70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก

    ตอนที่ 120 การพบกันของเสิ่นจือชิงทั้งสอง

            ด้วยความเป็นคณะศิลปะพื้นบ้านที่แสดงโดยเด็กๆ กลุ่มของเมืองชางลั่วจึงถูกจัดให้ขึ้นแสดงเป็นลำดับแรก เสิ่นอันอันที่มาเตรียมตัวหลังเวทีตั้งแต่เช้ารู้สึกมีความสุขมากที่การแสดงของเธอเป็นการแสดงเปิดงาน

            “และการแสดงแรกของวันนี้ขอเชิญพบกับการแสดงจากเมืองชางลั่วที่มีชื่อว่าสาวน้อยเถ้าถ่าน!!”

            ทันทีที่พิธีกรพูดจบดนตรีก็เริ่มบรรเลง เสิ่นชิงหลัวที่กำลังมองหาที่นั่งถึงกับเงยหน้าขึ้น

            สาวน้อยเถ้าถ่านอย่างนั้นเหรอ? คงไม่ใช่ซินเดอเรลล่าหรอกใช่ไหม

            เป็นไปไม่ได้แน่นอนเพราะในเวลานี้ไม่ควรจะมีเรื่องเล่าจากฝั่งตะวันตกปรากฏขึ้น

            “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กสาวชื่อว่าเสี่ยวฮุย...”

            จากนั้นเรื่องราวก็เริ่มบรรยายถึงตัวละครที่ชื่อว่าเสี่ยวฮุย เสี่ยวฮุยอาศัยอยู่ในเรือนสี่ประสานอันกว้างใหญ่ หลังจากที่มารดาของเธอเสียชีวิต บิดาก็มีภรรยาใหม่พร้อมกับลูกติดอีกสองคน

            ชีวิตของเสี่ยวฮุยในเรือนสี่ประสานหลังโตเต็มไปด้วยความยากลำบาก เธอถูกพี่สาวต่างมารดากลั่นแกล้งอยู่ตลอดราวกับ ในทุกๆ วันเธอต้องรับผิดชอบงานทำความสะอาดในบ้านราวกับคนรับใช้ในยุคศักดินา จนกระทั่งวันหนึ่งร้านค้าของพ่อเธอได้รับจดหมายเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงระดับสูง ในเวลานั้นทั้งครอบครัวรู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เว้นแม้แต่ตัวของเสี่ยวฮุยเอง

            ทั้งครอบครัวเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งงานรื่นเริง แม่เลี้ยงถึงกับเรียกช่างตัดผ้ามาตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูกสาวเป็นกรณีพิเศษ แน่นอนว่าไม่มีส่วนแบ่งของเสี่ยวฮุย

            ไม่มีทางเลือกหญิงสาวนำชุดเก่าของมารดาที่เสียชีวิตออกมา

            เมื่อพี่สาวทั้งสองได้เห็นว่าชุดของเสี่ยวฮุยนั้นดูดีกว่าจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะเริ่มงานเพียงไม่กี่ชั่วโมงพวกหล่อนจึงทำลายชุดที่มาจากความพยายามอย่างหนักของเสี่ยวฮุยจนขาดวิ่น

            หากไม่มีชุดก็ไม่สามารถไปงานเลี้ยงได้ เสี่ยวฮุยผู้น่าสงสารจึงได้แต่ร้องไห้กอดชุดทั้งน้ำตา และในเวลานั้นยามที่เสี่ยวฮุยรู้สึกสิ้นหวังเป็นที่สุด ก็มีหญิงสาวกลุ่มหนึ่งมาเคาะประตูบ้านและถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาเนื่องจากได้ยินเสียงร้องไห้

            พอได้รู้เรื่องราวจากปากของเด็กสาว คนทั้งสามก็แสดงฝีไม้ลายมือเนรมิตชุดให้เสี่ยวฮุยใหม่

            “ฉันเป็นแรงงานจากโรงงานสิ่งทอ จึงมีฝีมือในงานตัดเย็บอยู่บ้าง”

            “ฉันเป็นแรงงานจากโรงงานรองเท้า เอาเป็นว่ารองเท้าคู่นี้ฉันจะสอนเธอทำ”

            “เอาแต่ร้องไห้ไปก็ไร้ประโยชน์ เธอจะทนให้คนพวกนั้นกดขี่อย่างนั้นเหรอ ทำไมไม่ลุกขึ้นมาสู้ล่ะ ลองคิดดูถ้าเธอมีทักษะการทำงานอย่างพวกเรา เธอก็คงแก้ไขชุดได้เองง่ายๆ”

            “อะไรนะพวกเขาไม่ให้แม้แต่ข้าวสักเม็ด! โอ้ว ถ้าอย่างนั้นหลังจากคืนนี้เธอออกไปหางานทำเถอะ สาวน้อยถ้าเธอมีงานทำ เธอก็จะมีอาหารกิน การยืนด้วยลำแข้งตัวเองดีกว่าการหวังพึ่งคนอื่นเป็นไหนๆ”

            นอกจากความช่วยเหลือจากสามสาวแรงงานแล้ว เสี่ยวฮุยยังได้รับความช่วยเหลือจากชาวนาที่กำลังบังคับเกวียนไปส่งฟักทอง เขาให้เธอขึ้นเกวียนและไปส่งยังสถานที่จัดงานเลี้ยง

            ด้วยความที่ชุดของเสี่ยวฮุยนั้นทำมาจากผ้าทหาร เธอจึงโดดเด่นมากท่ามกลางฝูงชนในงาน ใบหน้าที่เคยเปรอะเปื้อนในเวลานี้กลับสะอาดและงดงามเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จนแม้แต่นายพลหนุ่มเองก็อดใจไม่ไหวมาขอเธอเต้นรำ จนกระทั่งใกล้เวลาเลิกงาน เมื่อเวลาเที่ยงคืนมาถึง เสี่ยวฮุยจำได้ว่าเธอต้องรีบกลับไปก่อนที่ครอบครัวจะกลับมา มิเช่นนั้นพวกเขาคงรู้แน่ว่าเธอแอบมางานนี้

            ด้วยอารามรีบร้อนกอปรกับรองเท้าที่หลวมเล็กน้อยเมื่อวิ่งจากไป รองเท้าข้างหนึ่งจึงหลุดจากเท้า นายพลหนุ่มที่วิ่งตามมาจึงมีเพียงรองเท้าผ้าปักไว้ดูต่างหน้า

            วันเวลาล่วงเลยผ่านไป ทุกสิ่งก็ยังคล้ายเดิมเพียงแต่ว่าเสี่ยวฮุยในเวลานี้ไม่อดทนต่อความถูกกดขี่อีกต่อไป เธอก้าวเท้าออกจากบ้านและเข้าทำงานในโรงงานรองเท้าดาวแดงกลายเป็นแรงงานผู้มีเกียรติ

            ทางด้านนายพลหนุ่มที่เฝ้าคะนึงหาหญิงสาวที่เขาเต้นรำด้วยวันนั้นก็ได้ออกตามหาเธออย่างไม่ลดละ สุดท้ายก็ได้ข้อมูลว่ารูปแบบรองเท้าแบบนี้มาจากโรงงานตัดเย็บดาวแดงที่เสี่ยวฮุยทำงานอยู่ และนั่นเองทำให้เขาได้พบกับเธอ

            หลังจากที่ทั้งสองได้แต่งงานครองรักกัน นายพลหนุ่มก็ได้ทราบว่าเสี่ยวฮุยเคยถูกกดขี่จากครอบครัวอย่างไร เขาจึงสั่งให้คนมาจัดการส่งทั้งครอบครัวไปที่ค่ายแรงงานและทำการปราบปรามพวกลัทธิทุนนิยมและพวกคลั่งสังคมศักดินาอย่างหนัก ส่วนเสี่ยวฮุยเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เธอไม่เคยลืมความช่วยเหลือจากสาวแรงงาน ในเวลานี้เมื่อเธอมีพลังมากพอ เธอจึงสานต่อและเริ่มประชาสัมพันธ์จนกลายเป็นแบบอย่างให้แรงงานหญิง จบบริบูรณ์

            แม้เรื่องราวของผู้หญิงนามว่าเสี่ยวฮุยนี้จะไม่เหมือนกับในความทรงจำของเสิ่นชิงหลัว แต่เธอค่อนข้างมั่นใจว่านี่เป็นเรื่องที่ดัดแปลงมาโดยมีต้นฉบับเป็นเรื่องซินเดอเรลล่า

            ทว่าสิ่งที่ทำให้เสิ่นชิงหลัวประหลาดใจไปมากกว่านั้นก็คือเสี่ยวฮุยตัวเอกของเรื่องมีใบหน้าที่คล้ายกับน้องสาวผู้เป็นที่รักของเธอ ‘เสิ่นอันอัน’

            เพียงแค่ว่าเสิ่นอันอันในเวลานี้ดูจะไม่สวยเท่ากับภาพจำสุดท้ายก่อนที่จะจากกัน

            จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว...

            เสิ่นต้ายาไม่เคยเข้าใจเลยว่าเหตุใดเสิ่นอันอันจึงแสร้งทำเป็นดอกบัวขาวและพยายามทำให้ทุกคนเกลียดชังเธอ พร้อมทั้งแย่งทุกโอกาสในชีวิตของเสิ่นต้ายา เรื่องนี้แม้แต่เสิ่นชิงหลัวเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เธอเคยคิดว่าเป็นที่สันดานส่วนตัว แต่ดูๆ แล้วคงไม่ใช่แค่นั้น

            ในเมื่อเสิ่นอันอันรู้เรื่องซินเดอเรลล่า มีความเป็นไปได้ไหมว่าอีกฝ่ายก็มาจากอนาคตเช่นกัน หรือผู้หญิงคนนี้อาจเป็นเสิ่นอันอันตัวจริงที่ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่

            [โฮสต์ผมตรวจพบคลื่นระบบอื่น]

            เสิ่นชิงหลัวจ้องมองไปที่เสิ่นอันอันที่อยู่บนเวทีด้วยสีหน้าจริงจัง ส่วนในใจก็สนทนากับระบบ

            “บนโลกนี้มีระบบอื่นอยู่อีกเหรอ ไหนนายบอกว่ามีเพียงระบบเดียวที่สามารถทำพันธสัญญากับจิตวิญญาณของโลกได้”

            [ใช่ โลกใบนี้มีแค่ผมเท่านั้นที่ทำพันธสัญญาอย่างถูกต้อง]

            “แล้วระบบอื่นโผล่มาจากไหน?”

            [มันต้องเป็นระบบดำแน่นอน พวกมันลักลอบเข้ามาในโลกต่างๆ อย่างผิดกฎ พวกมันเป็นระบบที่น่าขยะแขยงเป็นที่สุด ระบบแบบนั้นไม่ได้ใช้พลังงานที่ถูกต้องและพวกมันก็ไร้มนุษยธรรมมาก!]

            เสิ่นชิงหลัวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามอย่างไม่แน่ใจว่า “เป็นไปได้ไหมว่าเสิ่นอันอันเป็นโฮสต์ของระบบ? แต่ถ้าเป็นเธอทำไมตอนที่พบกันเมื่อสามปีก่อนนายจึงตรวจสอบไม่พบล่ะ”

            [ใช่ผมตรวจสอบแล้ว มันเป็นเธอ! ส่วนเรื่องที่ผมตรวจไม่พบมาก่อนมันเป็นเพราะระดับของผมเมื่อก่อนนั้นอยู่ต่ำเกินไป แต่ตอนนี้ผมได้รับการยกระดับและมีพลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ]

            “ระดับของนายสูงกว่าระดับของระบบที่ผูกกับเสิ่นอันอันหรือเปล่า?” นี่เป็นสิ่งที่เสิ่นชิงหลัวเป็นกังวล เธอเองก็กลัวว่าเสิ่นอันอันจะรับรู้ได้เช่นกันว่ามีระบบอื่นอยู่แถวนี้

            [แน่นอน! ระบบที่ทำพันธสัญญานั้นเรียกได้ว่าเป็นระบบที่ทรงพลังมากที่สุด ไม่มีทางที่ระบบขยะจะทัดเทียมและจับการมีอยู่ได้]

            “ตรวจสอบได้ไหมว่าระบบของเสิ่นอันอันเป็นระบบอะไร?”

            [รอสักครู่]

            ระบบตัวน้อยหายไปราวๆ สิบนาทีก่อนจะกลับมาด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคือง

            [มันเป็นระบบชั่วร้ายอย่างที่คิด โฮสต์ต้องคิดไม่ถึงแน่ว่าพลังงานที่ระบบขยะใช้มาจากการดูดโชคลาภคนอื่น แต่มันไม่ได้ดูดโชคลาภโฮสต์ของมัน มันกำลังดูดโชคลาภของโฮสต์ของผม!]

            “หืม ฉันไม่เข้าใจ ดูดโชคจากฉันเนี่ยนะ”

            [ฮึ่ม! ระบบสีดำพวกนี้มีหลายแบบ ส่วนใหญ่แล้วหนึ่งระบบจะผูกมัดกับโฮสต์หลายคนตามโลกต่างๆ แต่ระบบของเสิ่นอันอันคนนี้เป็นระบบที่พลังงานต่ำเลยผูกมัดได้แค่เสิ่นอันอันคนเดียว มันเลยพยายามให้เสิ่นอันอันกำหนดเป้าหมายไปที่คนอื่นเหมือนกับเป็นตัวปล่อยสัญญาณ แต่เพราะข้อจำกัดเสิ่นอันอันเลยสามารถเลือกผู้ที่เธอจะผูกมัดได้แค่คนเดียว ซึ่งเธอเลือกร่างของคุณ]

            [โชคลาภ ความรัก หน้าตา หน้าที่การงาน หากชีวิตของโฮสต์ดีไม่ว่าจะด้านไหน ชีวิตของเสิ่นอันอันจะแย่ลง เสิ่นอันอันเลยพยายามทำทุกวิธีเพื่อดึงดูดให้ทุกคนเกลียดชังโฮสต์ โชคดีในโชคร้ายที่โฮสต์ถูกส่งมาที่หยานอันและมีความก้าวหน้าที่นี่]

            “ถึงหน้าตาเสิ่นอันอันจะแย่กว่าเดิม แต่ฉันคิดว่าชีวิตของเธอก็ไม่ได้แย่เลย ไม่อย่างนั้นเธอจะมายืนอยู่บนเวทีได้อย่างไร นายจะบอกว่าตอนนี้ชีวิตของฉันแย่ ชีวิตของเสิ่นอันอันเลยดีอย่างนั้นเหรอ”

            [ไม่ใช่แบบนั้น คือระบบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่โฮสต์เพียงคนเดียว เพียงแค่โฮสต์คือเป้าหมายหลักเท่านั้น คะแนนจากโฮสต์มีค่ามากสุด ระบบนี้ยังดูดโชคลาภจากคนที่เสิ่นอันอันใกล้ชิดและมอบความรักให้หล่อนด้วย ยิ่งคนนั้นมีค่าโชคมากเท่าไรเสิ่นอันอันก็ยิ่งพัฒนาขึ้น]

            “มิน่าล่ะ เสิ่นอันอันเลยอยากเป็นนักแสดงคณะศิลปะ”

            การเป็นนักแสดงในคณะศิลปะมีสิทธิ์ได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตา และโอกาสที่จะได้รู้จักชนชั้นสูงคนใหญ่คนโตย่อมมีมากมายกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอื่น

            [โฮสต์ระบบนี้ต้องถูกกำจัด! ผมจะรีบรายงานให้ระบบหลักรับรู้และให้จิตวิญญาณของโลกบีบบังคับให้มันออกไป]

            “อืม เร่งมือหน่อยก็แล้วกันถ้าระบบดำนั่นถูกยกระดับขึ้นมาจะลำบาก”

            [ผมจะพยายาม]

    คล้ายกับเรื่อง70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก ที่คุณอ่าน