เฉินมู่อิ๋งเห็นสีหน้าเดือดดาลของอาจารย์หยางก็นึกรู้ทันทีว่าตัวเองคงไปแตะต้องของหวงของอีกฝ่ายเข้าแล้วแน่ๆ เขารีบยิ้มแหยๆ “อาจารย์ คือข้าหิวข้าก็เลยจับปลามากินขอรับ”
“เ้าหิว! เ้าก็เลยจับปลาไฉ่หงที่ข้าอุตส่าห์เลี้ยงมาตั้งร้อยกว่าปีกินเนี่ยนะ!” หยางซีหยุนตวาดอย่างโมโหเดือดดาล เขาทิ้งตะเกียบแล้วยื่นมือไปเฉินมู่อิ๋งเห็นเช่นนั้นก็วิ่งหนีทันที “อาจารย์!ข้าผิดไปแล้ว ท่านอภัยให้ข้าด้วยขอรับ”
“เ้าเด็กเลว!”หยางซีหยุนตวาดพลางวาดอาคมผนึกแล้วปล่อยให้อาคมผนึกไล่ตามเ้าศิษย์ตัวดีไปเฉินมู่อิ๋งวิ่งหนีสุดฝีเท้า เขายังไม่ได้ศึกษาตำราอาคมเลยเขาไม่มีทางแก้อาคมนี้ของอาจารย์หยางได้ เขาเห็นผนึกอาคมไล่กวดมา เขาจึงวิ่งหนีไปอย่างไร้ทิศทางแต่หนีไปได้ราวๆ ครึ่งูเาเขาก็หนีไม่พ้นถูกอาคมผนึกเอาไว้จนตัวแข็งทื่ออีกครั้งเขาได้แต่กัดฟันกรอดๆ ในใจ เห็นทีต้องรีบศึกษาอาคมนี้แล้ว!
“หนี! หนีอีกซิเ้าเด็กเลว!”หยางซีหยุนตามมาถลึงตาใส่อย่างโมโหเดือดดาลเขาคว้าคอเสื้อเฉินมู่อิ๋งแล้วลากกลับไปที่เรือนไผ่ของเขาจับขาเฉินมู่อิ๋งมัดห้อยหัวกับต้นไผ่ เฉินมู่อิ๋งมองอย่างสำนึกผิดเขาส่งสายตาขอโทษ แต่อาจารย์หยางก็ไม่สนใจเลยนั่งลงมองดูเฉินมู่อิ๋งถูกมัดห้อยหัวเหมือนค้างคาวอย่างสะใจ “ปลาไฉ่หงของข้าตัวนึงมีค่ามหาศาลเ้ากลับเอาไปกินเสียนี่ ข้าต้องลงโทษเ้าให้เข็ดหลาบ”
เฉินมู่อิ๋งอยากบอกยิ่งนักว่า‘ก็ข้าไม่รู้นี่นา ถ้าท่านบอกข้าก่อนข้าจะไปจับมันมากินเรอะ!’แต่เขาก็พูดไม่ได้เพราะถูกอาคมผนึกเอาไว้จนอ้าปากไม่ได้คราวนี้เป็เขาผิดเองที่ไปจับปลานั่นมากินเขาจึงยอมรับการลงโทษครั้งนี้อย่างไม่ต่อต้านได้แต่หวังว่าอาจารย์จะไม่ลงโทษเขานานนักเท่านั้นเอง
“หึ!” หยางซีหยุนแค่นเสียงเ็าคำหนึ่ง เขานั่งมองพลางรินชาแล้วยกขึ้นจิบพลันมีผีเสื้อแสงบินมา เขาแบมือรับผีเสื้อแสงตัวนั้นผีเสื้อแสงเกาะที่มีของเขาแล้วกลายเป็ตัวอักษรลอยอยู่บนฝ่ามือของเขาเขาอ่านตัวอักษรพวกนั้นแล้วลุกขึ้นเอากระบี่เซียนออกมาขี่กระบี่เซียนบินออกจากเขาไผ่ มุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขาหลักของสำนัก
เฉินมู่อิ๋งได้แต่มองอาจารย์หยางที่หายลับไปจากสายตาอย่างอึ้งๆเขาต้องถูกแขวนห้อยหัวเช่นนี้นานเท่าไหร่เนี่ย? แล้วอาจารย์หยางจะกลับมาตอนไหน?เพราะบนยอดเขาไผ่นี้มีเพียงเขากับอาจารย์หยางอาศัยอยู่แค่ 2 คนคนอื่นก็ไม่กล้าขึ้นเขามาเพราะกลัวอาจารย์หยางกันทั้งนั้น
ณ ยอดเขาหลัก เมื่อหยางซีหยุนไปถึง หรงเจ๋อก็รีบบอกว่า “อาจารย์หยางสำนักเทียนเต๋าขอให้ท่านไปช่วยผนึกเหวอเวจี...”
“โอ!” หยางซีหยุนอุทานเลิกคิ้วขึ้นในดวงตามีความเคร่งเครียดปรากฏขึ้น จากนั้นเขาก็รีบขี่กระบี่บินไปสำนักเทียนเต๋าทันทีหรงเจ๋อรีบขี่กระบี่บินตามไป เขารู้ความสำคัญของผนึกเหวอเวจีเช่นกัน หากผนึกพังทลายพลังชั่วร้ายที่อยู่ในเหวอเวจีคงออกมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านแน่นอน
กว่าหยางซีหยุนจะผนึกเหวอเวจีสำเร็จเวลาก็ผ่านไปถึง 10 วันเลยทีเดียว เขากับหรงเจ๋อขี่กระบี่บินกลับสำนักอย่างอ่อนล้ายิ่งนักเมื่อถึงสำนักหรงเจ๋อก็รีบกลับยอดเขาของตัวเองไปพักผ่อนทันที หยางซีหยุนก็กลับเขาไผ่เช่นกันเมื่อไปถึงเรือนไผ่ของเขา เขาเห็นเฉินมู่อิ๋งถูกมัดห้อยหัวอยู่เขาก็เบิกตากว้าง! เขาลืมเื่ศิษย์ของเขาไปเสียสนิทเลยเขารีบร่อนลงพื้นใช้กระบี่เซียนตัดเชือกฉับ!
เฉินมู่อิ๋งก็ร่วงลงหยางซีหยุนพุ่งเข้าไปรับร่างเฉินมู่อิ๋งอย่างรู้สึกผิด เขาอุ้มร่างผอมบางไว้ในอ้อมแขนคลายผนึกอาคมให้ทันทีเฉินมู่อิ๋งที่ไม่ได้สติมาหลายวันเพราะถูกห้อยหัวอยู่ตั้งหลายวันจนปวดหัวมึนงงไปหมดอีกทั้งยังหิวจนไม่มีแรงอีกด้วยทำให้ร่างกายเขาขาดทั้งน้ำและอาหาร เรียกว่าอาการหนักทีเดียวเขาเผยอตาลืมขึ้นนิดหนึ่ง เห็นเงารางๆ แวบหนึ่งแล้วก็สลบไปอีกครั้ง
หยางซีหยุนมองริมฝีปากที่แห้งผากแตกระแหงใบหน้าที่แดงก่ำเพราะถูกห้อยหัวจนเืไหลไปรวมกันที่ศีรษะที่จมูกและใบหูมีเืไหลซึมออกมา เขายิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีกเขาอุ้มเฉินมู่อิ๋งเข้าไปในเรือนไผ่ของเขา วางร่างผอมบางลงบนเตียงแล้วใช้ผ้าเช็ดคราบเืที่จมูกกับใบหูให้อย่างเบามือ
“เหวยซือขอโทษ” เขาพูดพึมพำเสียงเบาหวิวราวกับเสียงยุงมือก็เช็ดๆ เืออก แต่มีคราบแห้งกรังทำให้ผ้าแห้งเช็ดออกไม่หมด เขาจึงเอาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นแตะน้ำแล้วค่อยๆเช็ดคราบเืออกให้ ใบหน้าเฉินมู่อิ๋งตอนนี้ไม่แดงก่ำแล้วแต่ขาวซีดอย่างยิ่งขาวซีดราวกับคนเจ็บหนักอย่างไรอย่างนั้นยิ่งรวมกับรูปร่างที่ผอมแห้งด้วยแล้วยิ่งส่งให้สภาพของเขาราวกับคนเจ็บหนักปางตายหยางซีหยุนเอาโอสถออกมาเม็ดหนึ่งแล้วจับปากเล็กๆ นั้นบีบอ้าออก เขายัดโอสถเข้าไปเม็ดโอสถค้างอยู่ตรงคอหอยไม่ได้ไหลลงไปเพราะในลำคอแห้งผากอย่างยิ่งเขาปล่อยมือแล้วนั่งมองอย่างเป็ห่วง
สักพักเฉินมู่อิ๋งก็มีอาการหน้าเขียวหายใจติดขัดขึ้นมาหยางซีหยุนใ “เ้าเป็อะไร?”
เขาจับปากเฉินมู่อิ๋งบีบอ้าออกมองเข้าไปในปาก เห็นเม็ดโอสถยังค้างอยู่ตรงคอหอยก็ใมากขึ้น “เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ล่ะ?”
เขาหลอมโอสถได้แต่เขาไม่ได้เป็หมอจึงไม่มีความรู้เื่การแพทย์การรักษาอาการเจ็บป่วยเขาแหย่นิ้วเข้าไปจนสุดนิ้ว แต่เม็ดโอสถก็ยังไม่ไหลลงไปนิ้วเขาก็ดันไม่ถึงเม็ดโอสถแล้ว มันค้างอยู่ในลำคออยู่อย่างนั้นเฉินมู่อิ๋งยิ่งมีอาการหายใจติดขัดมากขึ้นเพราะเม็ดโอสถอุดอยู่ตรงเส้นหลอดลมใบหน้าค่อยๆ เขียวคล้ำขึ้นเรื่อยๆ หยางซีหยุนร้อนรนไม่รู้จะทำเช่นไรดีเขาหันไปเห็นน้ำจึงเอาน้ำกรอกปาก แต่น้ำก็ไม่ไหลเข้าไปเพราะเม็ดโอสถขวางกั้นอยู่น้ำหกเลอะหมอน เขายิ่งร้อนรนทำอะไรไม่ถูก “ไอหยา!นี่จะทำอย่างไรดี?”
เขาคิดๆอึดใจต่อมาเขาก็จับปากเฉินมู่อิ๋งอ้าออกแล้วประกบปากเป่าลมเข้าไป ฟู่!
เม็ดโอสถขยับลงไปลึกขึ้นแต่ก็ยังไม่ลึกมากพอ เขาจึงเป่าลมเข้าไปอีกหลายๆ ที ฟู่!ๆๆๆๆ...
จนกระทั่งเม็ดโอสถไหลลงไปในหลอดอาหารสีหน้าเฉินมู่อิ๋งก็ดีขึ้นทันตา หายใจได้เป็ปกติเพียงแต่ว่าลมหายใจอ่อนเบายิ่งนัก หยางซีหยุนถอนปากออก เขารู้สึกกระอักกระอ่วนพิกลเขามองใบหน้าที่ไม่เขียวคล้ำแล้วเปลี่ยนมาเป็ขาวซีดเช่นเดิมทำให้เขาเบาใจขึ้นมานิดหนึ่ง“เฮ้อ...”
เขาตั้งใจแล้วว่าต่อไปจะไม่จับศิษย์มัดห้อยหัวอีกแล้วเขามองริมฝีปากที่แห้งผากแตกระแหงจึงค่อยๆ เอาน้ำป้อนใส่ปากทีละนิด...ทีละนิด เขามองๆแล้วลุกขึ้นเดินออกไป ขี่กระบี่บินไปทางยอดเขาของอาจารย์จงฮ่วน
เมื่อไปถึงยอดเขาของอาจารย์จงฮ่วน ศิษย์ของอาจารย์จงฮ่วนก็รีบกุมมือคารวะ “ท่านอาจารย์หยาง”
“อาจารย์จงล่ะ?”หยางซีหยุนถาม ศิษย์ยังคงกุมมือตอบ “ท่านอาจารย์กำลังสอนอยู่ขอรับ”
หยางซีหยุนก้าวไปที่ห้องโถงทันทีเขาเห็นอาจารย์จงกำลังสอนลูกศิษย์อยู่อาจารย์จงเห็นอาจารย์หยางเดินมายังไม่ทันจะทักทายอะไร จู่ๆอาจารย์หยางก็ก้าวมาถึงตัวเขาแล้ว ทั้งยังกุมข้อมือเขาลากออกไปอีกด้วย
“ตามข้ามา”หยางซีหยุนบอกน้ำเสียงร้อนใจ จงฮ่วนเดินตามไป “มีอะไรรึ?”
“ตามมาเถอะ”หยางซีหยุนบอกแล้วลากอาจารย์จงออกจากห้องโถงพาขี่กระบี่เซียนของเขาไปด้วยกัน จงฮ่วนได้แต่ตามไปโดยดีไม่กล้าขัดขืนเพราะอีกฝ่ายดูร้อนใจพิกล แน่นอนว่าย่อมมีเื่อะไรเกิดขึ้นกระมัง
“อา...”พวกลูกศิษย์ที่กำลังเรียนอยู่ก็ปากอ้าตาค้างมองตามอาจารย์ทั้งสองไปอย่างงงๆ “นั่นท่านอาจารย์ไปไหนรึ?”
“จะไปรู้รึ”ศิษย์ข้างๆ ส่ายหน้า คนอื่นๆ จึงได้แต่คุยกันอย่างสงสัยใคร่รู้เป็อันว่าการเรียนในวันนี้จำต้องหยุดชะงักไปโดยปริยาย
เมื่อไปถึงเรือนไผ่ หยางซีหยุนก็ลางอาจารย์จงเข้าไปในเรือน จงฮ่วนเดินตามไปเห็นศิษย์คนเดียวของอาจารย์หยางนอนอยู่บนเตียง สีหน้าขาวซีดยิ่งนักก็ใ “โอ้!”
เขาเข้าใจเหตุผลแล้วว่าเหตุใดอาจารย์หยางถึงได้ดูร้อนใจนักที่แท้ศิษย์ของเขาก็ป่วยนี่เอง เขาจึงเดินไปถึงข้างเตียง นั่งลงแล้วจับชีพจรอาการเบื้องต้นที่ตรวจพบคือ ขาดน้ำอย่างรุนแรงอีกทั้งยังขาดอาหารอย่างรุนแรงอีกด้วยแต่ที่น่าประหลาดใจก็คือเด็กคนนี้มีชีพจรหยิน!
เขาตรวจซ้ำอีกรอบผลตรวจก็ยังคงเป็เช่นเดิม ชีพจรหยินเด่นชัดยิ่งนัก เขามองดูรูปร่างที่ดูอย่างไรก็เป็บุรุษนั้นอย่างงงๆลูกกระเดือกปูดนูนออกมาเห็นชัดเจนมาก ไม่มีทางเป็สตรีแน่นอนแต่กลับมีชีพจรหยินที่สตรีมี
หรือว่าจะมีชีพจรผิดปกติเขาคิดๆ ในใจแล้วหันไปถามอาจารย์หยางว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?เหตุใดเขาถึงขาดน้ำขาดอาหารรุนแรงถึงเพียงนี้?”
“คือข้าลงโทษเขาผนึกเขาไว้แล้วก็ออกไปผนึกเหวอเวจีน่ะ” หยางซีหยุนตอบเสียงเบาอย่างรู้สึกผิดจงฮ่วนเบิกตาโต เขาจำได้ว่าอาจารย์หยางไปผนึกเหวอเวจีถึง 10 วันเลยนี่นาเด็กนี่ถูกผนึกเอาไว้ถึง 10 วันไม่ได้กินอะไรเลย มิน่าเล่าอาการถึงได้หนักเพียงนี้!
“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจทีหนึ่งแล้วบอกว่า“ให้เขาดื่มน้ำทีละนิด ดื่มบ่อยๆ ส่วนอาหารก็ให้เป็โจ๊กทีละนิด อย่าเพิ่งให้กินมากเกินไปไม่เช่นนั้นอิ่มมากไปจะทำให้กระเพาะเขาทำงานหนักเกินไป ไม่ดีอีกเดี๋ยวอาการจะแย่ลง”
“อ่อ”หยางซีหยุนฟังแล้วจดจำเอาไว้ จงฮ่วนเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงขอตัว “ข้าลาล่ะ”
“เชิญ”หยางซีหยุนผายมือ จงฮ่วนลุกขึ้นเดินจากไป แล้วขี่กระบี่บินกลับยอดเขาตัวเองไปหยางซีหยุนนั่งลงมองศิษย์อย่างรู้สึกผิดแล้วหยิบน้ำมาป้อนเขาป้อนน้ำไปนิดหนึ่งก็หยุดป้อนตามคำแนะนำของอาจารย์จง ครั้นคิดถึงโจ๊กเขาก็รีบออกจากเรือนไป ขี่กระบี่บินไปทางโรงครัวของสำนักศิษย์ในโรงครัวเห็นอาจารย์หยางมาก็รีบกุมมือคารวะ “อาจารย์หยาง”
“ต้มโจ๊กมาให้ข้าชามนึงเร็วๆแล้วต่อไปนี้ให้เ้าเพิ่มโจ๊กไปให้ข้าด้วยทุกมื้อ” หยางซีหยุนสั่ง ศิษย์โรงครัวรีบรับคำสั่ง“ขอรับ”
เขารีบเดินเข้าไปในห้องครัวต้มโจ๊กให้อาจารย์หยางทันที หยางซีหยุนนั่งลงรออยู่นอกห้องครัว ศิษย์หญิงทั้งหลายล้วนมองอาจารย์หยางอยู่ห่างๆพวกนางมองอย่างหลงใหล อยากปีนเตียงอาจารย์หยางรูปงามเหลือเกิน
เวลาผ่านไป ศิษย์โรงครัวก็ถือปิ่นโตไปมอบให้อาจารย์หยาง “โจ๊กขอรับ”
“อืม”หยางซีหยุนรับปิ่นโตมาแล้วรีบขี่กระบี่บินกลับเขาไผ่ทันที ศิษย์โรงครัวมองตามแล้วกลับไปทำงานต่อ
เมื่อกลับถึงเรือนไผ่ หยางซีหยุนก็รีบเข้าเรือนไป ยกโจ๊กร้อนๆ ไปถึงข้างเตียงเขานั่งลงแล้วค่อยๆ ป้อนโจ๊กให้เฉินมู่อิ๋ง เขาป้อนโจ๊กแต่เฉินมู่อิ๋งก็ไม่อ้าปากเขาจับปากบีบออกแล้วป้อนโจ๊กเข้าไป โจ๊กไม่ได้ไหลลงคอไป ค้างอยู่ในปากเขามองอย่างคิดหาวิธีที่จะทำให้โจ๊กไหลลงไปให้ได้เขาวางชามโจ๊กลงแล้วตักน้ำป้อนใส่ปาก โจ๊กจึงไหลลงคอไปหยางซีหยุนไม่เคยต้องป้อนใครเช่นนี้เลยเขาจึงทำอย่างเก้ๆ กังๆ ยิ่งนักบางคราวป้อนน้ำมากไปหน่อย น้ำก็ไหลหกออกมาปนเศษโจ๊กออกมาด้วยทำให้ริมฝีปากของเฉินมู่อิ๋งเลอะโจ๊กจนไหลไปถึงลำคอ หยางซีหยุนมองๆแล้วเอาผ้าเช็ดๆ ให้ เขาเช็ดไปถึงลำคอแล้วก็ถอนหายใจ “เฮ้อ...ทำไมแค่ป้อนโจ๊กแค่นี้ถึงได้ยากนักนะ”
เขาค่อยๆป้อนโจ๊กอีก ป้อนโจ๊กนิดหนึ่งก็ป้อนน้ำตามไปเขาป้อนอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก็หยุดป้อน เพราะอาจารย์จงบอกว่าห้ามให้กินมากเกินไป
เวลาผ่านไป เฉินมู่อิ๋งลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าเลือนรางจนเขาต้องกะพริบตาสองสามทีภาพจึงชัดเจนขึ้น เตียงมีม่านมุ้งสีขาว ไม่ใช่เตียงของเขาแน่นอน เขาเบนสายตามองไปทางอื่นเห็นศีรษะของคนๆ หนึ่งอยู่ข้างแขนตัวเอง เขาขมวดคิ้ว “หือ?”
เสียงของเขาแ่เบาราวกับเสียงยุงเขายกแขนอีกข้างยันตัวขึ้น แต่ไม่มีเรี่ยวแรงเลยเมื่อเขาขยับตัวทำให้หยางซีหยุนที่ฟุบหลับอยู่ข้างๆ ตื่นขึ้นมาทันที เขายืดตัวตรงมองไป เห็นเฉินมู่อิ๋งฟื้นแล้วจึงดีใจมาก “เ้าฟื้นแล้ว!”
เฉินมู่อิ๋งเห็นว่าเป็อาจารย์หยางก็อึ้งไปครู่หนึ่งครู่ต่อมาความรู้สึกโกรธแค้นก็ปะทุขึ้นมาเป็เพราะอาจารย์ใจร้ายมัดเขาห้อยหัวทิ้งไว้ตั้งหลายวัน ถึงทำให้เขาเป็เช่นนี้ถ้าเขาไม่โกรธก็สมควรไปบวชแล้วกระมัง ตลอดหลายวันที่ผ่านมานั้นเขาทุกข์ทรมานยิ่งนักั้แ่เกิดมายังไม่เคยต้องทุกข์ทรมานถึงเพียงนั้นเลยสักครั้ง อ่อ ไม่ใช่ซิถ้านับรวมตอนที่เขายังเป็ทารกที่ถูกท่านอาวางยาพิษ นั่นก็ถือเป็ความทุกข์ทรมานครั้งแรกของเขาเลยล่ะเพียงแต่ตอนนั้นเขายังไร้เดียงสา จำความไม่ได้ จึงจำไม่ได้ว่าความรู้สึกทุกข์ทรมานในคราวนั้นเป็เช่นไร
หยางซีหยุนเห็นสายตาโกรธแค้นจ้องมาที่ตัวเองก็รู้สึกผิดเขาจึงพูดว่า “เหวยซือขอโทษ เหวยซือไม่ได้ตั้งใจจะลืมเ้าหรอก แต่เหวยซือต้องรีบไปผนึกเหวอเวจีจึงได้ลืมเ้าไป”
“หึ!” เฉินมู่อิ๋งแค่นเสียงเ็ายิ่ง เขาต้องทุกข์ทรมานอยู่ตั้งนานความรู้สึกเหมือนทุกข์ทรมานชั่วกัปชั่วกัลป์อย่างไรอย่างนั้นเป็ความรู้สึกที่ลืมไม่ลงจริงๆหยางซีหยุนเห็นเฉินมู่อิ๋งยังโกรธก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเขาก็ไม่เคยมีศิษย์เสียด้วยอีกทั้งเขาอยู่คนเดียวมาโดยตลอดจึงไม่รู้ว่าควรจะง้อคนอื่นอย่างไรเขาจึงพูดอย่างเ็าว่า “เหวยซือไม่เอาผิดเ้าเื่ปลาไฉ่หงแล้ว”
“คอยดูซิข้าจะจับมันกินให้หมดเลย” เฉินมู่อิ๋งบอกอย่างแค้นเคือง หยางซีหยุนตะลึงไปครู่ต่อมาเขาก็โกรธจนเส้นเืที่ขมับเต้นตุบๆ “เ้าเด็กสารเลว! เ้ากล้ากินปลาไฉ่หงอีกข้าจะตีเ้าให้ตาย!”
“หึ!” เฉินมู่อิ๋งแค่นเสียงคำหนึ่งเขายันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วลุกจากเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรงหยางซีหยุนกำลังโมโหจึงไล่ว่า “เ้าไสหัวไปเสีย!ไม่เช่นนั้นข้าจะตีเ้าให้ตายเลย!”
“หึ!” เฉินมู่อิ๋งแค่นเสียงอีกคำ พยายามฝืนเดินไปอย่างไร้เรี่ยวแรง หยางซีหยุนไม่มองแม้แต่น้อยในใจก่นด่าอย่างโมโห ‘เ้าศิษย์ชั่ว!’
เฉินมู่อิ๋งเดินอย่างเชื่องช้าไร้เรี่ยวแรงจนกระทั่งห่างจากเรือนไผ่ของอาจารย์หยางไปไกลแล้วเขาจึงใช้พลังของม่านแสงสีน้ำเงินออกมาโอบล้อมรอบตัวแล้วลอยกลับเรือนของตัวเองไปหยางซีหยุนไม่ได้ตามออกมาจึงไม่เห็นภาพนั้นแล้วก็ไม่มีใครเห็นภาพเช่นนั้นด้วยเพราะเขาไผ่มีเพียงแค่พวกเขาศิษย์อาจารย์2 คนเท่านั้น
เมื่อกลับถึงเรือน เฉินมู่อิ๋งสลายม่านแสงสีน้ำเงินแล้วเข้าเรือนไป ปิดประตูแล้วเดินอย่างเชื่องช้าไปนอนที่เตียงไผ่หยาบๆที่เขาทำเอง แต่เครื่องนอนเขาไม่ได้เย็บเองใช้เครื่องนอนที่เก็บไว้ในแหวนคุนเฉียนเอามาปู เครื่องนอนฝีมือตัดเย็บของช่างตัดเย็บที่ดีที่สุดของแคว้นอีกทั้งไส้ฟูกยังเป็ขนเป็ดขนไก่ที่คัดมาแต่ขนอ่อนนุ่มจึงทำให้เครื่องนอนของเขานุ่มสบายยิ่งนัก เขานอนลงไป ดึงผ้ามาห่มแล้วก็หลับตาลงนอนหลับส่วนปลาไฉ่หงนั่นรอเขาฟื้นกำลังดีก่อนเถอะ เขาจะไปตกมากินอีกก็มันช่วยเพิ่มพลังให้เขานี่นา เื่อะไรเขาจะปล่อยให้พวกมันเสียของล่ะอีกทั้งเขาก็พูดไปแล้วว่าเขาจะกินมันให้หมด เช่นนั้นเขาก็จะกินมันให้หมดจริงๆ
เวลาผ่านไป หยางซีหยุนหายโมโหแล้วก็นึกห่วงศิษย์ของเขาขึ้นมา ท่าทางที่เดินไปอย่างไร้เรี่ยวแรงจนแทบจะคลานไปนั่นทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีเอาเสียเลยเขาจึงเดินออกจากเรือนไปทางเรือนของเฉินมู่อิ๋ง
เมื่อไปถึงกระท่อมริมธารน้ำร้อน เขาเห็นประตูกระท่อมปิดเอาไว้ ซ้ำหน้าต่างยังปิดหมด เขาจึงไม่อาจแอบดูได้เขาเดินไปที่ประตูแล้วเปิดประตูแง้มดู เห็นเฉินมู่อิ๋งนอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่หยาบๆลมหายใจแ่เบายิ่ง คาดว่าคงหลับอยู่ เขาจึงยืนมองอยู่อย่างนั้น
เขาไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่จนกระทั่งเห็นเฉินมู่อิ๋งขยับตัวลืมตา เขาจึงรีบงับประตูแล้วถอยออกไปอย่างเงียบกริบที่สุดเฉินมู่อิ๋งไม่รู้ว่านอกกระท่อมอาจารย์หยางมายืนมองเขาอยู่ตั้งนานเพราะเจ็บป่วยจนประสาทััถดถอยทำให้จับััไม่ได้ เขาลุกขึ้นนั่งหยิบน้ำมาดื่มรู้สึกมีกำลังวังชาขึ้นมาหน่อยจึงลุกไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ หลังจากอาบน้ำแล้วเขารู้สึกสดชื่นขึ้นมากจึงกลับไปนอนเล่นที่เตียงหยิบตำราอาคมออกมาอ่าน
หยางซีหยุนกลับไปที่เรือนไผ่ของตัวเองเป็จังหวะเดียวกับศิษย์โรงครัวนำอาหารมาส่งพอดี ศิษย์โรงครัววางปิ่นโต 2เถาไว้บนโต๊ะหินหน้าเรือนแล้วกุมมือรายงายว่า “อาหารของท่านอาจารย์ขอรับ ส่วนอีกกล่องนั้นเป็โจ๊กที่ท่านอาจารย์สั่งเพิ่มขอรับ”
“โจ๊กนั่นเ้าเอาไปให้ศิษย์ข้าที่อยู่กระท่อมไผ่ตรงตีนเขาทางนู้นที แล้วไม่ต้องบอกล่ะว่าข้าสั่งน่ะ”หยางซีหยุนสั่ง ศิษย์โรงครัวรับคำสั่ง “ขอรับ”
เขาถือปิ่นโตใส่โจ๊กแล้วเดินไปทางที่อาจารย์หยางชี้บอกเขาไม่เคยเดินเข้ามาในเขาไผ่เลย ยามนี้ได้เข้ามาจึงถือโอกาสมองสำรวจไปด้วยแต่ก็ไม่กล้าเดินออกนอกเส้นทาง เพราะบนเขาไผ่มีอาคมมากมายเกิดเดินออกนอกเส้นทางไปเจออาคมที่ทำให้ถึงตายได้ ย่อมไม่ดีแน่นอน
เขาตายไปจะโทษใครได้ล่ะนอกจากโทษตัวเองที่อยากรู้อยากเห็นมากเกินไปจนทำให้ตัวเองตกตายโดยใช่เหตุเขาเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นกระท่อมไผ่หลังหนึ่งเดาว่าน่าจะเป็กระท่อมหลังนี้แหละจึงะโเรียก “ศิษย์ของอาจารย์หยางๆ”
เฉินมู่อิ๋งได้ยินเสียงเรียกจึงวางม้วนตำราลงแล้วลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูเห็นศิษย์คนหนึ่งถือปิ่นโตอยู่ในมือศิษย์คนนั้นเห็นศิษย์ของอาจารย์หยางก็รีบเดินไปหา ยื่นปิ่นโตให้ “โจ๊ก ข้าเอามาส่ง”
“ให้ข้า?”เฉินมู่อิ๋งถาม ชี้ที่ตัวเอง ศิษย์โรงครัวพยักหน้า “อื้อ!ให้เ้าซิ”
“เหตุใดจึงเอามาให้ข้า?”เฉินมู่อิ๋งถามอีก เพราะั้แ่เขามาอยู่ที่นี่ ไม่เคยมีใครมาส่งอาหารให้เขาเลยเขาต้องไปขุดหน่อไม้ตกปลามาทำกับข้าวเอง จู่ๆก็มีคนเอาอาหารมาส่งเช่นนี้จะไม่ให้สงสัยได้อย่างไร
ศิษย์โรงครัวไม่รู้จะตอบอย่างไรเพราะอาจารย์หยางสั่งไม่ให้บอกเขาจึงยิ้มแล้ววางปิ่นโตเถานั้นไว้ที่โต๊ะไม้ไผ่หน้ากระท่อมแล้วรีบเดินกลับไปตามทางเดิม เฉินมู่อิ๋งมองๆ คิ้วขมวดมุ่นจนคนลับตาไปแล้วเขาจึงเปิดฝาปิ่นโต เห็นโจ๊กชามหนึ่งวางอยู่ในกล่องเขาเอาเข็มเงินออกมาทดสอบพิษ พบว่าไม่มีพิษเขาจึงดมกลิ่นดูก็พบว่าไม่มีกลิ่นแปลกปลอมอื่นใด เป็โจ๊กธรรมดาๆ ชามหนึ่ง เขาจึงนั่งลงตรงนั้นตักโจ๊กกินอย่างหิวโหย
หยางซีหยุนแอบมองอยู่ไกลๆเห็นเฉินมู่อิ๋งนั่งกินโจ๊กก็เบาใจ เขาค่อยๆ เดินกลับเรือนไผ่ไปอย่างเงียบกริบ
เฉินมู่อิ๋งพยายามไม่ให้ตัวเองกินมากเกินไปเขารู้ดีว่าเขาขาดอาหารหลายวัน หากกินมากเกินจะทำให้ปวดท้องได้เพราะกระเพาะทำงานหนักเกินไปเขากินไปแค่ 1 ส่วน 4 แล้วก็พอ ตัวเขาเองเป็หมอฝีมือสูงส่งย่อมรู้วิธีรักษาตัวเองเป็อย่างดีแม้ว่ามนุษย์กับเซียนจะต่างกันตรงที่ความแข็งแกร่งของร่างกาย แต่เซียนก็มาจากมนุษย์ธรรมดาๆดังนั้นระบบอวัยวะภายในจึงไม่แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา ขาดน้ำขาดอาหารหลายๆ วันการรักษาก็คือกินทีละนิดเท่านั้น กินบ่อยๆ ให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวห้ามกินจนอิ่มเด็ดขาด
เขากินเสร็จแล้วก็เก็บโจ๊กชามนั้นใส่ปิ่นโตไว้เหมือนเดิมเก็บเอาไว้กินคราวหน้าอีก เขาถือปิ่นโตเดินเข้ากระท่อมไป วางปิ่นโตไว้บนโต๊ะไม้ไผ่ในกระท่อมแล้วเดินไปนั่งที่เตียงหยิบตำราอาคมมาอ่านต่อ ตำราอาคมนี้ใช้ตัวอักษรที่ไม่เหมือนอักษรที่ใช้กันในโลกมนุษย์หรือโลกเซียนเขาจำได้ว่าเคยเห็นอักษรคล้ายๆ แบบนี้ตอนที่ใช้หยกอาคมของอาจารย์เฟยเทียน ใช่ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าอักษรเ่าั้ก็คืออักขระเทพมาร เขาอ่านๆแล้วรู้สึกว่าตำราอาคมน่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ เขาอ่านเพลินจนลืมเวลาไปเลย
จนกระทั่งรู้สึกกระหายน้ำจึงเงยหน้ามองแสงจากชายคา เห็นว่าแสงตะวันสว่างจ้าจึงนึกได้ว่าน่าจะถึงเวลากินอีกแล้วเขาวางตำราลงแล้วหยิบน้ำมาดื่มจากนั้นก็ลุกไปเปิดฝาปิ่นโตหยิบโจ๊กเย็นชืดชามนั้นออกมาตักกิน เขากินไปเท่ากับครั้งก่อนแล้วก็พอเขาเก็บโจ๊กใส่ปิ่นโตแล้วลุกไปอ่านตำราอาคมต่อ เขาไม่ออกจากกระท่อมเลยเก็บตัวเงียบอยู่ในกระท่อม
จนกระทั่ง ศิษย์โรงครัวมาเรียกอยู่นอกกระท่อม “ศิษย์ของอาจารย์หยางๆ”
เฉินมู่อิ๋งวางตำราอาคมแล้วลุกไปเปิดประตูเห็นศิษย์คนเดิมยืนอยู่ด้านนอก ในมือเขาถือปิ่นโตเถาหนึ่ง เมื่อศิษย์โรงครัวเห็นศิษย์ของอาจารย์หยางก็ยิ้มให้พลางยกปิ่นโตบอก“ข้าเอาโจ๊กมาส่ง”
“อ่อ ขอบคุณมากว่าแต่พี่ชายชื่ออะไรรึ?” เฉินมู่อิ๋งถาม ศิษย์คนนั้นตอบว่า “ข้า เลี่ยงจิน (亮金)”
“อ่อ ศิษย์พี่เลี่ยง”เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า เลี่ยงจินถาม “แล้วเ้าชื่ออะไรรึ?”
“ข้า เฉินมู่อิ๋ง”เฉินมู่อิ๋งตอบ เลี่ยงจินยิ้มแล้ววางปิ่นโตลงบนโต๊ะ “เอ้า โจ๊ก ข้าต้องรีบกลับล่ะ”
เขาบอกแล้วหมุนตัวเดินไปทันทีเฉินมู่อิ๋งพูดตามหลัง “ขอบคุณศิษย์พี่เลี่ยง”
เลี่ยงจินหันไปยิ้มๆโบกๆ มือให้ แล้วหันหน้าเดินกลับไปตามทางเดิมเฉินมู่อิ๋งก็ยกปิ่นโตเถานั้นเข้ากระท่อมไป เขาปิดประตูเช่นเดิม
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 5 บาท 10 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ