ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่27 เกินตัวมั้ยบาส

    ร้านเนื้อย่างหนูศรีเป็นร้านแบบเปิดโล่ง เข้ามาในซอยเล็กๆจะเห็นร้านตั้งอยู่ตรงหัวมุม เมื่อเข้ามาจะเป็นลานปูนหยาบๆ มีเก้าอี้พลาสติกและโต๊ะพับง่ายๆ มีป้ายราคาบอกชัดเจนว่าเนื้อย่างชุดละเท่าไหร่160 ชุดเล็ก 200 ชุดใหญ่ เพิ่มน้ำจิ้ม 20 ปลาหมึก 50 หรือจะเอาแบบรวมๆก็ได้“จะเอาแบบไหนดีบาส หมูล้วนหรือแบบรวมๆ” พี่เมย์ถาม “เอาแบบรวมๆดีกว่าพี่ ถ้ากินแต่หมูอย่างเดียวเลี่ยนตายเลย” กินเนื้อย่างต้องกินให้หลากหลายสิ หากกินแต่หมูตั้งแต่ต้นจนจบจะไปอร่อยอะไร “เอาตามนั้น” จากนั้นพี่เมย์ก็หันไปบอกพนักงานร้าน เป็นหญิงสาวที่แต่งชุดนักเรียนโนนเหล็ก คาดว่าคงมาทำพาร์ทไทม์ตอนเย็น “เอาชุดใหญ่สองชุดแบบรวมนะ”“ค่ะ รอสักครู่นะคะ” พนักงานเดินเข้าไปหลังร้าน พี่เมย์นั่งลงบนเก้าอี้ บาสนั่งข้างๆ “บรรยากาศของที่นี่ไม่เลวเลยนะพี่ แต่ร้านค่อนข้างหายากไปหน่อย” ร้านเข้ามาในซอย หากไม่ใช่คนในพื้นที่เข้ามาอาจหลงได้ง่ายๆ และนี่คือข้อเสียของมัน“นั่นสิ แต่ส่วนมากก็มีแต่นักเรียนที่มากินแหละ” พี่เมย์กำลังนับเงินในมือ มันคือแบงค์ร้อยห้าใบ “เหลืออีกหนึ่งร้อยจะทำไรดีบาส”“อืมม์...ซื้อปลาหมึกสดเป็นไง ห้าสิบบาทแล้วก็หมึกกรอบจะได้ครบห้าร้อยพอดี” บาสเสนอ “ตามนั้น” เมื่อเป็นอย่างนั้นจึงใช้เงินไปจนหมด 500 พ่อรุ้งไม่ได้ว่าอะไรที่พี่เมย์ใช้เงินหมด นานๆทีกินก็ต้องมีปล่อยของกันบ้าง อีกอย่างพ่อรุ้งก็อยากกินให้พุงกางเหมือนกัน ขับรถกลับบ้านก็เป็นช่วงหนึ่งทุ่มพอดี การขับรถบ้านนอกน่ะแมลงเยอะอย่าบอกใคร โชคดีที่พ่อรุ้งใส่หมวกกันน็อค แมลงจึงบินชนกระจกหมวกส่วนบาสและพี่เมย์นั่งหันหลัง แมลงส่วนใหญ่จึงกระทบหลังจนเจ็บแต่พวกเขาก็ไม่ได้บ่น
    “แม่ ก่อไฟตั้งเตาถ่านเร็ว ส่วนน้ำไปล้างกระทะนะ” เมื่อมาถึงบ้านพ่อรุ้งก็สั่งงาน“พ่อจะทำอะไรเหรอ” แม่หน่อยถามงงๆ จะให้ก่อไฟตั้งเตาทำไม ซื้ออะไรมาย่างกินงั้นเหรอ?พ่อรุ้งกำลังจะตอบแต่พี่เมย์ชิงตัดหน้าเสียก่อน เธอยกถุงเนื้อย่างสองมือโชว์ให้ดู “ดูนี่สิคะแม่ เนื้อย่างสองชุด!”“อ๋อ ที่แท้ก็ซื้อเนื้อย่างมากินนี่เอง แต่วันนี้แม่ทำ...” “ไม่เป็นไรหรอกน่าแม่ วันนี้ขายได้ตั้งห้าพันกว่า ให้เด็กๆได้กินอะไรดีๆบ้าง กินแต่เดิมๆเดี๋ยวจะไม่มีแรง” พ่อรุ้งรู้ว่าแม่หน่อยจะพูดอะไร อาหารคงทำรอไว้แล้ว หากมากินเนื้อย่างอาหารที่ว่าคงต้องทิ้งหรือไม่ก็ใส่ตู้เย็นไว้กินพรุ่งนี้ แต่ถึงอย่างนั้นรสชาติมันคงไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามพ่อรุ้งก็ไม่ได้สนใจ วันนี้ขายได้เยอะอยากพักผ่อนสักหน่อย อาหารมื้อเดียวไม่ได้มากเกินเลย“ได้ งั้นเดี๋ยวแม่ก่อไฟให้นะ” แม่หน่อยตกลง“ดีๆ เดี๋ยวพ่อยกเตาออกมาให้นะ” พ่อรุ้งรีบไปช่วย“งั้นเดี๋ยวน้ำไปล้างกระทะนะคะ”
    แบ่งงานกันเรียบร้อย พี่เมย์กับบาสรับหน้าที่ล้างผักที่ซื้อมากับเอาหมูใส่ชามใหญ่ ผักที่ร้านไม่มีใครรู้ว่าเขาล้างจริงหรือเปล่า ถึงแม้ถูกไฟแล้วจะสะอาดก็เถอะ แต่แม่หน่อยก็ยังสั่งให้ล้างอยู่ดีพ่อรุ้งยกเตามาหน้าบ้าน ไม่ได้กินใต้ถุนเพราะมันดูอึดอัดเกินไป กินตรงนี้สามารถมองเห็นดาวบนฟ้าได้ อีกทั้งกลิ่นเนื้อย่างจะกระจายออกไปไม่กระจุกอยู่แต่ใต้ถุนบ้าน พี่น้ำมาพร้อมกับเสื่อสองผืนและกระทะเนื้อย่างเล็กๆ บาสจำไม่ได้เหมือนกันว่าใครซื้อกระทะอันนี้ แต่ดูจากลักษณะของมันน่าจะหลายปีไม่น้อย ไฟกำลังติดได้ที่ก็ใส่มันหมูชุ่มๆลงไป ตามด้วยน้ำซุปจากร้าน ผักต่างๆ กลิ่นหอมของเนื้อย่างทำให้พ่อรุ้งกลืนน้ำลาย รีบใช้ตะเกียบจัดแจงเนื้อหมู บาสเองก็มีความสุขไม่น้อยแต่ว่า....ทันทีที่เห็นเนื้อหมูในชามถึงกับหายหิว มันไม่ใช่เนื้อหมูที่เป็นชิ้นเป็นอัน หากเป็นผังผืดยาวพรืดดูไม่น่ากิน ดูไปแล้วนี่มันเศษเนื้อไม่มีราคาเอามาขายได้ยังไงนะ“เป็นไรล่ะบาส ไม่กินเหรอ?” พี่น้ำถาม เธอกำลังเคี้ยวเนื้อหมูตุ่ยๆเต็มปากเต็มคำ“กินสิ แต่ไม่รู้ว่าจะกินส่วนไหนก่อน...อืมม์ งั้นกินนี่แล้วกัน” บาสคีบเส้นที่หั่นใหญ่ๆไม่ได้รูปร่างสีน้ำตาลขึ้นมา“หมึกกรอบเหรอ” “ใช่...กรอบ แต่ไม่รู้ว่าจะกรอบจริงหรือเปล่านะ ต้องลองก่อน” หมูไม่น่ากินบาสจึงเลือกที่จะกินหมึกกรอบ แต่ถึงอย่างนั้นทางร้านกลับหั่นได้ห่วยบรรลัย รูปร่างที่หั่นเหมือนขอไปที เหมือนกับว่าเราขอมันกินฟรีอย่างนั้นแหละ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรสชาติน้ำจิ้มก็ถือเป็นตัวเเปรสำคัญเหมือนกัน ถึงทุกอย่างจะห่วยแต่ถ้าน้ำจิ้มไปได้มันก็ยังน่าให้อภัย“เอาล่ะไหนลองดูซิ...” บาสลวกหมึกกรอบเสร็จแล้ว จิ้มน้ำจิ้มสีแดงสดแล้วเอาเข้าปาก “เป็นไงบ้างบาส อร่อยปะ” พี่เมย์ถามด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเนื้อย่างร้านหนูศรีจะถูกปากเธอไม่น้อย คนอื่นเองก็เหมือนกัน ทุกคนต่างมีสีหน้าผ่อนคลาย“อร่อยสิ ให้กินทั้งวันยังได้เลย” เขาฝืนเคี้ยว ให้ตายเถอะหมึกนี่เหนียวจริง“ใช่มั้ยล่ะ” ที่จริงบาสอยากจะพูดว่าไม่อร่อย เนื้อย่างร้านนี้ตั้งแต่หมูจนถึงพริกห่วยแตกอย่าบอกใคร ทำไมเขาถึงกินคนเดียวไม่อร่อยแต่คนอื่นกลับอร่อยล่ะ นี่ใช่ลิ้นกระแดะหรือเปล่า? เปล่าเลย เพราะช่วงเวลาที่ห่างกันบาสจึงได้กินอาหารที่หลากหลายกว่า แม้จะเป็นเนื้อย่างราคาถูกในเมืองยังอร่อยกว่านี้ แต่ที่ทุกคนอร่อยเป็นอันเข้าใจได้ พวกเขาไม่เคยกินร้านอื่นกินแต่ร้านเดียว จึงไม่รู้ถึงรสชาติความต่างนั้นว่าอร่อยหรือไม่อร่อยแต่อย่างใดก็ตาม การกินพร้อมหน้าแล้วคุยกันแบบนี้ ช่วยให้เขาลืมรสชาติของมันไป มีเพียงรอยยิ้มของทุกคนก็พอแล้ว
    บรรยากาศบ้านนอก นั่งกินกลางแจ้ง มองดาวบนท้องฟ้า ฟังเสียงแมลงร้องจนแสบแก้วหู เนื้อส่งควันหุยๆเเละน้ำโค้ก ช่วยทำให้เขาร่าเริงและมีความสุขหลังจากกินเสร็จบาสก็ขึ้นชั้นบน ส่วนพี่เมย์ไปเปิดไฟดักแมลง ตอนแรกชวนบาสไปด้วย แต่บาสยืนกรานว่ายังไงก็ไม่! ที่นั่นเป็นที่ขนหัวลุกต่อให้ตายก็ไม่ไปหรอก “กำลังคิดอะไรอยู่เหรอบาส” พี่น้ำที่กำลังนั่งอ่านหนังที่ปลายฟูกถาม เธอสวมชุดกีฬาสีส้ม ผมดำยาวปล่อยสยายลงมา เธอดูเหมือนกับดาวโรงเรียนต่างจากน้องชายอย่างเห็นได้ชัด “หรือว่าคิดถึงยายบีส”“ใช่ที่ไหนล่ะพี่ แค่กำลังคิดถึงการตั้งร้านเท่านั้น” บาสรีบส่ายหน้าปฏิเสธ ถึงแม้จะคิดถึงหน่อยๆก็เถอะ“ตั้งร้าน? ตั้งร้านอะไรไม่ใช่ว่ามีร้านขายปลาอยู่แล้วเหรอ” พี่น้ำงุนงง ทำไมถึงต้องตั้งร้านนะ ไม่ใช่ว่ามีอยู่แล้วเหรอ“ร้านเนื้อย่าง”“ร้านเนื้อย่าง! มีสูตรเหรอถึงอยากทำ” พี่น้ำหยุดอ่านหนังสือชั่วครู่ ก่อนจะมองหน้าบาส“มีอยู่แล้ว แต่มันติดปัญหาหลายอย่าง” “ปัญหาอะไรไหนลองบอกพี่มาหน่อย เผื่อพี่จะช่วยอะไรได้” พี่คนโตคือเสาหลักของบ้าน ย่อมต้องให้คำปรึกษาน้องๆ และเวลาไหนล่ะ? ก็เวลานี้ไงบาสเดินไปยืนตรงหน้าต่าง มองออกไปหน้าบ้าน “เรื่องที่และเวลา”“ที่ เวลา? ยังไงอ่ะ” พี่น้ำยังคงไม่เข้าใจ “ที่ตั้งร้านไงพี่ คนในตลาดเยอะใช่มั้ยล่ะ มันเหมาะที่จะตั้งร้านหากหาทำเลดีๆได้ล่ะก็ เงินจะเข้ามาไม่ขาดสาย ส่วนเวลาก็คือ บาสไม่มีเวลาและแรงที่จะไปทำตรงจุดนั้น เพราะที่ทำอยู่นี่ก็แทบไม่ได้หยุด”พี่น้ำหมุนปากกาในมือ ใบหน้ากำลังครุ่นคิด สักพักจึงพูดว่า “มันไม่ใช่แค่นั้นนะบาสไหนจะเรื่องเงินอีก มันเป็นไปไม่ได้ที่บาสจะตั้งร้านเนื้อย่างที่ตลาด ไหนจะเรื่องเรียน ใกล้สอบปิดเทอมใหญ่แล้วนี่ ไหนจะสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนโนนเหล็กอีก พี่ว่าบาสเลิกคิดถึงเรื่องตั้งร้านก่อนเถอะ” บาสเงียบและนั่นทำให้พี่น้ำกังวล “พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ เอางี้มั้ย...ลองมาขายหน้าบ้านก่อน ทำเป็นเพิงเล็กๆขายแค่ตอนเย็น แล้วจากนั้นค่อยขยับขยายไปขายที่ตลาด” “ขายตอนเย็นเหรอ...แล้วแบบนั้นใครจะช่วยพ่อรุ้งขายที่ตลาดล่ะ” เขาเองก็คิดว่ามันเป็นไปได้ ตั้งขายหน้าบ้านไม่ได้ไปเช่าที่ใคร คนในหมู่บ้านก็เยอะหากทำอร่อยพูดกันปากต่อปากยังไงก็ขายได้ แต่ก็ติดปัญหาอยู่เหมือนกัน“พี่จะขายปลาดุกย่างกับพ่อแล้วก็ยายเมย์ไง ส่วนบาสขายหมูปิ้งตอนเช้าตอนเย็นก็ขายเนื้อย่าง ดีมั้ยล่ะ” พี่น้ำเสนอบาสนั่งลงที่ฟูก มองพี่น้ำก่อนจะบอกว่า “ถ้าทำแบบนั้นแม่จะเหนื่อยเกินไป บาสไม่อยากให้แม่เหนื่อยกว่านี้แล้ว” แม่หน่อยช่วยเขาแล่หมูไหนจะช่วยเสียบไม้ไปขายตอนเช้า ตกบ่ายก็ทำปลาดุกให้พ่อรุ้งไปย่างขาย แล้วถ้าหากมาเปิดเนื้อย่างอีกนี่ไม่ใจร้ายเกินไปเหรอ แม่หน่อยจะไม่ได้พักและนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากให้เกิดพี่น้ำเงียบไป เธอไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้ แม่เหนื่อยมากพอแล้วหากเยอะกว่านี้คงรู้สึกผิดไม่น้อย“นอนก่อนเถอะพี่ ไว้คิดได้บาสจะบอกแล้วกัน”“บาสนอนก่อนเลย เดี๋ยวพี่อ่านหนังสือก่อน”“งั้นฝันดีนะ”“ฝันดีจ้ะ” แล้วบาสก็หลับตาลง............วันรุ่งขึ้นยังได้แมลงกระชอนหลายกิโลเหมือนเดิม พี่เมย์ที่เป็นคนไปดักดีใจไม่น้อย“พี่ บาสยกให้นะ”“ยกให้ หมายถึงอะไร?” พี่เมย์มองบาสงงๆ ยกอะไรให้นะ หมายความว่าไงกัน “ที่ดักแมลงน่ะ บาสยกให้พี่” ถึงแม้บาสจะไม่เต็มใจเท่าไหร่แต่มันก็สมควรเป็นของเธอ ที่นั่นคงไม่เหมาะกับเขาจริงๆ อีกอย่างเขาก็ได้หมูปิ้งเยอะแล้วแบ่งพี่น้องหน่อยจะเป็นไรไป“จริงเหรอบาส! โหยแกนี่เป็นคนใจดีจริงๆ”“แล้วพี่ล่ะบาส..คงไม่ลืมพี่ไปหรอกใช่มั้ย” พี่น้ำที่กำลังตำน้ำพริกอยู่หันมาถาม สายตาที่มองมาดูเอาเรื่องไม่น้อย“เอ่อ...ไปแบ่งกับพี่เมย์เอาแล้วกันนะ พี่ช่วยกันไปเปิดไฟดักแมลง ล้างน้ำคัดแยกสะอาดๆไว้ไปขายตอนเย็น คงไม่มีปัญหาใช่มั้ย”“แบ่งกับยายเมย์เหรอ..ก็ได้ไม่มีปัญหา” พี่น้ำหันไปหาพี่เมย์ ริมฝีปากเธอกำลังยกขึ้นบาสเห็นเหตุการณ์ไม่ดีจึงรีบปั่นจักรยานออกจากบ้าน รู้ตัวอีกทีก็มาถึงร้านป้าชมพู กลิ่นผัดหมี่ๆหอมโชยตามลมทำให้ท้องร้องดังจ๊อกๆ