ภาพของบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าหีบศพของภรรยา สร้างความะเืใจให้แก่ผู้ที่เดินทางมา ร่วมพิธีไว้อาลัยในวันนี้เป็อย่างมาก ตระกูลหลูทันทีที่ได้ทราบข่าว ก็พากันเดินทางมายังจวนตระกูลหลัว ด้วยหัวใจที่แตกสลาย ยังดีที่มีหลานชายตัวน้อย คอยช่วยเยียวยาทุกคน
“หลานชายผู้น่าสงสารของข้า” หลูฮูหยินอุ้มทารกน้อยพลางร่ำไห้ออกมา
“หลูฮูหยิน…เป็พวกข้าที่ดูแลนางไม่ดี ฮึก….” หลัวฮูหยินสะอื้นไห้ หลูฮูหยินเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย แววตาหาได้มีความโกรธเคืองไม่
“เ้ากล่าวอันใดเยี่ยงนั้น นางไม่มีวาสนาที่จะได้อยู่ต่อเอง เป็ความผิดเ้าที่ใดกัน”
หลูฮูหยินเคยนำ่เวลาตกฟากของหลูชิงเหลียน ไปให้ท่านปรมาจารย์นักพรต จากอารามหลัวเซิง ตรวจดูดวงชะตาให้แก่บุตรสาว ั้แ่ครั้งที่หลูชิงเหลียนยังเป็เด็กแล้ว เพราะั้แ่หลูชิงเหลียนเกิดมา นางก็มีร่างกายอ่อนแอ ไม่คิดว่าพอเติบโตขึ้น จะสามารถฝึกวรยุทธ์ และสามารถล้มบุรุษร่างใหญ่กว่าได้
“ถะ…ถึงอย่างไร ก็นับว่าเป็ความผิดของพวกเรา พวกเราช่วยนางเอาไว้ไม่ได้” หลัวฮูหยินกล่าวโทษพวกตนทั้งน้ำตา หลูฮูหยินจึงส่งร่างเล็กของหลานชาย ไปให้แม่นม ก่อนที่นางจะหันกลับมาคว้ามือของหลัวฮูหยิน
“ท่านอย่าโทษตนเองเลย เื่นี้ถือว่าเป็นางที่โชคร้าย ยังดีที่หลานชายของพวกเรา คลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย” หลูฮูหยินฝืนใจกล่าวออกมา
มีหรือที่ในใจนาง จะไม่บอบช้ำ จากการสูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวไป ทว่านี่ก็เป็ไปตามคำทำนาย ที่ท่านปรมาจารย์นักพรตเต๋า จากอารามหลัวเซิงเคยกล่าวเอาไว้ ว่าในภายภาคหน้า นางจะได้พบเจอกับการสูญเสีย และการเกิดใหม่พร้อมๆ กัน และถึงแม้จะสิ้นหวัง แต่ก็ยังมีความหวัง จนถึงยามนี้ หลูฮูหยินเองก็ยังไม่เข้าใจ กับคำทำนายที่ว่า ยังมีความหวัง นั้นหมายความว่าอย่างไร
ทางด้านโถงที่ใช้จัดพิธีไว้อาลัย ยามนี้เหลือเพียงหลัวอี้เฉิน ที่ยังคงนั่งเหม่อมอง ไปยังหีบศพของภรรยา ดวงตาทั้งสองข้างยังคงแดงก่ำ เพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ส่วนนายท่านหลัว กำลังนั่งพูดคุยกับนายท่านหลู อยู่ภายในห้องรับรองข้างๆ กัน
“ท่านเองก็ไม่ต้องตำหนิตนเอง ข้าเชื่อว่าเหลียนเอ๋อร์ของพวกเรา จะไม่มีทางกล่าวโทษพวกท่าน เพราะนี่ถือเป็โชคชะตาของนาง”
นายท่านหลู หรือเ้าสำนักคุ้มภัยต้าฟงกล่าวออกมา เขายกถ้วยชาขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเครือ ผู้เป็บิดาย่อมเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่โชคชะตา ก็เป็สิ่งที่์กำหนด มิอาจฝ่าฝืนได้
“เหตุใดนางถึงได้โชคร้ายถึงเพียงนี้ ข้าเอ็นดูนาง เหมือนกับเป็บุตรสาวแท้ๆ ไม่คิดว่านางจะต้องจากไปก่อนข้า” นายท่านหลัวหลั่งน้ำตาลงมา
บ่าวรับใช้ที่คอยรับใช้นายท่านทั้งสอง อยู่ภายในห้องรับรองนี้ ต่างก็พากันกลั้นน้ำตาเช่นกัน ไม่มีผู้ใดที่จะคิดว่า วันหนึ่งตระกูลหลัว จะได้พบกับความสูญเสีย ฮูหยินน้อยผู้เป็ที่รักของทุกคน
“คนก็จากไปแล้ว ถึงเวลานั้น ก็ให้เฉินเอ๋อร์แต่งภรรยาใหม่เข้ามาช่วยดูแลหลานชายเถิด”
ท่านเ้าสำนักคุ้มภัยต้าฟงกล่าวออกมาจากใจ เขาเห็นลูกศิษย์ผู้นี้ เป็ดังบุตรชายแท้ๆ มาโดยตลอด ครั้นอีกฝ่ายกลายมาเป็บุตรเขยของเขา เขาก็ยิ่งรู้สึกมีความสุข
แต่ตระกูลหลูของพวกเขา ก็นับว่ามีความเห็นแก่ตัว ที่ไม่เคยบอกกล่าว ถึงดวงชะตาอาภัพของบุตรสาว ให้หลัวอี้เฉินได้รับรู้ล่วงหน้า หากเป็เช่นนั้น บางทีวันนี้ เขาอาจจะไม่ต้องมานั่งเสียใจอยู่อย่างนี้ก็เป็ได้
“ทะ…ท่านกล่าวอันใดเยี่ยงนั้นขอรับ เหลียนเอ๋อร์เพิ่งจะจากไป อีกทั้งเฉินเอ๋อร์ก็บอกแล้วว่า เขาจะไว้อาลัยให้นางสองปี” นายท่านหลัวโบกมือเป็พัลวัน กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตระหนกใ ด้วยไม่คิดว่า ท่านเ้าสำนักคุ้มภัยต้าฟง จะใจกว้างถึงเพียงนี้ บุตรสาวแท้ๆ เพิ่งจากไป ก็อยากให้บุตรเขยรับสะใภ้ใหม่แล้ว
“ข้าเพียงอยากให้เจ๋อเอ๋อร์ มีคนช่วยดูแลก็เท่านั้น ถึงมีแม่นมดูแล จะดีเท่าคนเป็แม่ได้อย่างไร แต่เอาเถิด…ในเมื่อเฉินเอ๋อร์ตั้งใจเอาไว้เช่นนั้น ก็ให้พวกท่านจัดการตามนั้นเถิด แต่ข้ามีเื่หนึ่งที่อยากจะขอ” นายท่านหลัวมองพ่อตาของบุตรชาย ด้วยความรู้สึกสับสน ทว่าก็ยอมรับฟังคำขอของอีกฝ่าย
“สตรีที่จะมาทำหน้าที่มารดาของหลานชายข้า ข้าอยากให้พวกท่านสู่ขอคุณหนูจากตระกูลบัณฑิต”
นายท่านหลัวตาเบิกโต ถึงแม้เมื่อไม่นานมานี้ บุตรชายของเขา จะได้รับตำแหน่งหัวหน้ามือปราบ ของสำนักมือปราบพิทักษ์เมฆามาครอง แต่ก็นับว่าเป็ขุนนางใหม่ และยังเป็พ่อหม้ายลูกติดอีก ตระกูลบัณฑิตใดกัน ที่อยากจะยกบุตรสาวให้บุรุษที่มาจากตระกูลสามัญชน และมีตำหนิเช่นนี้
“เชื่อข้าเถิด ถึงเวลานั้น ท่านก็จัดการหาสตรี จากตระกูลบัณฑิตให้เขาก็พอ ย่อมมีสักตระกูล ที่ยินดียกบุตรีให้มาเกี่ยวดองกับตระกูลหลัวของพวกท่าน”
ตามคำทำนายของท่านปรมาจารย์นักพรตเต๋า ผู้ที่จะมาดูแลชีวิตใหม่ จะต้องมาจากตระกูลบัณฑิตเท่านั้น นายท่านหลูขนแขนตั้งชัน จะไม่ให้เขาเชื่อ และทำตามคำทำนายได้อย่างไรกัน ในเมื่อสิ่งที่ท่านปรมาจารย์นักพรตเต๋าผู้นั้นทำนายเอาไว้ ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว การสูญเสีย คือบุตรสาวของเขา และการเกิดใหม่ ก็คือหลานชายของเขา นี่ไม่ใช่เื่ที่น่าเหลือเชื่อหรืออย่างไร
หลังจากนั่งพูดคุยปรึกษากันอยู่สักพัก นายท่านหลูก็ออกจากห้องรับรอง ที่อยู่ข้างโถงจัดพิธีไว้อาลัย ให้แก่บุตรสาว ไปพร้อมกับนายท่านหลัว นายท่านทั้งสอง เดินไปหาฮูหยินของพวกตน เพื่อจะไปชื่นชมหลานชายตัวน้อย ปล่อยให้หลัวอี้เฉิน ได้ใช้เวลาร่วมกันกับภรรยา ก่อนที่จะเคลื่อนร่างของนาง ไปฝังไว้ในสุสานประจำตระกูลหลัวในวันรุ่งขึ้น
หลัวอี้เฉินนั่งมองโลงของภรรยา ไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปใกล้ ภาพตรงหน้าช่วยตอกย้ำกับเขาว่า นางจากเขาไปแล้วจริงๆ นางไม่อาจหวนกลับมาหาเขาได้อีกแล้ว ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาซีดเซียว เขาอดหลับอดนอนมาได้สองคืนแล้ว แต่ทว่าเขากลับไม่อยากหลับตาลง เพราะไม่อยากฝันถึงเื่ราวในอดีต
“เ้าจะกลับมาหาพี่หรือไม่ เ้าทิ้งลูกได้ลงคอเชียวหรือ” เขาพึมพำตัดพ้อออกมา ั์ตาแดงก่ำ
พาลนึกโกรธพวกโจรป่า ที่ทำให้วันนั้น เขาพลาด่เวลาสุดท้ายของภรรยาไป หากวันนั้นนางกล่าวคำร่ำลากับเขาสักคำ วันนี้เขาอาจจะไม่รู้สึกว่าหัวใจแตกสลาย ถึงเพียงนี้ก็เป็ได้
กู้อี้เห็นท่านหัวหน้าเศร้าโศกเสียใจ ก็พลอยรู้สึกเสียใจไปด้วย ครั้นมองไปยังสตรีที่ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา ซึ่งนั่งอยู่หน้าประตูของห้องโถง ก็รู้สึกเห็นใจ เขาเดินเข้าไปหานาง
“กินข้าวบ้างหรือยัง” จิ่งอี๋เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง
“พี่อี้…" นางขานชื่อเขาพลางส่ายหน้าไปมา
“ข้ากินไม่ลงเ้าค่ะ” กู้อี้ยื่นขนมกุ้ยฮวาที่ซื้อมาให้แก่นาง จิ่งอี๋ลังเล แม้ท้องจะหิว แต่นางก็ไม่อยากกิน นางเบือนหน้าเข้าไปภายในโถงพิธี น้ำตาที่เหือดแห้งไปก่อนหน้า ก็ไหลลงมาอีกครา เสียงสะอื้นดังขึ้น ทำให้กู้อี้ใจนต้องโน้มกายเข้าไปโอบกอดนางเอาไว้
“อย่าเสียใจไปเลย เ้ายังต้องอยู่คอยดูแลคุณชายน้อยให้ดี อย่าทำให้ฮูหยินน้อยของเ้าผิดหวัง” จิ่งอี๋หลงลืมข้อห้ามระหว่างชายหญิง ยกแขนสองข้างกอดเขาตอบ แล้วปลดปล่อยน้ำตาแห่งความเสียใจออกมา
แม่นมซิ่วมองเห็นการกระทำน่าอับอายของบุตรสาวอยู่ไกลๆ ทว่าวันนี้นางกลับไม่อยากลงโทษจิ่งอี๋ อาจจะเป็เพราะยามที่คุณหนูยังมีชีวิตอยู่นั้น นางคอยปกป้องจิ่งอี๋มาโดยตลอด หากวันนี้นางลงโทษจิ่งอี๋ คุณหนูที่กำลังมองมาจากที่ไหนสักแห่ง จะต้องไม่พอใจนางเป็แน่ แม่นมซิ่วเบือนสายตา แล้วหันไปจัดการเื่ราวต่างๆ แทนฮูหยินใหญ่ทันที
วันต่อมาขบวนแห่ศพของฮูหยินน้อยสกุลหลัว ก็ถูกเคลื่อนไปยังสุสานของตระกูลที่อยู่บนเนินเขา ด้านหน้ามีแม่น้ำไหลผ่าน นับว่าเป็ฮวงจุ้ยที่ดี สถานที่แห่งนี้ หลัวอี้เฉินได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้ เพราะทำความดีความชอบปราบปรามพวกฏชายแดนเมื่อปีก่อน หลังจากทำการย้ายบรรพบุรุษตระกูลหลัว มาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้แล้ว เขาก็ไม่คิดว่า จะมีวันหนึ่ง ที่ได้นำร่างของภรรยามาฝังเป็คนต่อไป
“ท่านนักพรต ขอท่านโปรดชี้แนะด้วยเถิด ว่าจุดใดที่เหมาะแก่การฝังร่างลูกสะใภ้ของข้า” นายท่านหลัวเชิญท่านนักพรตมาจากอารามหลัวเซิง ตามคำแนะนำของท่านเ้าสำนักคุ้มภัยต้าฟง
หลังจากท่านนักพรตชี้แนะฮวงจุ้ย สำหรับฝังศพของหลูชิงเหลียนแล้ว นายท่านหลัวจึงสั่งให้คนลงมือขุดหลุม ท่านนักพรตท่องบทสวดจินกวง และบทสวดต่างๆ เพื่อส่งิญญาของผู้ล่วงลับ ให้ไปเกิดใหม่
หลัวอี้เฉินมองโลงที่บรรจุร่างของภรรยา กำลังถูกคนช่วยกันยกลงไปในหลุม เขาออกปากห้าม แล้วถลาเข้าไป นายท่านหลัวร้องห้ามเขา กู้อี้เข้าไปดึงรั้งร่างหนาของท่านใต้เท้าเอาไว้ หลัวอี้เฉินร้องไห้ออกมา มองโลงถูกฝังลงดิน หัวใจปวดร้าวเกินจะห้ามได้
หลังจากที่พิธีฝังร่างของฮูหยินน้อยสกุลหลัวเสร็จสิ้น ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ ที่สุสานจึงเหลือเพียงหลัวอี้เฉินเท่านั้น ที่ยังคงนั่งอยู่หน้าหลุมศพของภรรยา เขานำเหล้ามารินให้นางหนึ่งจอก และตนเองหนึ่งจอก
“ชาตินี้วาสนาของพวกเราช่างตื้นเขินนัก หากชาติหน้ามีจริง ขอให้เ้ากลับมาครองคู่กับพี่ อีกครั้งได้หรือไม่” กล่าวจบเขาก็ยกจอกเหล้าขึ้นมากระดก มือหนาที่สั่นเทา ยื่นไปลูบลงบนรอยแกะสลักชื่อของภรรยา
ณ เมืองถง
เสียงท่องตำราดังขึ้นมาจากเรือนหลังใหญ่ ภายในสำนักศึกษาสกุลหลี่ หลี่ต้าถง อดีตบัณฑิตทั่นฮวา ที่ลาออก จากราชสำนัก แล้วกลับมาเปิดสำนักศึกษาอยู่ในเมืองถง ซึ่งเป็บ้านเดิมของสกุลหลี่
สกุลหลี่เป็ตระกูลบัณฑิต มาั้แ่รุ่นบรรพบุรุษ ทำหน้าที่รับใช้ฮ่องเต้มาหลายสมัย ทว่าพอมาถึงรุ่นของหลี่ต้าถง เขากลับเลือกที่จะถอนตัวออกมา จากวังวนทางการเมือง โดยให้เหตุผลว่า
อยากจะสร้างรากฐานให้แก่ราชสำนัก โดยการปั้นลูกศิษย์ให้มีความสามารถ เพื่อสอบเป็ขุนนางรับใช้ราชสำนักต่อไป แม้ฮ่องเต้จะเอ่ยปากรั้งเขาไม่รู้จักกี่ครั้งกี่หน เขาก็ไม่ยอมใจอ่อน สุดท้ายฮ่องเต้จึงต้องยอมปล่อยให้เขาลาออก
“ท่านอาจารย์หลี่ขอรับ นั่นใช่คุณหนูในจวนท่านหรือไม่” ศิษย์วัยสิบสี่ปีร้องถามท่านอาจารย์หลี่ออกมา
หลังจากที่สายตาของเขาเหลือบมองไป เห็นว่ามีเด็กหญิง น่าจะวัยประมาณสิบสามสิบสี่ปี กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออยู่ หลี่ต้าถงมองตามสายตาของลูกศิษย์ไป ก็เห็นว่าอีกฝ่ายคือบุตรีคนหนึ่งของตน ที่เกิดจากภรรยารอง ทว่าเด็กคนนั้นเป็เด็กที่ไม่น่านำมาพูดคุยโอ้อวดอันใด
นอกจากเกิดมามีใบหน้าที่งดงามแล้ว นอกนั้นก็ไม่มีอันใดให้น่ากล่าวถึงอีก เป็เพราะเด็กคนนั้นคลอดก่อนกำหนด ทำให้เป็เด็กที่โง่เขลา เรียนรู้สิ่งใดไม่ได้เื่สักอย่าง วันๆ เอาแต่วิ่งเล่นสนุกสนาน ไปเหมือนกับเด็กเล็กๆ เท่านั้น
“เฉินจง เ้าไปบอกให้อี้เหลียนพาคุณหนูสามกลับเรือนที” เขาหันไปสั่งบ่าวรับใช้คนสนิท
บุรุษที่มีนามว่าเฉินจงคำนับรับคำสั่ง แล้วถอยออกไป เขาเดินไปบอกกับอี้เหลียน ให้พาคุณหนูสามกลับเรือนตามคำสั่งของนายท่าน อี้เหลียนจึงรีบชักชวนคุณหนูผู้น่าสงสาร กลับไปเล่นที่สวนดอกไม้ข้างเรือนที่อยู่เกือบด้านในสุดของจวนทันที
ทว่าระหว่างทางที่อี้เหลียนพาคุณหนูสามกลับเรือน กลับได้พบคุณหนูรอง บุตรสาวของอนุฉินที่กำลังตกปลาอยู่ อีกฝ่ายชักชวนคุณหนูสามให้อยู่เล่นด้วยกัน ก่อนที่จะใช้ให้อี้เหลียนออกไปนำขนม และน้ำชากับสาวรับใช้คนสนิทของตน
คราแรกอี้เหลียนก็ไม่อยากทิ้งคุณหนูสาม ให้อยู่กับคุณหนูรองตามลำพัง ทว่านางก็ไม่อาจขัดคำสั่งของอีกฝ่ายที่เป็เ้านายอีกคนได้ นางจึงจำใจต้องจากไป
แต่ก่อนจะตามสาวรับใช้ของคุณหนูรองไป นางก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยกำชับคุณหนูสาม ว่าห้ามเข้าไปใกล้สระน้ำเป็อันขาด เด็กหญิงที่สติปัญญาไม่ดีย่อมรับคำ ทว่าจะทำตามหรือไม่ก็อีกเื่
หลังจากที่อี้เหลียนจากไป หลี่ชิงหรงก็มองหลี่ชิงเหมียวด้วยแววตาขบขัน มีน้องสาวเช่นนี้ช่างน่าอับอาย หากคนนอกรู้เข้า นางที่ยังไม่ได้ออกเรือน คงจะยากแล้ว เพราะอารมณ์ชั่ววูบทำให้ด้านมืดจิตใจ
หลี่ชิงหรงชักชวนหลี่ชิงเหมียว ให้เดินมาหยุดอยู่ริมสระ มอบคันเบ็ดให้อีกฝ่าย หลี่ชิงเหมียวนึกว่าพี่หญิงรองชวนนางเล่นสนุกจึงรับมา หลี่ชิงหรงแสร้งสอนท่าทางการตกเบ็ดให้แก่หลี่ชิงเหมียว ทว่าอีกฝ่ายกลับได้เล่นสนุกอยู่ไม่นาน ก็ถูกฝ่ามือของคนที่นางเชื่อใจ ผลักลงไปในสระน้ำ
หลี่ชิงหรงยืนมองน้องสาวต่างมารดา ตะเกียกตะกายอยู่ภายในสระ ด้วยแววตาเยือกเย็น นางเหลียวมองไปรอบๆ ครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนี้ นางจึงฉีกยิ้มพลางพึมพำออกมา
“จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออันใด ในเมื่ออยู่ไป เ้าก็เป็แค่เพียง สิ่งแปลกปลอมของตระกูลหลี่” นางยืนยิ้มอยู่ได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงสาวรับใช้พูดคุยกันใกล้เข้ามา นางจึงแสร้งร้องไห้แล้วะโขึ้น
“ช่วยด้วย ผู้ใดอยู่แถวนี้ ช่วยน้องสามของข้าที นางจมน้ำไปแล้ว” นางมองไปยังร่างที่จมลงไปในสระด้วยแววตาเยือกเย็น มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย อี้เหลียนครั้นได้ยินเสียงของคุณหนูรองร้องดังขึ้นมา นางก็รับยัดจานขนมให้สาวรับใช้ของคุณหนูรอง แล้ววิ่งไปยังสระน้ำทันที
“เกิดอันใดขึ้นเ้าคะ คุณหนูรอง แล้วคุณหนูของบ่าวเล่า คุณหนูของบ่าวอยู่ที่ใด” อี้เหลียนถามหลี่ชิงหรงออกมาด้วยความร้อนใจ มองตามสายตาและนิ้วที่ชี้ไปในสระน้ำ ร่างของนางก็สั่นระริก ก่อนที่จะะโลงสระไปอย่างไม่คิดชีวิต
อี้เหลียนว่ายน้ำเก่ง ไม่นานนัก นางก็งมร่างของคุณหนูสามขึ้นมาจากใต้สระได้สำเร็จ ผู้ที่ได้ยินเสียงร้องะโของหลี่ชิงหรง ต่างก็พากันวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์ หลี่ต้าถงกับเฉินจงก็เช่นกัน ครั้นได้รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น ก็รีบให้คนออกไปตามท่านหมอมาทันที
หลี่ต้าหลุน ผู้เป็พี่ชายมารดาเดียวกันกับหลี่ชิงเหมียว วิ่งเข้ามาหาร่างเล็กของน้องสาว ทำการช่วยเหลือนางเบื้องต้น แล้วจึงอุ้มนางวิ่งกลับไปยังเรือนรับรองทันที การกระทำของเขาว่องไว จนทำให้คนมองไม่ทัน หลี่ต้าถงผู้เป็บิดารู้สึกละอายใจ และอับอายไม่น้อย สั่งให้บรรดาลูกศิษย์ที่มายืนชมเหตุการณ์ แยกย้ายกันกลับไปเรียน
ไม่นานนักเรือนรับรอง ก็เต็มไปด้วยผู้คนของตระกูลหลี่ ท่านหมออู๋เดินทางมาถึง ก็รีบเข้าไปจับชีพจรของคุณหนูผู้น่าสงสาร คราแรกเขาคิดว่านางสิ้นใจไปแล้ว เพราะชีพจรหยุดนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว แต่ในขณะที่เขากำลังจะรายงานให้นายท่านหลี่ทราบ เด็กหญิงที่ไร้ชีพจรกลับฟื้นขึ้นมา นางส่งเสียงไอพร้อมกับสำลักน้ำ เขาจึงต้องรีบกลับไปตรวจอาการนางอีกครา
“เรียนนายท่านหลี่ หลี่ฮูหยิน คุณหนูสามปลอดภัยแล้วขอรับ”
เขาหันกลับมารายงานนายท่านหลี่ด้วยใบหน้าที่โล่งใจ แม้จะรู้สึกประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าก็ตามที ครั้นทุกคนได้ยินว่าหลี่ชิงเหมียวปลอดภัยแล้วก็พากันถอนหายใจออกมา
มีเพียงหลี่ชิงหรงเท่านั้น ที่รู้สึกใจคอไม่ดี และรู้สึกร้อนตัวอยู่ไม่น้อย นางมองไปยังร่างเล็กของน้องสาวด้วยความรู้สึกริษยา นางอยากให้หลี่ชิงเหมียวตาย ยังยากเย็นถึงเพียงนี้ ก็ได้แต่หวังว่า หากหลี่ชิงเหมียวฟื้นมาแล้ว จะยังคงเป็เด็กที่โง่เขลาเช่นเดิม หากเป็เช่นนั้นแล้ว นางก็ยังจะมีโอกาสในการจัดการน้องสาวที่เป็สิ่งแปลกปลอมของตระกูลอีกหน