ภายใน "ถ้ำหยดพิรุณ" บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่กลายเป็น้ำแข็งกระทบพื้นหิน เยี่ยฉินเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ไอเย็นที่แผ่ออกมาพยายามแทรกซึมเข้าสู่ิัของเขา ทว่าปราณสีน้ำเงินเข้มจาก ภูตหยาดน้ำสังหาร กลับโคจรวนรอบกายดุจเกราะคุ้มกัน น้ำที่เยือกแข็งไม่ได้ทำร้ายเขา แต่มันกลับยอมสยบต่อผู้ที่เข้าใจแก่นแท้ของมัน
‘ความหนาวเหน็บคือการหยุดนิ่ง... และการหยุดนิ่งคือเศษเสี้ยวหนึ่งของกาลเวลา’ เยี่ยฉินคิดพลางหลับตาลงััถึงแรงสั่นะเืในอากาศ
ความจริงเื้ัความโกลาหล
ในขณะที่เยี่ยฉินกำลังสำรวจถ้ำ ส่วนหน้าของสำนักเมฆาเขียวกลับตกอยู่ในความโกลาหลตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ศิษย์สายนอกนับสิบคนเริ่มมีอาการ "ปราณติดขัด" หลังจากรับประทานอาหารมื้อค่ำที่ปนเปื้อนด้วยน้ำทิพย์เบิกเนตรที่ถูกดัดแปลง
ผู้าุโมู่เฉิงและเหล่าอาจารย์ต่างวิ่งวุ่นเพื่อหาสาเหตุ พวกเขาพุ่งเป้าไปที่ความบกพร่องของหอกลั่นยาและการวางยาพิษจากสำนักคู่อริ โดยหารู้ไม่ว่าต้นเหตุที่แท้จริงคือเด็กหนุ่มที่พวกเขามองข้าม
"บัดซบ! ใครกันที่กล้าทำเช่นนี้ในเขตสำนัก!" มู่เฉิงคำรามด้วยความโกรธแค้น ขณะที่มองดูศิษย์พร์หลายคนนอนทุรนทุราย
เยี่ยฟานเองก็อยู่ในเหตุการณ์ เขาพยายามใช้ ภูตกระบี่แสง์ ของตนเพื่อขับพิษให้เพื่อนร่วมสำนัก ทว่าพลังของเขายังอ่อนด้อยนัก ความรู้สึกผิดที่เขามีต่อพี่ชาย บวกกับสถานการณ์ตรงหน้า ทำให้จิตใจของอัจฉริยะหนุ่มเริ่มสั่นคลอน
ลึกเข้าไปในสุดของถ้ำหยดพิรุณ เยี่ยฉินหยุดยืนเบื้องหน้าผนังหินที่ดูเรียบเฉย ทว่าในสายตาของเขาที่เปิดใช้งาน "เนตรกาลเวลา" ชั่วคราว เขามองเห็นวงจรอาคมสลักลึกอยู่ในเนื้อหิน มันคือ "แท่นบูชาภูตหยาดน้ำค้างแข็ง" ที่ถูกทิ้งร้างมานับพันปี
"ในชาติก่อน ข้าพบมันโดยบังเอิญตอนที่ถูกไล่ล่าจนตกลงมาที่นี่... ชาตินี้ ข้ากลับมาหามันในฐานะเ้านาย"
เขานำศิลาจิตภูตก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมา วางลงบนร่องหินที่กึ่งกลางผนัง พร้อมกับส่งกระแสปราณจากภูตแกนกลางกาลเวลาเข้าไปกระตุ้น ทันใดนั้น ผนังหินสั่นะเืเบาๆ ก่อนจะเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงลับที่บรรจุไอพลังมหาศาล
ใจกลางห้องมีแท่นหินหยกสีขาวนวล บนนั้นมีภูตตนนหนึ่งสถิตอยู่ มันมีลักษณะเป็หยดน้ำแข็งใสบริสุทธิ์ที่หมุนวนช้าๆ แผ่กลิ่นอายที่สูงส่งและหนาวเหน็บยิ่งกว่าภูตหยาดน้ำสังหารของเขาหลายเท่า
"ภูตน้ำแข็งนิรันดร์" (ระดับราชันย์ปฐี - ขั้นต้น)
นี่คือโชคลาภมหาศาลที่เยี่ยฉินรอคอย แม้ระดับพลังของเขาในตอนนี้ (ััปราณ ขั้นที่ 2) จะไม่สามารถพันธนาการภูตระดับราชันย์ได้โดยตรง แต่เขามีวิธีที่ "นอกตำรา"
วิถีแห่งจอมมาร: การกลืนกิน
"หากข้าพันธนาการเ้าไม่ได้... ข้าก็จะกลืนกินเ้าเสีย!"
เยี่ยฉินนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าแท่นหิน เขาไม่ได้พยายามจะผูกมิตรหรือเจรจากับจิติญญาของภูตน้ำแข็งนิรันดร์ แต่เขาใช้ ภูตแกนกลางกาลเวลา เพื่อสร้าง "กงขังแห่งกาลเวลา" ครอบงำหยดน้ำแข็งนั้นไว้
เขาเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า "การหลอมรวมข้ามระดับ" มันคือความเสี่ยงที่อาจทำให้ร่างกายะเิเป็เสี่ยงๆ แต่สำหรับเยี่ยฉิน ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว การไร้ซึ่งพลังต่างหากที่น่าหวาดหวั่นกว่า
อึก!
ความเย็นะเืแล่นเข้าสู่จุดตันเถียนราวกับถูกดาบน้ำแข็งนับหมื่นเล่มทิ่มแทง เืในกายของเยี่ยฉินเริ่มกลายเป็เกล็ดน้ำแข็ง ริมฝีปากของเขาเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ ทว่าแววตาของเขายังคงนิ่งสงบดุจผิวน้ำ
เขาสั่งให้ ภูตหยาดน้ำสังหาร เข้าไปกัดกร่อนและดูดซับแก่นแท้ของภูตน้ำแข็งนิรันดร์ทีละน้อย โดยใช้พลังงานกาลเวลาช่วยเร่งปฏิกิริยา
‘เ็ปหรือ? ข้าเคยผ่านความเ็ปจากการถูกถลกหนังและเผาทั้งเป็มาแล้ว... ความเย็นเพียงเท่านี้จะทำอะไรข้าได้!’
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วธูปดับ ร่างของเยี่ยฉินถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาทึบ ทันใดนั้น เสียงแตกกังวานของน้ำแข็งดังขึ้น "เพล้ง!"
ไอเย็นมหาศาลถูกสูบเข้าสู่ร่างกายของเยี่ยฉินอย่างรวดเร็ว ิัของเขาที่เคยหยาบกร้านกลับกลายเป็นวลเนียนและแฝงไปด้วยประกายจางๆ ทะเลลมปราณในร่างขยายตัวออกอย่างรุนแรง พลังวัตรพุ่งทะยานข้ามผ่านคอขวด
"ััปราณ ขั้นที่ 3... บรรลุ!"
ไม่เพียงเท่านั้น ภูตหยาดน้ำสังหารของเขาได้วิวัฒนาการขึ้น กลายเป็ "ภูตพิรุณเยือกแข็ง" ซึ่งมีความสามารถในการแช่แข็งปราณของศัตรูได้ในทันทีที่ัั
เยี่ยฉินลุกขึ้นยืน เขารู้สึกถึงพละกำลังที่เอ่อล้น แม้พร์เริ่มต้นของเขาจะเป็ระดับน้ำ แต่ด้วยการกลืนกินแก่นแท้ภูตระดับราชันย์ พร์ของเขาได้ถูกยกระดับขึ้นอย่างลับๆ จนเทียบเท่ากับระดับลม (สีเขียว) แล้ว
เขามองดูแท่นหินที่ว่างเปล่า ก่อนจะร่ายอาคมพรางตาไว้ให้ดูเหมือนว่าภูตน้ำแข็งนิรันดร์ยังอยู่ที่นั่น แต่แท้จริงแล้วมันเป็เพียงเศษเสี้ยวของพลังที่หลงเหลืออยู่
"เมื่อพวกผู้าุโเข้ามาที่นี่ในภายหลัง พวกเขาจะพบว่ามีร่องรอยของการพยายามชิงภูตแต่ล้มเหลว... และผู้ต้องสงสัยที่เหมาะสมที่สุด ก็คือศิษย์ลึกลับที่ไปป่วนโรงพนันนั่นเอง"
เยี่ยฉินเดินออกจากถ้ำด้วยฝีเท้าที่เบาดุจขนนก เขาไม่ได้กลับไปที่เรือนนอนทันที แต่แวะไปที่สระมรกตหลังสำนัก เพื่อชำระล้างกลิ่นอายของไอเย็นออกจากตัว
เขามองดูเงาของตัวเองในน้ำ ดวงตาที่เคยดำสนิทบัดนี้มีความลึกซึ้งและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
‘เยี่ยฟาน... เ้ามีศิลาจิตภูตระดับกลาง มีผู้าุโคอยหนุนหลัง แต่นั่นก็เป็เพียงกรงขังสีทองที่ทำให้เ้าอ่อนแอลง ในขณะที่ข้ามีโลกทั้งใบเป็แหล่งทรัพยากร และมีความแค้นเป็แรงผลักดัน’
เมื่อเขากลับมาถึงลานวัดใน่เกือบเช้า เขาพบกับเยี่ยฟานที่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้ากังวล
"ท่านพี่! ท่านไปไหนมา? ข้าเป็ห่วงท่านมาก สำนักกำลังประกาศภาวะฉุกเฉิน มีข่าวว่าศิษย์ลึกลับบุกรุกเขตต้องห้าม!"
เยี่ยฉินทำสีหน้าตระหนกใ "จริงหรือเยี่ยฟาน? ข้าเพียงแค่ไปเดินสงบสติอารมณ์ที่ป่าไผ่เท่านั้น ไม่นึกเลยว่าจะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้น... ข้าช่างขี้ขลาดนักที่ไม่อยู่เคียงข้างเ้า"
เยี่ยฟานส่ายหน้า "ไม่เป็ไรท่านพี่ ท่านปลอดภัยก็ดีแล้ว ดูสิ... ข้าเพิ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ 'กระบี่เมฆา' เพื่อช่วยเวรยาม ข้าจะปกป้องท่านเอง"
เยี่ยฉินพยักหน้าพลางขอบคุณน้องชาย แต่ในใจของเขานั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งในถ้ำ
"จงรักษากระบี่นั่นไว้ให้ดีเยี่ยฟาน... เพราะในอนาคต ข้าอาจจะต้องใช้มันเพื่อปลิดชีพศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดของข้า... ซึ่งก็คือโชคชะตาที่กำหนดให้เ้าเป็ผู้ชนะ"
ในโลกที่ทุกคนมองหาแสงสว่าง ผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและกลืนกินความมืดได้ดีที่สุด
คือผู้ที่จะได้รุ่งอรุณที่แท้จริง