ภรรยาของท่านหมอเฉินซึ่งเป็หมอประจำหมู่บ้านนั้นเรียกค่าอาหารสำหรับเสี่ยวเหยาในราคาที่แพงเอาเื่ แม้จะเห็นว่าทั้งสองพี่น้องนั้นหิวไส้กิ่วจนแทบจะเป็ลมอยู่แล้วก็ไม่ยอมลดราคาให้เลยแม้แต่อีแปะเดียว
ถังฉือเย่อดทนข่มความหิวไว้ เพราะว่าั้แ่เมื่อคืนที่วุ่นวายมาทั้งคืนนางก็ไม่ได้กินข้าวเลย หญิงสาวป้อนโจ๊กให้เสี่ยวเหยาที่กินพร้อมกับแป้งอบอย่างไม่หยุดปาก พอป้อนข้าวน้องสาวเสร็จนางจึงเดินเข้าไปหาท่านหมอเฉินซึ่งได้แนะนำว่า
“แม้ว่าโรคนี้จะอันตราย แต่กินยาสักสามชุดก็ไม่เป็อะไรแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ต้องกินยาอีก อ่อ! แล้วก็อย่าลืมกินของบำรุงเยอะ ๆ หน่อยแล้วกัน”
ท่านหมออธิบาย ก่อนจะชะงักไปนิดหนึ่งแล้วบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “วันนี้อาจจะมีอาการขึ้นมาอีก หากมีอะไรก็ให้มาหาข้านะ”
“ท่านหมอเฉิน” คิ้วของถังฉือเย่ขมวดเข้าหากันจนเป็ปม คิดมาคิดไปก็ยังรู้สึกไม่วางใจ “เมื่อวานข้าวางกับดักเอาไว้บนูเา วันนี้ข้าจะไปดูสักหน่อยว่ามีสัตว์อะไรมาติดกับดักหรือไม่ ข้าจะขอให้น้องสาวอยู่ที่นี่ไปก่อนชั่วคราวได้หรือไม่เ้าคะ เมื่อถึงเวลากินยา รบกวนท่านหมอกับท่านหมอหญิงช่วยป้อนยาให้นางหน่อย นางเป็เด็กดีเชื่อฟัง ไม่ทำให้รำคาญหรอกเ้าค่ะ”
ท่านหมอชรามีทีท่าว่ารู้สึกรำคาญเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงเงินจำนวนสองตำลึงเมื่อคืนแล้ว เขาจึงพยักหน้ารับคำ “ก็ได้ ๆ ข้าน่ะใจอ่อนเสมอยามที่มีคนมาขอร้องเช่นนี้”
“หากมีกระต่าย ข้าจะนำมันมามอบให้ท่านหมอทันทีเ้าค่ะ”
คราวนี้ท่านหมอมีสีหน้าดีขึ้นมาหน่อย เขาพูดพลางโบกมือ “งั้นเ้าก็ไปเถอะ วางใจได้ ข้าจะดูแลน้องสาวเ้าให้ดีอย่างแน่นอน ไม่ต้องห่วง”
หญิงสาวพยักหน้ากล่าวขอบคุณอีกสองสามประโยคก่อนจะออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนนี้นางวางกับดักไว้เจ็ดอัน หากโชคดีวันนี้คงจะชำระหนี้ที่ติดท่านหมอผู้นี้ไว้จนหมด หรือไม่ก็อาจเหลือพอให้เสี่ยวเหยาได้กินบำรุงร่างกายสักตัว
แต่ความที่ต้องทำอะไรหลายอย่างมาั้แ่เช้าทำให้กว่าจะออกมาถึงชายป่าก็สายมากแล้ว นางเห็นฉีจิงกำลังเดินออกมาจากอีกฝั่งหนึ่งแต่ไกล แต่ไม่มีกะจิตกะใจจะพูดคุยหยอกล้ออะไรเขา จึงทักเพียงว่า
“เป็เยี่ยงไรบ้าง?”
คิ้วเรียวยาวของเขาขมวดขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร ซึ่งในขณะที่หญิงสาวเอ่ยถามนั้นนางได้หันไปอีกฝั่งหนึ่ง พร้อมกับตกตะลึงอยู่พักใหญ่ ฉีจิงจึงเป็ฝ่ายพูดขึ้น
“ตอนที่ข้ามาก็เป็แบบนี้แล้ว เหมือนว่ามีคนมาที่นี่ก่อนแล้ว” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับก้มหน้าลงสำรวจก่อนจะค่อย ๆ เดินไปตรงบริเวณที่หญ้านั้นถูกเหยียบจนราบไปหมด พร้อมกับกับดักทุกอันที่นางทำไว้เมื่อวานว่างเปล่า
ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ จากนั้นจึงก้มลงสำรวจดูบ้าง ก็พบว่ามีกับดักห้าอันที่มีสัตว์เข้ามาติด เห็นได้จากขนกระต่ายที่ติดอยู่…กระต่ายห้าตัว!!!
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นหันมองไปยังพุ่มหญ้า แล้วสายตาก็มองเห็นรอยเท้าย่ำลงไปลึกมากอยู่ คนที่หมู่บ้านจวี้เป่านี้ส่วนมากมีรูปร่างผอมแห้งกันทั้งนั้น แม้จะเป็คนตั้งครรภ์ท้องโตก็ตาม อีกอย่างจะมีคนท้องที่ไหนเดินขึ้นมาถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีใครขโมยกระต่ายที่มาติดกับดักของนางไปก็คงมีเพียงคนเดียวเท่านั้น
ถังฉือเย่เหลียวมองสำรวจไปรอบ ๆ พลันนั้นสายตาก็มองเห็นแขนเสื้อสีฟ้าที่ขาดอยู่ครึ่งหนึ่งติดอยู่บนกิ่งไม้ นางเอื้อมมือไปหยิบลงมาถือไว้ในมือ
ฉีจิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ใช้สายตามองดูนางอย่างเงียบ ๆ ถังฉือเย่เป็เด็กอายุเพียงสิบสามปีและก็เคยเสียสติมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้สาวน้อยที่สวมชุดกระโปรงยาวสีเทายืนกลางป่าด้วยสายตาเ็า กลับมีใบหน้างดงาม อีกทั้งยังมีกิริยาเหมือนคนได้รับการอบรมมาอย่างดี แตกต่างจากผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะดวงตากลมมนที่เหมือนจะอมยิ้มอยู่ตลอดเวลานั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองดูน้ำแร่บริสุทธิ์สองบ่อ ตาดำขาวตัดกันอย่างชัดเจน เปล่งประกายงดงามราวกับเป็เทพเซียนบน์ ดึงดูดเขาให้เดินตามหลังไปเมื่อเห็นนางเดินกลับลงมาจากูเา
ฉีจิงเห็นนางเดินลุยกอหญ้าที่สูงชะลูดอยู่ตลอดทางจนเสื้อผ้านั้นเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง มองดูแล้วน่าเวทนาเป็ที่สุด
กระทั่งเดินมาถึงหน้าประตูของบ้านตระกูลถัง ถังฉือเย่ก็รัวเคาะประตูพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นจนชาวบ้านในละแวกนั้นที่กำลังออกไปทำไร่ทำนาเพราะเป็ฤดูกาลเพาะปลูก เมื่อได้ยินเสียงคนทะเลาะกันเกิดขึ้นที่ด้านนอก ต่างก็ชะโงกหน้าออกมาหรือไม่ก็มายืนมุงดูกันตามสัญชาตญาณ
“ท่านพี่สาม! หยินเอ๋อร์! เปิดประตูนะ เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ถังฉือหยินข้าบอกให้เ้ารีบเปิดประตูออกมาเดี๋ยวนี้!”
ท่านย่าซุนรีบตะคอกกลับมา “จะมาร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญอะไรกันแต่เช้า วัน ๆ ก็เอาแต่มาร้องไห้หน้าบ้านตระกูลถังของข้า พวกเ้านี่มันเป็ตัวซวยกันทั้งบ้าน คิดว่าคนในตระกูลถังของข้ามันน่ากลั่นแกล้งนักใช่มั้ย?”
รอบ ๆ บริเวณนั้นเกิดเสียงฮือขึ้น ผู้คนต่างหันไปซุบซิบนินทากันไปต่าง ๆ นานา แต่ถังฉือเย่ไม่สนใจ นางเจ็บใจ…เจ็บใจจนร้องไห้ออกมาหายใจแทบไม่ทัน ไม่เหมือนวังซื่อที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนนางร้ายในละคร!
หญิงสาวฟังเสียงก่นด่าของท่านย่าซุนที่ดังแทรกเข้ามากับเสียงร้องไห้ของตัวเอง ผ่านไปพักใหญ่นางจึงพยายามสะกดกลั้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าวางกับดักกระต่ายไว้บนูเา มีกระต่ายห้าตัวมาติดกับดักข้า แต่กลับถูกพี่สามขโมยไป ข้าไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรแล้ว…เมื่อคืนน้องสาวข้าก็ไม่สบาย ข้าต้องอุ้มนางไปหาท่านหมอเฉิน จ่ายเงินไปสองตำลึง แถมยังติดสัญญาด้วยกระต่ายห้าตัว ตอนนี้น้องสาวข้ายังนอนอยู่ที่โรงหมอกินยาอยู่เลย แต่ถังฉือหยินกลับพยายามพังกับดักของข้า เอากระต่ายของข้าไป ข้าทำสัญลักษณ์เอาไว้อย่างชัดเจนแล้วแท้ ๆ นั่นมันเป็กับดักของข้า เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน”
ถังฉือเย่พูดไปก็ร้องไห้ไป นางพูดนั่นพูดนี่ฟังแล้วเหมือนเด็กเวลาโกรธจัดแล้วพูดจาไม่รู้เื่ ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งทุกคนจึงจะจับใจความสำคัญได้ จากนั้นทุกคนก็ขมวดคิ้วไปตาม ๆ กัน
สุภาษิตว่าไว้อาศัยอยู่กับูเาก็ต้องหากินทีู่เา เดิมทีูเานั้นเป็สถานที่ซึ่งใครก็สามารถเข้าไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน แต่กระนั้นก็ยังมีกฎเกณฑ์อยู่ ใครก็ตามที่วางกับดักเอาไว้ล้วนต้องทำสัญลักษณ์อย่างชัดเจน อย่างแรกแน่นอนว่าเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นบุกรุกเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจ อีกอย่างก็เพื่อบอกกับคนอื่นว่า ‘ที่ตรงนี้มีเ้าของแล้ว’
ธรรมดาแล้วคนอื่นจะไม่เข้าไปยุ่ง กฎนี้แม้แต่เด็กสามขวบในหมู่บ้านก็ยังรู้ และไม่มีทางทำผิดกฎอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าหัวขโมยจะเป็คนที่เกียจคร้านก็ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนกฎง่าย ๆ พวกนี้แน่! มิเช่นนั้นแล้วกับดักที่วางไว้พอมีสัตว์มาติดก็ถูกขโมยไปอย่างง่ายดาย เื่ราวความขัดแย้งคงมีให้ต้องวุ่นวายกันไปหมดแน่ ดังนั้นคนที่กล้าทำผิดกฎนี้จะต้องตกเป็เป้าสายตาของผู้คนทั้งหมู่บ้านอย่างไม่มีข้อสงสัย
แล้วก็เป็ดังคาด เพราะไม่นานนักก็มีคนอดใจไม่ไหวพูดขึ้น “แม่เฒ่าซุน คนที่บ้านของท่านจะไม่พูดอะไรหน่อยหรือ ว่าพวกเขาเป็คนทำหรือเปล่า?”
ภายในบ้านเริ่มเงียบเสียงลงราวกับไม่มีคนอยู่ แม้แต่ท่านย่าซุนเองก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา จากนั้นไม่นานนักถึงจะมีคนพูดมาท่ามกลางความเงียบ
“ข้าเห็นแล้ว เมื่อเช้าข้าเห็นว่าหยินเอ๋อร์แบกกระต่ายลงมาจากูเาหลายตัว พอข้าเรียกก็กลับทำเป็ไม่ได้ยิน”
“ข้าก็เห็น! ข้ายังคิดอยู่เลยว่าเ้าถังี้เีอย่างนี้จะจับกระต่ายได้อย่างไร กระต่ายพวกนั้นทั้งใหญ่และยาว!”
“ใช่ ๆ อย่ามัวแต่ซ่อนตัวอยู่เลย รีบออกมาเร็วเข้า!”
“จริง ๆ เลย แกล้งตายกันหรืออย่างไร รีบออกมาเร็วสิ!”
ทุกคนในที่นั้นต่างช่วยกันะโ จนในที่สุดท่านย่าซุนก็ทนไม่ไหวต้องเปิดประตูออกมาพร้อมกับด่ากราดด้วยความโกรธเกรี้ยว
“อะไรกัน! พวกเ้ากำลังพูดบ้าอะไรกัน ข้าเลี้ยงดูนางมาตั้งหลายปี แค่กินกระต่ายของนางไปไม่กี่ตัว มันจะอะไรกันนักกันหนา!” จากนั้นจึงหันมาเล่นงานถังฉือเย่โดยตรง
“ไอ้เด็กชั่ว ไม่รู้จักบุญคุณคน กล้าดีอย่างไร ถึงได้เรียกให้คนอื่นมาทำความเดือดร้อนให้ข้า! ทำไมนะ…ทำไมเ้าไม่รีบตาย ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด ข้าเห็นแล้วรำคาญใจเสียจริง”
ในระหว่างที่กำลังด่าทออยู่นั้น นางก็เดินมาข้างหน้าแล้วเตะเข้าที่หญิงสาวที่ไม่ทันได้ระวัง ตอนที่นางกำลังจะหลบ ขาของท่านย่าซุนก็ลอยมาแล้ว ถังฉือเย่ล้มลงกับพื้น ด้วยถูกเตะเข้าที่เอวอย่างจัง
หญิงชราที่ดูบอบบางไม่มีแรง ใครจะคิดว่าเพียงชั่วพริบตาจะทำให้นางล้มกลิ้งลงไปนอนกับพื้น!...นางหลบช้าไปหน่อย คิดไม่ถึงว่าหญิงแก่คนนี้จะมือเท้าไวแถมยังมีเรี่ยวแรงเยอะขนาดนี้!”
ถังฉือเย่ไม่ทันจะได้คิดอะไรมากความเ็ปที่ได้รับนั้นทำให้น้ำตาไหลรินออกมา สายตาพร่ามัวนั้นได้กวาดไปที่ชาวบ้านและสะดุดเข้ากับคนที่คุ้นเคย ทั้งสองคนสบตากันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฉีจิงจะเดินจากไป
แต่การลงไม้ลงมือของท่านย่าซุนในครั้งนี้กลับทำให้ชาวบ้านทุกคนรู้สึกโกรธมาก ทุกคนจึงรีบเข้ามาช่วยพยุงนางขึ้นจากนั้นส่งเสียงตำหนิออกมาพร้อมกัน
หญิงสาวที่ทนเจ็บจนยืนไม่ไหวทำให้ต้องนางต้องพิงท่านป้าคนหนึ่ง พร้อมกับร้องไห้และโต้เถียงออกมา “ข้าไม่กล้าที่จะลำเลิกบุญคุณกับท่านย่าหรอก เพียงแต่กระต่ายไม่กี่ตัว แต่น้องสาวของข้านางกำลังป่วยอยู่ ข้ายังติดหนี้ท่านหมอเฉินต้องให้กระต่ายอีกหลายตัว …อีกอย่างท่านย่าได้ไล่พวกเราออกมาแล้ว ทำไมยังแย่งกระต่ายของข้าไปอีก! เมื่อวานตอนที่เจอพวกเขาข้ายังสอนพวกเขาให้รู้จักวางกับดักอย่างละเอียดอยู่เลย พวกท่านก็ทำกับดักเองได้ ทำไมพี่สามถึงได้มาขโมยของของคนอื่นเยี่ยงนี้”
เมื่อได้ฟังแล้ว สีหน้าของทุกคนในที่นั้นก็เริ่มรู้สึกแย่หนักขึ้นไปอีก!
.
.
.