เปิดประตูเข้าห้องทำงานของตัวเองก็ได้พบกับลุงเพียงคนเดียวของเขา
เคนได้มองไปรอบๆห้องพร้อมกับป้ายชื่อตรงโต๊ะทำงานที่ไม่ใช่ชื่อของเขา ทั้งยังลุงที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานอยู่ ถึงแม้ว่าจะเห็นเคน ผู้เป็ประธานคนใหม่มาแล้วแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าที่จะลุกออกไปเลย
"คงหมดเวลาสนุกของลุงแล้ว" เคนพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปจับป้ายชื่อก่อนที่จะโยนมันลงบนพื้นอย่างเ็า "ในเมื่อประธานตัวจริงกลับมาแล้ว ตัวแทนอย่างลุงก็คงไม่มีประโยชน์แล้ว"
"เ้าเคน! นี่ฉันเป็ลุงของแกนะ" ลุงได้ลุกขึ้นตวาดใส่เคนด้วยความโกรธ "ยี่สิบปีที่ผ่านมาฉันได้ดำรงตำแหน่งประธานอย่างไร้ที่ติ ถึงแม้ว่าจะเป็ตัวแทนของแกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม"
"ฉันสร้างผลงานไว้มากมายทำให้บริษัทเติบโตขึ้นมาเป็เท่าตัวเลยด้วยซ้ำ กลับทีนี้แกจะไล่ฉันออกงั้นเหรอ? กับผู้มีพระคุณอย่างฉันเนี่ยนะ?"
"คุณลุง ออกไปแต่โดยดีเถอะหรือว่าจะคุยกันด้วยกฏหมายก็ได้ ลุงก็รู้ดีนี่ว่าไม่สามารถเอาชนะผมได้" เคนพยายามไกล่เกลี่ย "เพราะฉะนั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน"
"ไอ้คนอกตัญญู! แกไม่สามารถบริหารบริษัทได้ดีเท่าฉันหรอกจะบอกให้" ลุงได้ลุกขึ้นเตะเก้าอี้และกวาดสิ่งของบนโต๊ะทำงานลงด้วยความโกรธ "ฉันเองก็ไม่ได้อยากอยู่หรอก!"
สิ้นสุดคำพูดลุงก็ได้เดินจากไปทันที
เคนยืนนิ่งสงบจิตสงบใจของตัวเองสักพัก ทำเอาเลขาที่ยืนมองอยู่ข้างๆเองก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ไม่ใช่น้อย
"เอ่อ.. คุณเคนคะ" เลขาสาวทำตัวไม่ค่อยถูกเพราะนี่เป็ครั้งแรกเลยที่ได้เจอกับเคนแล้วไหนจะยังได้เห็นความสัมพันธ์อันโหดร้ายระหว่างครอบครัวของอีกฝ่ายอีกด้วย
"จัดห้องทำงานใหม่ให้ผมด้วย" เคนพูดขึ้น
"ค่ะ ดิฉันจะรีบติดต่อทำความสะอาด-" ก่อนที่เลขาสาวจะพูดจบนั้น..
"ห้องใหม่" เคนพูดขึ้นอีกครั้ง
"คะ? ห้องทำงานใหม่เหรอคะ?" เลขาสาวยังปรับตัวไม่ค่อยถูก "ได้ค่ะ ดิฉันจะรีบติดต่อช่างให้จัดห้องทำงานใหม่ให้ค่ะ"
เคนได้ยืนมองเลขาสาวอยู่สักพัก
"เอ่อ.. มีอะไรให้ดิฉันช่วยอีกไหมคะ?" เลขาสาวค่อนข้างอึดอัดที่ถูกอีกฝ่ายจ้องมองขนาดนี้
"คงไม่มีเื่ด่วนอะไรใช่ไหมครับ?" เคนได้กล่าวถามขึ้น "งั้นผมขอตัวกลับก่อน" สิ้นสุดคำพูดเคนก็ได้เดินจากไปทันทีโดยที่ไม่ได้รอคำตอบจากอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ
"เดี๋ยวสิคะ.." ถึงเลขาสาวอยากจะรั้งตัวประธานคนใหม่ว่ามีงานเร่งงานด่วนมากมายที่รอให้เขาเคลียร์อยู่แค่ไหนก็ตามแต่เธอก็ไม่กล้า
ณ โรงหนังแห่งหนึ่ง
เคนได้มาเยือนโรงหนังก่อนที่จะเห็นผู้คนพลุกพล่านมากมายทำเอาเขาสงสัยอยู่ไม่ใช่น้อยว่านี่มันเป็เื่ปกติหรือเปล่า?
"ไม่ทราบว่าคุณคือคุณเคนใช่ไหมคะ?" ทันใดนั้นก็ได้มีหญิงสาวคนนึงเดินเข้ามาหาเขา
เคนมองดูอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
"ฉันเป็ทีมงาน พอดีว่าคุณเพโลน่าวานให้ฉันมารับคุณเข้างานค่ะ" หญิงสาวรีบแนะนำตัวและธุระของตัวเองก่อนที่จะถูกเข้าใจผิด
"ครับ" เคนวางใจจึงได้เดินตามเธอไป
"เคน! มาแล้วงั้นเหรอ?" น้าเพโลน่ารีบเดินไปรับเคนอย่างมีความสุข "น้าดูเป็ยังไงบ้าง?"
เคนมองน้าที่อยู่ตรงหน้าแต่งตัวอย่างสวยก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าใจ "น้ามาทำงานเหรอครับ?"
"นี่น้ายังไม่ได้บอกเหรอว่าวันนี้เป็วันแรกของการฉายหนังที่น้าได้แสดงเอาไว้?" น้าเพโลน่าถามออกไปด้วยรอยยิ้มกลบเกลื่อน
"ไม่เลยครับ" เคนแอบสงสัยเบาๆ "ถึงว่าด้านนอกคนเยอะมากเลยครับ" แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกยินดีที่น้าของเขามีความสุขในอาชีพการแสดง
"งั้นเหรอ? หมายความว่ามีคนตั้งตารอหนังของน้าอยู่สินะเนี่ย~" น้าเพโลน่าดีใจมาก
"มีอะไรหรือเปล่าครับถึงได้เรียกผมมา?" ถึงอย่างนั้นเคนก็คิดว่าน้าของเขาไม่ได้เรียกเขามาเพียงเพราะมาร่วมงานเปิดตัวหนังของเธอหรอก
"เอ่อ.." น้าเพโลน่าค่อนข้างลังเลที่จะพูด "ที่บริษัทมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"
"ไม่มีนะครับ" เคนปฏิเสธไป
"งั้นเหรอ? ดีแล้วล่ะ" น้าเพโลน่าเป็ห่วงเคนมาก
"หรือว่าลุงเบนมาพูดอะไรกับน้าหรือเปล่าครับ?" เคนเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวได้ว่าลุงเบนคงจะไม่พอใจเขาจนถึงขั้นโทรมาต่อว่าน้าเพโลน่าเื่ของเขาอย่างแน่นอน "เดี๋ยวผมจะ-"
"ไม่ใช่หรอก ไม่ได้มีเื่แบบนั้น" น้าเพโลน่าปฏิเสธไปเพราะไม่อยากให้เขาคิดมาก
"งั้นเหรอครับ?" เคนใจเย็นลงทันทีเพราะตัวเองก็ไม่อยากทำให้น้าเป็ห่วงเหมือนกัน "ว่าแต่หนังเื่นี้เป็แนวไหนครับ? น้าไม่เห็นบอกผมเลย"
"ฮ่าๆ ก็เป็แค่หนังรักทั่วไปนั่นแหละ" น้าเพโลน่าตอบไปหัวเราะไปด้วย "หลานคงไม่ชอบหรอก"
"หนังรักเหรอครับ?" เคนถามขึ้น
"หลานคงยุ่งมากเพราะฉะนั้นกลับไปพักผ่อนเถอะนะ" น้าเพโลน่าไม่อยากให้เคนได้ดูหนังที่ตัวเองแสดงสักเท่าไหร่เพราะเขาไม่น่าจะชอบ
"ไหนๆก็มาแล้ว ผมก็ต้องสนับสนุนน้าสิครับ" เคนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "งั้นผมขอออกไปซื้อตั๋วก่อนนะครับ"
"ไม่ๆ ตั๋วคงขายหมดแล้วไปนะ" น้าเพโลน่ารีบขัดขวาง "เอาไว้คราวหน้าดีกว่าไหม?"
"นี่มันหลานเคนนี่นา~" คุณผู้กำกับที่รู้จักเคนได้เข้ามาทักทายด้วยความสนิทสนม "โตขึ้นเป็หนุ่มหล่อใช้ได้เลยนะเนี่ย จะว่าไปสนใจเข้าวงการไหมเอ่ย? เดี๋ยวลุงจะปั้นเธอเอง"
"อย่าพูดแบบนั้นสิคะ" น้าเพโลน่ารีบปฏิเสธแทนเคนไปทันที "อย่าให้หลานของฉันมาพัวพันกับวงการบันเทิงไปเลยค่ะ"
"สวัสดีครับ ลุงบอล" เคนได้ทักทายอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม "ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีไหมครับ?"
"ฮ่าๆ ฉันเหรอสบายดีอยู่แล้ว" ลุงบอลหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ "มีอย่างเดียวที่จะทำให้ฉันไม่สบายได้ก็คือน้าของเธอเนี่ยแหละ"
"ฮ่าๆ พูดอะไรแบบนั้นกันล่ะคะ~" น้าเพโลน่าเองก็หัวเราะไปกับผู้กำกับกลบเกลื่อนไปด้วย
เคนค่อนข้างสงสัยในตัวน้าเพโลน่ามากเพราะตอนนี้เธอแปลกมาก "ลุงบอลครับ พอจะมีตั๋วรอบฉายหนังของน้าเหลืออยู่ไหมครับ?" เขาคิดได้อย่างเดียวนั่นก็คือเป็เพราะหนังที่เธอแสดงต้องมีอะไรอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นเธอก็คงจะไม่รีบไล่เขากลับไปทั้งๆที่เรียกตัวมาแบบนี้
"สำหรับเธอต้องมีอยู่แล้วสิ~" ลุงบอลตอบรับทันทีด้วยความยินดี "อยากได้กี่ใบล่ะ?"
"คุณผู้กำกับคะ!" น้าเพโลน่าใมาก
เคนที่ได้เห็นปฏิกิริยาของน้าเพโลน่าก็ได้ยิ้มออกมา "หนึ่งใบครับ" แสดงว่าเขาเดาทางถูก
ภายใน'โรงที่หนึ่ง'ก่อนหนังฉาย..
ผู้คนที่เข้ามารับชมนั้นเรียกได้ว่าเต็มทุกที่นั่งส่วนมากจะเป็คู่หนุ่มสาวซะส่วนใหญ่ น้อยมากที่จะมาเพียงคนเดียวอย่างเขา
ด้วยความที่ได้ตั๋วค่อนข้างประชันชิดจึงได้ที่นั่งที่อยู่ไกลออกไปมากแต่ก็สามารถเห็นบรรยากาศรอบๆได้อย่างทั่วถึง
เมื่อเวลาที่รอคอยได้มาถึงผู้ชมต่างส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นทำเอาเขาเองก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็นน้าเพโลน่าแสดงอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าเขาจะรับรู้ว่าน้าเป็ดาราแต่เขาก็ไม่ค่อยได้ดูผลงานของน้าสักเท่าไหร่เพราะเขานั้นยุ่งมาก
แต่เมื่อหนังได้ฉายเพียงไม่กี่นาทีนั้น..
เคนก็ได้นั่งดูไปคิ้วขมวดไปพร้อมกับคิดในใจว่า 'ช่างเป็หนังรักที่ดุเดือดมาก' เพราะฉากเลิฟซีนระหว่างนักแสดงนำนั้นเยอะมาก เรียกได้ว่าแทบจะทั้งเื่ เขาได้แต่คิดว่าคงต้องให้น้าเพโลน่าเลิกทำงานที่มันเปลืองตัวแบบนี้ให้ได้
ถึงจะไม่ชอบใจสักเท่าไหร่แต่เขาก็จำเป็ต้องดูให้จบเพราะตอนท้ายเื่ เหล่านักแสดงจะออกมาเซอร์ไพรส์คนดูและพูดคุยกัน
เมื่อหนังจบเหล่านักแสดงก็ได้ออกมาทักทายคนดูอย่างครึกครื้น แต่เมื่อน้าเพโลน่ามองไปรอบๆก็ได้พบกับเคนที่กำลังนั่งจ้องเธออยู่
ทำเอาเธอทำตัวไม่ค่อยถูกสักเท่าไหร่เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าเคนได้ดูเขาก็คงจะไม่ชอบแน่นอน
หลังจากนักแสดงได้เดินออกไปกันนั้นเหล่าผู้ชมก็ได้ลุกขึ้นยืนกันเพื่อออกไปแต่เคยยังคงนั่งอยู่ที่เดิมเพราะกำลังอึ้งกับการแสดงของน้าอยู่
แต่ทันใดนั้นเอง..
เคนได้พบกับคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอที่นี่นั่นก็คือเรเชลที่มาพร้อมกับผู้ชายคนนั้น
"ให้ตายสิ!"