กลับเป็นหมิงเป่าจูที่รู้สึกได้ว่ามือบนศีรษะเลื่อนกลับไปที่เอวโอบกอดนางอีกครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ จึงเงยหน้าขึ้นมอง
เมื่อสายตาประสานกัน หัวใจของหมิงเป่าจูกลับเต้นระรัว รั้งสายตากลับมาด้วยความเก้อเขินตรงข้ามกับหลี่ไหวฺอวี้ที่ยังมองนางอยู่สักพัก
ไม่ถูกสิ นางไม่ได้โอบเอวเขาเสียหน่อย จะต้องเขินอะไรกัน
แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่หมิงเป่าจูก็ไม่กล้าหันกลับไปมองอีก
ทันใดนั้นก็มีเสียงวิ่งตะบึงมาจากป่าลึกสัตว์ร้ายบนเนินเขาจึงเริ่มเคลื่อนไหว มันตะกุยกรงเล็บทั้งสี่กับพื้น ก่อนจะวิ่งไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
ทรายละเอียดกลิ้งลงมาด้านล่างเนินเขาและส่วนใหญ่หลี่ไหวฺอวี้ก็รับไปเต็มๆ
หมิงเป่าจูเห็นเขาในสภาพทุลักทุเลก็นึกขันแต่ไม่กล้าหัวเราะกลัวว่าถ้ามีเสียงอันใดแม้แต่น้อยจะดึงความสนใจของสัตว์ร้ายให้ย้อนกลับมาอีก
หลี่ไหวฺอวี้มองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย รั้งมือทั้งสองข้างกลับมา เปลี่ยนเป็นจับข้อมือข้างหนึ่งของนางแล้วจูงเดินลงเขาอย่างระมัดระวัง
ทั้งสองต่างเงียบไม่พูดอะไร คอยสังเกตความเคลื่อนไหวจากรอบด้านจนกระทั่งลงมาถึงเชิงเขาแล้วหมิงเป่าจูถึงพรูลมหายใจยาวอย่างโล่งอก
“โชคดีที่ท่านมา”
มิเช่นนั้น หากอาศัยแค่ตนเองเพียงลำพังคงถูกสัตว์ร้ายตะครุบและฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ตั้งแต่เนินเขาแห่งนั้นแล้ว
“ไม่รู้จักหาที่หลบซ่อนตัวหรือไร” การวิ่งหนีมีแต่จะกระตุ้นความปรารถนาในการล่าเหยื่อของสัตว์ป่า
หลี่ไหวฺอวี้เดินนำอยู่ด้านหน้า แม้แต่ขณะพูดคุยก็ไม่เอี้ยวศีรษะกลับมาและไม่หยุดเดินแม้แต่ก้าวเดียว น้ำเสียงไม่นับว่าดี แต่ไม่ถึงกับแย่เจือไปด้วยโทสะที่ยากจะสังเกตได้
“ฟ้ามืดเกินไป แยกแยะสิ่งใดไม่ได้เลย” ถึงนางอยากจะหลบปานใดก็ต้องมีที่ให้หลบก่อนกระมัง
นางเดินตามอยู่ด้านหลังเขาโดยไม่เข้าใจว่าหลี่ไหวฺอวี้กำลังโมโหอะไรอยู่เห็นแก่ที่เขาตามมาช่วยชีวิต หมิงเป่าจูจึงตัดสินใจว่าจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเขา
“นอกจากแข้งขาไม่ดี ตาก็ยังฝ้าฟาง” หลี่ไหวฺอวี้บ่นงึมงำ
หากมิใช่ว่าสู้ไม่ได้ หมิงเป่าจูก็คงยกเท้าถีบเขาไปแล้วยันให้หน้าคะมำจมดินไปเลย
ต่อให้ขาดีแค่ไหนจะวิ่งเร็วกว่าสัตว์ป่าได้หรืออีกอย่างต้นไม้ในป่าล้วนสูงตระหง่านจนบดบังทั้งท้องฟ้าและแสงแดดในเวลากลางวันตกกลางคืนนางเห็นไม่ชัดก็น่าจะมีเหตุผลมากพอจะให้อภัยอยู่กระมัง
“ท่านมองเห็นได้อย่างไร”
ขณะที่โทสะกำลังแล่นขึ้นสมอง หมิงเป่าจูพลันนึกขึ้นได้เขามองเห็นในที่มืด ซ้ำยังคว้าตนเองอย่างแม่นยำได้อย่างไรมิหนำซ้ำยังเดินลงเขาได้อย่างราบรื่น
นางแทบจะมองอะไรไม่เห็น ต้องให้เขาจับมือแล้วคลำทางไปข้างหน้าเอาแต่เขากลับสามารถเดินได้สบายๆ อย่างไร้อุปสรรค
“เพราะข้ายังหนุ่มอยู่น่ะสิ”
เป็นถ้อยคำที่กวนประสาทอย่างยิ่ง
หมิงเป่าจูจดจ้องท้ายทอยของคนที่อยู่ข้างหน้าอยากจะบ้องกะโหลกเขาสักที แต่ขณะเดียวกันก็เกิดลังเลใจ หรือจะเป็นเพราะนางข้ามภพมาร่างจริงอายุมากแล้ว สายตาก็เลยไม่ดีใช่หรือไม่
ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด สายตาของนางเวลากลางวันก็ดียิ่งกลางคืนเห็นไม่ชัดก็เป็นธรรมดา คนทั่วไปก็เป็นเช่นนี้กันหมดทุกคน
หากมิใช่ว่าตนเองแก่ ก็เหลือคำอธิบายเพียงอย่างเดียวก็คือหลี่ไหวฺอวี้ไม่ใช่มนุษย์!
“อย่าคิดว่าเป็นวีรบุรุษช่วยโฉมงามไว้ครั้งหนึ่งแล้วจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา”
ตอนแรกยังสวมหน้ากากเรียกคุณหนูอย่างนั้นผู้น้อยอย่างนี้ยิ่งอยู่ร่วมกันนานเท่าใดหมิงเป่าจูก็ยิ่งเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขามากขึ้นเท่านั้นปากก็ยิ่งร้ายกาจไม่มีความเกรงใจ ชอบยั่วโมโหคนเป็นที่สุด
“วีรบุรุษข้ายอมรับ แต่ช่วยโฉมงาม...หึ”
เสียงกระแทกส้นเท้าถี่ๆ ดังมาจากด้านหลังดูเหมือนว่าหลี่ไหวฺอวี้จะตกใจกับคำพูดของคนที่อยู่ข้างหลังจึงหยุดเดินกะทันหันแต่ยังไม่หันกลับมามอง
มีเพียงเสียงหัวเราะหึๆ ที่ดังออกมาจากจมูกของเขา
จู่ๆ เขาก็หยุดเดินโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า หมิงเป่าจูยั้งไม่ทันชนเข้าไปเต็มเปาหลังจากถอยออกมายืนมั่นคงแล้วถึงตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอย่างไรก็ฉุนจัดแทบอยากจะกัดคน
ล้อเลียนนางหรือ นี่นางกำลังถูกล้อเลียนอยู่หรือ!
หมิงเป่าจูยังไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนอง คนที่อยู่ข้างหน้าก็พูดขึ้นมาอีกประโยคที่ทำให้นางสามารถทำลายล้างโลกนี้ได้เลย
“อยู่ต่อหน้าเจ้า ข้าไม่มีทางเกิดอารมณ์ปรารถนาอะไรได้ทั้งนั้น”
หลี่ไหวฺอวี้หันกลับมา ใช้สายตาจาบจ้วงมองไปทั่วร่างกายของหมิงเป่าจูท้ายที่สุดจึงมาหยุดที่หน้าอกของนาง “จิ๊ๆ”
เมื่อเห็นดวงตาปานจะพ่นไฟของหญิงสาวไฟโทสะที่มิอาจหาสาเหตุได้ในหัวใจก็มอดดับในพริบตา เขายิ้มอย่างชั่วร้ายหมุนตัวกลับแล้วเดินต่อไป
อย่าขวางเชียวนะ ใครก็อย่าคิดมาขวางวันนี้นางต้องสู้ตายกับบุรุษปากเสียผู้นี้ให้ได้!
นึกถึงคำพูดของหลี่ไหวฺอวี้ หมิงเป่าจูก็ดึงคอเสื้อก้มศีรษะลงไปมองก่อนขบริมฝีปากล่างไว้แน่น จำต้องยอมรับ ดูเหมือนว่าเขาจะพูดไม่ผิด
เพราะถูกหมิงเถี่ยจู้สามีภรรยาทรมาทรกรรมมาหลายปีร่างกายของนางในตอนนี้จึงเติบโตได้ไม่ดี ทั้งผอมแห้งอ่อนแอ ไม่มีส่วนใดที่ดูได้เลยแม้แต่ตนเองก็ยังนึกรังเกียจ
ตอนนี้นางพอมีเงินบ้างแล้ว ชีวิตของนางกับน้องชายก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่องโภชนาการและการบำรุงร่างกายย่อมตามมาแต่จะเติบโตได้อีกแค่ไหนก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
เมื่อคิดเช่นนี้ หมิงเป่าจูก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
ยามนี้ในหมู่บ้านแทบไม่มีใครออกมาเดินนอกบ้านกันแล้วรอบบริเวณจึงเงียบเหงาวังเวงและหนาวเย็น หมิงเป่าจูไม่กล้าทิ้งระยะห่างมากเกินไปรีบเงยหน้าขึ้นมองหาเงาร่างของหลี่ไหวฺอวี้
เคราะห์ดีเขายังไม่ไปไหนไกล เดินทอดน่องช้าๆเพียงพอให้หมิงเป่าจูที่ยืนอึ้งอยู่นานยังมองเห็นและเดินตามทัน
“พี่หญิง เหตุใดให้พี่ไหวฺอวี้ไปนอนข้างนอกเล่า” หมิงเป่าอวี้มายืนอยู่ด้านหน้าหลี่ไหวฺอวี้บดบังสายตาของหมิงเป่าจู
ท่าทางปกป้องเยี่ยงนั้นทำให้หมิงเป่าจูเบิกตาโตนี่คือน้องชายของนางหรือน้องชายของเขากันแน่ เหตุใดถึงไม่เข้าข้างพี่สาวแท้ๆของตนเองเลยเล่า
ที่สำคัญนางจะอธิบายให้น้องชายฟังอย่างไร ว่าเพราะเหตุใดถึงทำเช่นนี้
“เจ้าอย่ายุ่ง”
หางตาของหมิงเป่าจูชำเลืองไปเห็นหลี่ไหวฺอวี้นั่งอยู่บนเตียงด้วยสายตาท้าทายและกระหยิ่มยิ้มย่องแต่เมื่อน้องชายนางหันกลับไป เขาก็เปลี่ยนเป็นท่าทีอับจนหนทางในฉับพลัน
สีหน้าอดกลั้นแฝงไปด้วยความโกรธขึ้ง
“เป่าอวี้ ช่างเถอะ ข้าออกไปนอนข้างนอกสักคืนก็ได้ถึงแม้ไม่รู้ว่าข้าไปทำให้พี่สาวเจ้าไม่พอใจตรงไหน แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หายแล้วอาศัยใต้ชายคาผู้อื่นก็อย่างนี้เอง เจ้าอย่าใช้อารมณ์กับพี่สาวของตนเองเลยข้าไม่เป็นไร”
หลี่ไหวฺอวี้พูดให้หมิงเป่าอวี้ฟัง ราวกับได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างใหญ่หลวงและเขาก็เข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดี เต็มใจที่จะกล้ำกลืนความอยุติธรรมไม่คิดจะถือสาหาความกับหมิงเป่าจู
ขณะเดียวกัน พอหมิงเป่าอวี้หันหลังไปเขาก็เลิกคิ้วให้หมิงเป่าจูมองดูนางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่จนใจทำอะไรไม่ได้
“พี่หญิง อากาศหนาวเพียงนี้ พี่ไหวฺอวี้ร่างกายอ่อนแอหากล้มป่วยก็ต้องให้ท่านมาดูแลอีก ให้เขานอนในห้องเถิดขอรับ” หมิงเป่าอวี้เป็นเด็กที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ถึงถูกหลอกใช้ได้ง่ายๆ
ทั้งสองต่างพูดกันคนละประโยคเหตุไฉนทำไปทำมาถึงกลายเป็นนางที่ดูเป็นคนไร้เหตุผลกันเล่า
ในที่สุดแผนการชั่วร้ายของหลี่ไหวฺอวี้ก็สำฤทธิ์ผล
หมิงเป่าจูกระแทกประตูเสียงดัง กลับห้องนอนด้วยความโมโห
เป็นดังคาด
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อมากินอาหารเช้าที่โต๊ะ
หลี่ไหวฺอวี้หาถ้วยและตะเกียบของตนเองไม่เจอจึงหันไปทำหน้าสีหน้าลำบากใจกับหมิงเป่าอวี้ ก่อนที่จะยอมรับชะตากรรมลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอะไรกินเอง
ทว่าก็เห็นว่าบนเตาไฟมีถ้วยกับตะเกียบวางอยู่ในถ้วยมีหมั่นโถวลูกใหญ่อยู่ลูกหนึ่ง พอหยิบขึ้นมา ใต้นั้นยังมีเหมยกันไช่ [1] ที่ผัดแล้ว เปิดดูในหม้อก็ยังมีข้าวต้มร้อนๆเหลือไว้ให้โดยเฉพาะ
หลี่ไหวฺอวี้ยืนอยู่ข้างเตาไฟ
ภาพของใครบางคนที่พร่ำบ่นไม่หยุดปากพลันปรากฏขึ้นในสมองโมโหไปก็ทำกับข้าวไป ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มอย่างอดไม่ได้ความอบอุ่นอ่อนโยนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ส่วนสตรีที่ปากแข็งใจอ่อนผู้นั้น บัดนี้ได้มาถึงเรือนด้านหลังของหอหมื่นสมบัติแล้วกำลังรอรับเงินของตนเองอยู่
เชิงอรรถ
[1] เหมยกันไช่คือผักเหมยดองเค็มตากแห้ง