ตอนที่22 ยกเท้าเตะเรียงคน
บรรยากาศดูเยือกเย็นขึ้นทันที
โจวโจวหยุดมองดูพวกเขาหนูน้อยกระพริบตาและเกิดความสงสัยว่าพวกเขาจะเถียงกันอีกทำไม
“นายว่าใครกระเพาะนก ? ” ฉินเยี่ยนหน้าบึ้งตึงทันที ั์ตาเรียวสีพีชแฝงไปด้วยความไม่พอใจ
ฉินเลี่ยไม่เปลี่ยนสีหน้าเขายังคงยกจานอาหารตรงหน้าเขาไปให้โจวโจว“ใครที่อดข้าวเพื่อลดน้ำหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล ฉันก็ว่าคนนั้นแหละ”
ฉินเยี่ยนกัดฟันอย่างโมโห“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เพื่อให้รูปร่างมันเข้ารูปยิ่งขึ้น ! ”
“อ้อ”ฉินเลี่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ไม่ว่าจะตัดสินจากบทวิจารณ์หนังหรือบ็อกซ์ออฟฟิศฉันไม่เห็นว่านายจะเข้ากับภาพลักษณ์ได้ดีแค่ไหน”
เมื่อได้ยินแบบนี้ความโกรธของฉินเยี่ยนปะทุถึงขีดสุดทันที เขาวางตะเกียบดังพลั่กแล้วลุกพรวดขึ้น“ในสายตาของนายมีแต่เงินหรือไง ? ศิลปะมันใช้เงินมาประเมินค่าได้ด้วยหรือ ? ”
ฉินเลี่ยพูดอย่างใจเย็น“อย่ามาดูถูกศิลปะ นายยังไม่ถึงขั้นนั้น อย่างมากก็แค่ตัวตลกเท่านั้นแหละ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฉินเยี่ยนยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ เขาหายใจแรง โกรธจนสะบัดหน้าหน้าหนีเดินขึ้นตึกไป
โจวโจวหันไปมองฉินเลี่ยด้วยความกังวลเมื่อเห็นว่ามือของเขาชะงักไปแต่หลังจากนั้นไม่นานก็กลับมามีสีหน้าไร้อารมณ์อีกครั้ง
เห็นเช่นนั้นโจวโจวก็ถอนหายใจยาวออกมา พ่อของเธอช่างปากไม่ตรงกับใจจริง ๆ
“ไม่ต้องสนใจพวกเขาแล้วเรากินข้าวกันเถอะ” คุณนายฉินเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วเพราะถึงอย่างไรเธอก็ลองคิดวิธีมาหมดแล้วแต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมคลี่คลายความสัมพันธ์สักที งั้นก็ช่างมันแล้วกันโตขนาดนี้แล้วยังต้องให้คนอื่นไปคอยเอาใจ ตามใจจนเสียคนพอดี
เธอผ่อนคลายอารมณ์และมุ่งความสนใจไปที่หลานสาวตัวน้อยของเธอ
โจวโจวพยักหน้าหนูน้อยไม่ได้พูดอะไรอีก แต่กลับก้มหน้าก้มตากินอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ
คุณนายฉินเองก็รู้ว่าหนูน้อยกินจุมากแค่ไหนแต่คนอื่นไม่รู้ เมื่อเห็นว่าเธอกินข้าวไป 5 ชามติดต่อกัน ทุกคนต่างก็เริ่มตกตะลึง
แม้แต่ฉินเฟิงที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่เงียบๆ ทำเหมือนไม่มีตัวตนยังเงยหน้าขึ้นมองหนูน้อยเช่นกัน
“แม่โจวโจวกินเยอะขนาดนี้จะไม่สบายท้องที่หลังเอาหรือเปล่า” ฉินโย่วถามด้วยความกังวล
คุณนายฉินโบกมือปัดแล้วพูดอธิบายให้ทุกคนฟัง“ไม่หรอก โจวโจวกินเยอะแบบนี้อยู่แล้ว”
แต่แบบนี้มันเยอะไปหน่อยหรือเปล่า?
และเมื่อเห็นว่าหนูน้อยขอข้าวเพิ่มอีกชามทุกคนถึงขั้นพากันเงียบลงแล้วมองไปที่เธออย่างตกตะลึง: ตัวเล็กแค่นี้แต่ทำไมกินเก่งจัง
เมื่อััได้ถึงสายตาของทุกคนโจวโจวจึงเงยหน้า พลางเกาหัวด้วยรอยยิ้มเก้อเขิน:“อาจารย์บอกว่าหนูมีกระเพาะใหญ่ั้แ่เกิด”
ระหว่างที่พูดหนูน้อยก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย
ทำเอาทุกคนตกหลุมพรางความน่ารักของหนูน้อยเข้าอย่างจังฉินโย่วรีบพูดขึ้นว่า “ไม่เป็ไร ถ้าหนูชอบกินก็กินเยอะ ๆ นะที่บ้านของเรามีอาหารมากมาย ดีที่โจวโจวมาช่วยเรากินเพราะหากเหลือทิ้งไปคงเสียดายแย่”
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติในสายตาของพวกเขาโจวโจวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและยิ้มให้พวกเขาลักยิ้มลูกแพร์น้อยสองข้างน่ารักจนทำให้ทุกคนถึงกับกรี๊ดในใจด้วยความเอ็นดูหนูน้อยไม่รู้ตัวและยังคงกินข้าวต่อไป
หลังกินเพิ่มไป2 ชาม เธอถึงได้วางตะเกียบลง
“คุณย่าหนูกินอิ่มแล้ว”
คุณนายฉินลูบหน้าผากของหนูน้อยด้วยความรัก“งั้นก็ไปเล่นเถอะนะ ให้ ……”
ตอนแรกคุณนายฉินตั้งใจจะให้พวกพี่ชายพาหนูน้อยไปเล่นผลปรากฏว่าพอเธอหันไปมองหลานชาย ก็เห็นว่าพวกเขาวิ่งหนีไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่ฉินเฟิงที่ยังนั่งอยู่บนรถเข็นเพราะเคลื่อนไหวไม่สะดวกเขาเลยหนีไม่ทัน
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งเธอก็พูดว่า: “งั้นก็ไปเล่นกับพี่เจ็ดของหลานแล้วกัน”
“คุณย่าเอ่อ……” ฉินเฟิงมองขาตนเองอย่างลำบากใจตอนแรกเขาอยากจะบอกว่าตนเองไม่รู้จะเล่นกับน้องสาวอย่างไร
แต่ก็ได้ยินโจวโจวพูดขึ้นอย่างดีใจว่า:“ได้ค่ะ”
จากนั้นเธอก็ะโลงจากเก้าอี้อย่างเรียบร้อยหนูน้อยวิ่งไปหาฉินเฟิงแล้วจับมือเขา พูดว่า “พี่เจ็ด พวกเราไปเที่ยวกันเถอะ”
ฉินเฟิงมองย่าฉินก็เห็นว่าเธอหันมายิ้มให้เขาแล้วพอหันไปมองโจวโจวก็เห็นว่าหนูน้อยมองมาอย่างเขาด้วยสายตาปกติรอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหนูน้อย เขาจึงวางใจแล้วใช้มือกำผ้าห่มบนขาไว้แน่นเมื่อมั่นใจว่าปกปิดไว้อย่างมิดชิดแล้ว เขาถึงได้พยักหน้ารับ “ไปกันเถอะ”
เมื่อเห็นเขาตอบรับโจวโจวยิ้มกว้างให้เขา และช่วยเข็นวีลแชร์ออกไปข้างนอกโดยไม่ต้องให้คนอื่นช่วย
เธอมีพละกำลังมากวิ่งเร็ว สามารถเข็นพาฉินเฟิงไปได้ไกลหลายเมตรในเวลาไม่กี่วินาทีเมื่อลมพัดปะทะหน้า ฉินเฟิงใจนกำราวจับแน่น “โจว……โจวโจว”
“พี่เจ็ดเป็อะไร? ” โจวโจวหยุด หนูน้อยมองเขาจากด้านหลังรถเข็นแล้วกระพริบตาปริบ ๆ
ลมที่พัดมาปะทะใบหน้าก็หยุดไปเสียดื้อๆ เช่นกัน
ฉินเฟิงมองเธอด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาส่ายหัวแล้วพูดว่า “ไม่เป็ไร ขอบคุณนะ คงต้องลำบากเธอแล้ว”
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวเม้มปากแล้วหัวเราะ “ไม่ลำบากหรอก”
ขณะที่เธอพูดเธอก็เข็นรถเข็นแล้วออกวิ่งอีกครั้ง แต่ก็ต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงเด็กจากข้างหน้า
เธอมองไปที่นั่นด้วยความอยากรู้อยากเห็นและเห็นว่าพี่ชายหลายคนอยู่ที่นั่น
ขณะที่เธอกำลังจะเข็นพาเขาไปหาพวกพี่ชายคนอื่นฉินเฟิงกลับพูดขึ้นว่า “โจวโจว ช่วยเข็นฉันไปตรงนั้นที”
โจวโจวมองตามทางที่เขาชี้ไปมันคือใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สถานที่ของมันเหมือนถูกซ่อนไว้ซึ่งสามารถมองเห็นบริเวณที่เด็ก ๆ เล่นกันได้อย่างชัดเจนแต่คนทางด้านนั้นกลับมองเห็นทางพวกเขาได้ยาก
เธองงเล็กน้อยแต่ก็เข็นเขาไปที่นั่นอย่างเชื่อฟัง แล้วมองดูเขาหยิบหนังสือออกมาอ่านหนูน้อยนั่งบนก้อนหินข้างเธอ เธอเอามือเท้าคางกุมแก้มแล้วถามว่า“พี่เจ็ดไม่ไปเล่นกับเขาหรือ ? ”
ฉินเฟิงส่ายหน้าเขาลูบขาตัวเองโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ได้พูดอะไร
เมื่อเห็นท่าทางของเขาโจวโจวเข้าใจในทันที ขณะที่กำลังจะพูดอะไรนั้น จู่ๆ ก็มีลมหนาวพัดเข้ามาฉินเฟิงตัวสั่น จึงหันไปพูดกับหนูน้อย“โจวโจว ช่วยไปเอาเสื้อคลุมมาให้ฉันหน่อยได้ไหม ? ”
เมื่อกี้รีบร้อนออกมาเกินไปลืมเอาออกมาเลย
โจวโจวพยักหน้า“ได้สิ”
พูดแล้วก็วิ่งออกไป
ไม่กี่นาทีผ่านไปหนูน้อยก็กลับมาพร้อมเสื้อผ้า แต่ไม่พบเขา เห็นเพียงแค่รถเข็นที่ว่างเปล่า
เธอขมวดคิ้วหันไปทางมุมหนึ่ง และสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที
เธอเห็นว่าคนกลุ่มหนึ่งกำลังตะลุมบอนกันอยู่ฉินเฟิงนั่งอยู่บนพื้นด้วยสภาพที่ไม่สู้ดี ในขณะที่พี่น้องกำลังต่อยตีกับคนอื่นเป็ภาพที่วุ่นวายมาก
โจวโจวใมากรีบไปอุ้มฉินเฟิงมาวางเขาไว้บนรถเข็นแล้วเข็นเขาออกไปด้านข้างสนามต่อสู้เล็ก ๆ ในลานนี้เธอเขย่งเท้าแล้วตบที่มือเขาเบา ๆ “พี่เจ็ดไม่ต้องกลัว หนูจะปกป้องพี่เอง”
หลังจากพูดจบหนูน้อยก็วิ่งออกไป ฉินเฟิงอยากจะเรียกเธอไว้ก็ไม่ทันแล้วอีกทั้งเขามาถูกกำแพงบังไว้ จึงมองไม่เห็น ทำได้เพียงนั่งร้อนใจอยู่คนเดียว
โจวโจวไม่ตื่นตระหนกเลยหนูน้อยใช้เท้าเตะเรียงคน ทำให้อีกฝ่ายล้มหงายหลังไปบนพื้นสุดท้ายเหลือเพียงแค่พี่น้องฉินเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
หนูน้อยเคลื่อนที่เร็วมากด้วยรูปร่างที่เตี้ยของหนูน้อย เธอจึงไม่ได้เป็จุดสนใจในฝูงชนเสียเท่าไหร่และทุกคนต่างไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆพวกนั้นถึงกระเด็นหงายหลังไปบนพื้นตอนแรกพวกเขาคิดว่าตัวเองเป็ฝ่ายทำให้พวกนั้นหงายหลังด้วยซ้ำ
ฉินซีหันไปกระแอมใส่พวกเขาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า“ครั้งหน้าถ้ายังกล้ารังแกน้องเจ็ดของพวกเราอีก ฉันจะอัดพวกนายให้เละไปเลย ! ”
พูดๆ อยู่เขาก็แกว่งหมัดไปด้วย
ปีนี้เขาอายุ8 ขวบ รูปร่างใหญ่ดูแข็งแรง ในบรรดาพี่น้องของตระกูลฉิน เขาต่อสู้อย่างดุเดือดที่สุดพวกเด็ก ๆ ที่อยู่บนพื้นต่างรู้สึกเ็ปและหวาดกลัว เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างก็ลุกขึ้นและวิ่งหนีไป
“ไอ้พวกขี้ขลาด”
พวกเขาเม้มริมฝีปากฉินซียังพูดอย่างตื่นเต้นว่า“พวกนายว่าระยะนี้ศิบปะการต่อสู้ของฉันพัฒนาขึ้นไปได้ดีเลยใช่ไหม ? พอฉันออกโรงพวกเขาก็หงายหลังหมดเลย ! ”
คนอื่นคิดว่าเป็ฝีมือเขาจริงๆ ทุกคนจึงพากันยกนิ้วให้เขา
มีเพียงฉินเริ่นคนเดียวเท่านั้นที่ขยับแว่นแล้วหันไปมองโจวโจวแววตาคมภายใต้แว่นตากรอบทองมีแววหยั่งเชิง
เมื่อััได้ถึงการจ้องมองของเขาโจวโจวหันมาสบตากับเขา หนูน้อยรู้สึกปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูก รีบวิ่งไปหาฉินเฟิงแล้วหลบอยู่หลังรถเข็นด้วยท่าทีหวาดกลัวบางครั้งก็ยื่นหน้าออกมามองเขาเป็ครั้งคราว
เมื่อเห็นท่าทีของเด็กน้อยในแววตาของฉินเริ่นอดที่จะมีรอยยิ้มไม่ได้ แต่เมื่อเขาจ้องมองไปยังฉินเฟิงรอยยิ้มในแววตาของเขาพลันหายไปทันที เขารีบเดินไปหาน้องเจ็ดพลางลูบหัวเขาแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เป็อะไรไหม ? ”
ฉินเฟิงพยักหน้าขอบตาของเขาแดงเรื่อ แต่เขาก็ยังทำเข้มแข็งไม่ร้องไห้ออกมา “ผมไม่เป็ไร”
ขณะที่เขาพูดเขาก็ก้มหัวลงแล้วคลุมผ้าห่มที่ขา
ฉินเริ่นไม่พูดอะไรเพียงแค่ลูบหัวเขาแล้วกวาดสายตาไปยังโจวโจวที่เอาแต่หลบอยู่หลังรถเข็นไม่ยอมออกมาโผล่มาแค่หัวโล้นของหนูน้อยเท่านั้น เขาพูดขึ้นว่า “ไป กลับบ้านกัน”
โจวโจวมองเขาแวบหนึ่งหนูน้อยเข็นรถเข็นแล้วพาฉินเฟิงวิ่งออกไป
หนูน้อยวิ่งออกไปเร็วมากเพราะกลัวว่าหากช้าแม้เพียงเสี้ยววินาที ตัวเองอาจถูกนำไปหั่นเป็แผ่นสาวน้อยได้
เมื่อกลับมาถึงบ้านตอนที่ย่าฉินเห็นสภาพของฉินเฟิง เธอก็อุทานด้วยความใแล้วรีบถามขึ้นว่า“เกิดอะไรขึ้น ? ”
โจวโจวเองก็ไม่รู้เหมือนกันหนูน้อยส่ายหน้าด้วยความงุนงง ตอนที่เธอไปถึง พวกเขาก็ทะเลาะกันแล้ว
ฉินซีที่เพิ่งกลับมาพูดด้วยความโกรธว่า“จะมีใครได้อีกถ้าไม่ใช่เ้าพวกเด็กแสบบ้านตระกูลหลิวพวกเขากล้าล้อน้องเจ็ดว่าเด็กป่วยบ้างล่ะ ไอ้เด็กพิการบ้างล่ะแถมยังผลักน้องเจ็ดตกจากรถเข็น แล้วเอารถเข็นไปเล่นกันอย่างสนุกสนาน ถ้าผมเห็นพวกเขาอีกนะผมจะซัดหน้าพวกเขาให้น่วมเลย ผมน่ะ……”
ในขณะที่เขากำลังพูดอย่างเดือดดาลนั้นจู่ ๆ เขาก็หันไปเห็นว่าฉินเริ่นกำลังส่งสายตาให้เขา พอเขาหันไปก็เห็นป้าสะใภ้สี่เหวินเหยาและฉินเฟิงมีสีหน้าไม่ดีเสียงของหนุ่มน้อยจึงแ่ลง
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็เงียบไปหลายนาทีเช่นกัน
ฉินเฟิงเกิดมาขาพิการเขาเดินไม่ได้ หลายปีที่ผ่านมานี้พ่อแม่ทุ่มเทเงินไปมหาศาลเพื่อพาเขาไปหาหมอที่ใครก็ว่าดีมาตลอด แต่ก็ยังรักษาไม่หาย
และเนื่องจากกลัวเขาจะเสียใจปกติทุกคนจะเอาใจใส่เขาเป็อย่างดี และระวังคำพูดต่อหน้าเขามากแต่คิดไม่ถึงเลยว่าเด็ก ๆ จะพูดคำนี้ออกมา
ขนาดพวกเขาที่เป็ผู้ใหญ่ได้ยินคำนี้ยังรู้สึกอึดอัดนับประสาอะไรกับตัวฉินเฟิงเอง
ทุกคนมองดูเขาด้วยความสงสาร
โจวโจวกระพริบตาปริบๆ มองดูสถานการณ์ตรงหน้า หนูน้อยมองไปยังพวกย่าฉินแล้วสลับไปมองฉินเฟิงทันใดนั้นเธอก็พูดขึ้นว่า “หนูรักษาขาของพี่เจ็ดได้”