พิชิตรักกำแพงใจ(จบ)

    13:เป็นแฟนกันนะ

    ธันวาถูกจูงกึ่งลากโดยชายร่างใหญ่ให้เดินตามสะพานไม้ที่ทอดยาวออกสู่ทะเล “ จะพาฉันไปไหน นี่มันบ่ายสามโมงแล้วนะเราต้องกลับบ้านไม่ใช่หรอ?” ธันวาเสียงหอบกระเส่าสับขาเก้าตามแทบไม่ทัน “ อะไรกัน” ชายร่างโปร่งชี้นิ้วไปยังเรือสปีดโบ๊ทพร้อมคนขับ ที่เตรียมสตาร์ทเครื่องเมื่อทั้งคู่มาถึง ธันวาใช้แขนเกี่ยวเสาสะพานไว้เมื่อถูกดันให้ลงเรือจากคนด้านหลัง “ จะลงเรือดีๆ หรือจะให้อุ้ม” ภู่กันต์ไม่เพียงแค่พูด เขาก้มตัวลงหมายจะอุ้มธันวาจริงๆ คนร่างบางจึงค้อนหน้าคว่ำเข้าให้ แล้วเดินลงเรือด้วยความจำใจ อันที่จริงอยากจะทำมากกว่านี้ โทษฐานที่ชอบใช้กำลังบังคับ อยากจะทะเลาะด้วยสักยก แต่ติดที่พี่คนขับเรือ สีหน้าแก่ดูมึนงงกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จึงทำได้แค่เดินกระทืบเท้าตึกๆ เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจของตน เรือลำเล็กแล่นด้วยความเร็วมุ่งหน้าออกสู่มหาสมุทรอันกว้างไกล บนท้องฟ้าระบายไปด้วยสีฟ้าครามแต่งแต้มด้วยสีส้มเรืองรอง นกนางนวลบินว่อนหยอกเย้ากับคู่ของมัน เวลาผ่านไปราวๆสามสิบนาที เบื้องหน้าที่เป็นจุดหมายปลายทาง คือเกาะเล็กๆตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลกว้าง โดยรอบของเกาะเป็นหน้าผาหินสูงราวตึกสิบชั้น เมื่อดูจากระยะไกลแล้วเหมือนจะไม่มีทางขึ้นสู่เกาะเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่ธรรมชาติสรรสร้างนะหรือจะสู้สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ ตรงจุดที่น่าจะเป็นทางขึ้นสู่เกาะนั้นมีสะพานไม้เล็กทอดเป็นทางออกมาสู่ทะเล สปีดโบ๊ทค่อยๆลดความเร็วลงและเข้าเทียบท่า ก่อนจะจากไปคนขับเรือยังหันมากำชับอีกว่า จะมารับเขาทั้งสองในวันพรุ่งนี้เวลาประมาณบ่ายสามโมง แม้ธันวาพอจะรู้ว่าต้องค้างอ้างแรมบนเกาะนี้สองต่อสอง แต่ก็ไม่ได้ตระหนกตกใจอะไร อาจเกิดจากความเคยชิน เพราะนอนร่วมห้องกันแทบทุกคืนอยู่แล้ว ถ้าไม่นับคืนอันน่าขนหัวลุกคืนนั้นก็เป็นเรื่องปกติมาก เมื่อนึกถึงคืนที่ต้องเสียเอกราชให้ภู่กันต์ ก็รู้สึกขนหัวลุกชันอัตโนมัติ ‘ไม่ใช่ว่าเจ้านั่นมันหลอกฉันมากดขี่บังคับหรอกนะ ว่าแต่บนเกาะแบบนี้จะมีที่ให้หลับนอนจริงๆหรอ’ ธันวาเดินทอดน่องตามหลังคนร่างใหญ่พลางคิดไปต่างๆนาๆ ถัดจากสะพานไม้ไปเป็นบันไดทำจากไม้สลับกับหิน เป็นทางเดินลักษณะตัวเอสขึ้นสู่ด้านบน ภู่กันต์เดินนำมาจนถึงด้านบนสุดของเกาะ ออกจะเหนื่อยอยู่บ้าง แต่สำหรับคนที่ออกกำลังกายอยู่เสมอนั้นนับว่าสบายมาก ตรงข้ามกับอีกคนที่พอขึ้นมาถึงแล้ว แทบทรุดเข่าลงนั่งกับพื้น แม้บันไดจะเป็นทางลาดบ้างชันบ้างแต่ก็ไม่ต่างกับเดินขึ้นตึกสูงหลายชั้น คนที่ขี้เกียจออกกำลังกายอย่างมู๋ธันก็จะมีสภาพประมาณนี้ “ ใครน้า ช่างมีความอุตสาหะมาสร้างบ้านอยู่กลางทะเลห่างไกลจากแผ่นดินขนาดนี้ และยังอุตส่าห์ขึ้นมาสร้างบนเกาะที่มีแต่หน้าผาหินล้อมรอบแบบนี้ ช่างเป็นคนที่แปลกไม่เหมือนใครจริงๆ” จะว่าบ่นก็ไม่ใช่จะว่าชมก็ไม่เชิง ธันวานั่งหอบแฮ่กๆอยู่ที่พื้น แทบจะทรงตัวไม่ไหวจนภู่กันต์ต้องช่วยพยุง ใจกลางของเกาะมีสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้ขนาดเล็กสองชั้นทรงหน้าจั่ว บริเวณโดยรอบมีการจัดปลูกต้นไม้น้อยใหญ่สลับกัน “ นายรู้จักที่นี่ได้ยังไง” เท่าที่รู้จักกันมาไม่น่าจะมีเพื่อนหรือคนสนิทที่มีบารมีเงินสูง ที่เป็นถึงเจ้าของเกาะกลางทะเลแบบนี้ได้ คนจำพวกที่จะซื้อเกาะไว้เป็นของเล่นได้ต้องเป็นพวกที่มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ถึงกล้าลงทุนกับทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แถมยังห่างไกลการเข้าถึงเช่นเกาะนี้ “ คนรู้จักของคนรู้จักอีกทีนะ พอดีเห็นเขาโพสในไอจีมันใกล้ที่ที่เรามาทำงาน นี่ถ้าไม่ใช่พี่ที่รู้จักเขาคุยให้เราก็อาจจะไม่ได้เข้าพักก็ได้นะ เจ้าของเกาะเขาค่อนข้างจะหวงนะ” ภู่กันต์ปล่อยแขนคนร่างโปร่งที่ตอนนี้ดูเหมือนจะหายเหนื่อยแล้ว เพื่อจะนำกุญแจไปเปิดประตูบ้าน “ แล้วจะลำบากมาทำไม” “ เมื่อวานเห็นเครียด เลยอยากให้พักผ่อน รับรองว่าที่นี่จะไม่มีเรื่องอะไรมากระทบสมองให้คิดมากเด็ดขาด เพราะเราอยู่ในจุดที่ห่างไกลจากผู้คน ไร้เทคโนโลยีใดๆ ขนาดไฟฟ้ายังไม่มีเลย” ธันวา : ห๋า! ไม่มีไฟฟ้างั้นหรอ ภู่กันต์ : มู๋ธันเห็นเสาไฟไหมล่ะ ธันวา : แล้วสัญญาณโทรศัพท์ล่ะ ภู่กันต์ : นั่นก็ไม่มี ทั้งคู่ถกเถียงกันไปมาตั้งแต่หน้าประตูจนเข้ามาสู่ตัวบ้าน “ แล้วถ้าเกิดมีพายุเข้า สึนามิถล่มล่ะจะทำไง ติดต่อคนอื่นยังไง” ในที่ห่างไกลแบบนี้แทบจะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่กลางทะเล หากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆก็คงแย่ “ ผมเช็คแล้ว ภายในอาทิตย์นี้จะไม่มีพายุลูกไหนเคลื่อนตัวผ่านแถวนี้ กลัวเป็นเด็กไปได้” ภู่กันต์เดินสำรวจตัวบ้านด้านล่างจนทั่ว เช็คสิ่งของจำเป็นว่าครบถ้วนพร้อมใช้งานหรือไม่ “ แต่ฉันไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนนะ” นอกจากชุดที่ใส่อยู่ธันวาก็ไม่มีชุดอื่นอีก ไหนจะของใช้ส่วนตัวต่างๆล่ะ “ ผมเตรียมไว้หมดแล้ว อ๊ะ! ได้เวลาพอดี” ภู่กันต์เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือเป็นเวลาหกโมงเย็นนิดๆ “ เวลาอะไรของนาย” เขายังไม่ได้คำตอบของคำถามก็ถูกคนตัวใหญ่ดันหลังให้เดินขึ้นบันไดไปด้านบนของตัวบ้าน “ วุ่นวายจริง” คนร่างโปร่งพึมพำเล็กน้อย ก็ต้องเดินตามอย่างขัดไม่ได้ เขาถูกภู่กันต์ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดตาเอาไว้ มือหนาจับที่ไหล่ทั้งสองข้างของธันวา โดยที่คนตัวใหญ่เดินประกบทางด้านหลัง เขาดันให้ธันวาเดินไปอยู่ที่จุดๆหนึ่ง และเปิดผ้าปิดตาออก เบื้องหน้าของทั้งคู่นั้นเป็นอีกหนึ่งความงดงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น กลิ่นหอมของทะเลโชยมาตามสายลมในยามใกล้ค่ำ ตะวันคล้อยต่ำลงใกล้จะลาลับขอบฟ้า ที่สุดสายตาท้องฟ้าสีทองเรืองรองจรดกับมหาสมุทรเป็นผืนเดียวกัน นกน้อยบินเกาะกลุ่มต่างมุ่งหน้ากลับสู่รัง ไอแดดยามเย็นจากทะเลสาดแสงมาโอบกอดร่างบาง คล้ายกับกำลังปลอบโยนให้จิตใจสงบสุข เข้าใจได้ว่ามูลค่าของเกาะแห่งนี้ ที่แท้คือความสวยงามทางธรรมชาติ ที่ต่อให้รวยแค่ไหนก็ใช่ว่าจะสามารถครอบครองได้ทุกคน ธันวาฉีกยิ้มกว้างใบหน้าเรียวแต่งแต้มด้วยรอยแห่งความสุข คนร่างโปร่งยืนหลับตาพริ้มตรงริมระเบียง ที่ยื่นออกมารับลมนอกตัวบ้าน เสียงดนตรีที่ขับกล่อมจากท้องทะเล มาจากเสียงของเกลียวคลื่นที่ซัดเข้ากระทบกับหน้าผาหิน ภู่กันต์สวมกอดคนตรงหน้าจากด้านหลัง กระชับวงแขนแน่นขึ้นจนแผ่นหลังแนบชิดกับอกกว้าง ดึงจิตใจที่ล่องลอยไปไกลของธันวากลับสู่ร่าง “ รักมากนะ” เสียงกระซิบข้างหูแผ่วเบา น้ำเสียงหนักแน่นละมุนนุ่มหูคนฟังเอียงอายจนตัวบิด เป็นใครจะไม่เขินบ้างเล่นพูดบอกกันตรงๆแบบไม่ทันตั้งตัว “ หวงมากด้วย” ภู่กันต์กดจมูกโด่งของเขาลงบนแก้มเนียนที่แดงระเรื่ออย่างกับผลตำลึงสุก มือหนาจับมือเรียวที่วางพาดอยู่บนขอบระเบียง นวดเฟ้นอย่างเบามือ “ พูดอะไรออกมา รู้ตัวไหม” ร่างโปร่งพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคนร่างใหญ่ ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมคู่นั้น เขายังเชื่อกับสำนวนที่ว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ คำบอกรักที่ได้ฟังมันเป็นความจริงหรือแค่ลมปาก เพราะจากที่รู้จักกันมา ชายตรงหน้าไม่เคยมีทีท่าที่จะชอบพอหรือนิยมไม้ป่าเดียวกัน แฟนที่เคยคบก็ล้วนแต่เป็นผู้หญิงทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่ธันวาจะไม่ค่อยมั่นใจนัก “ รู้สิ ที่ใจผมรู้สึกไงล่ะ” ภู่กันต์ตอบพลางมองดูร่างเล็กในอ้อมแขน ดูเหมือนคนตรงหน้ากำลังค้นหาความจริงจากสายตาของเขาอยู่ แน่นอนว่าทั้งแววตา สีหน้า ความรู้สึกทั้งหมดล้วนเป็นความจริง ที่บอกว่ารัก ที่บอกว่าหวงใจจริงก็รู้สึกอย่างนั้น ทุกการกระทำล้วนออกมาจากใจไร้การเสแสร้งหรือปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น ภู่กันต์ใช้สองแขนยกร่างบางลอยขึ้นนั่งบนขอบระเบียง แล้วแทรกตัวเข้าไปยืนอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้าง ธันวาใจหล่นวูบรีบคว้าคอภู่กันต์ในทันที สีหน้าดูประหม่าแอบเหลียวหลังลงมองเบื้องล่างเป็นพักๆ ถ้าพลัดตกลงไปเนี่ยแค่คิดก็เสียวสันหลังวาบแล้ว เมื่อมั่นใจแล้วว่าสามารถพยุงตัวได้จึงปล่อยมือจากคอของภู่กันต์ภู่กันต์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบสิ่งของบางอย่างออกมา ลักษณะเป็นกล่องกำมะหยี่สีกรม เขาเงยหน้าสบตากับคนที่นั่งอยู่สูงกว่า ยื่นเจ้ากล่องนั้นให้กับธันวาแล้วค่อยๆแง้มฝาออกจนเห็นสิ่งของที่อยู่ด้านใน “ เป็นแฟนกันนะ” เมื่อได้ฟังสิ่งที่ภู่กันต์บอกธันวาก็ถึงกับเงียบงันไป ไม่เอ่ยวาจาใดๆตอบ มีเพียงหยดน้ำใสๆไหลจากดวงตา ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี ‘แต่ตอนนี้ขอมีความสุขก่อนเถอะเรื่องทุกข์เอาไว้ค่อยคิดหาวิธีแก้ทีหลัง’ ธันวาจึงพยักหน้าเป็นคำตอบ ภู่กันต์เห็นดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น โผเข้ากอดร่างโปร่งแน่นเขารู้สึกขอบคุณที่ธันวาไม่ปฏิเสธ เขามอบจุมพิตหนักๆที่ริมฝีปากเรียวสีพีชจนแดงระเรื่อ ก่อนจะถอยออกเว้นระยะเพื่อจะสวมแหวนให้กับคนรัก แหวนทองคำขาว จำนวนสองวงที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ถูกดึงออกจากกล่อง แล้วถูกสวมไปที่นิ้วนางข้างขวาของธันวา ส่วนอีกวงก็ถูกสวมที่นิ้วของภู่กันต์เช่นกัน “ แหวนคู่สองวงนี้ไว้แทนใจของเรา ให้เตือนมู๋ธันไว้เสมอว่าเป็นคนของผม” ตั้งแต่สวมแหวนเสร็จก็แสดงความเป็นเจ้าของขึ้นมาทันที “ ว่าแต่ไปซื้อมาตอนไหน” มิหนำซ้ำยังใส่ได้พอดีอีกต่างหาก “ จริงๆกะจะให้ตอนวาเลนไทน์ แต่ยังไม่แน่ใจว่ามู๋ธันมีใจตรงกันหรือเปล่า กลัวเสียเพื่อน อีกอย่างมู๋ธันก็คบกับคนอื่นอยู่ด้วยเลยเฟลไปเลย” มันคือของขวัญที่ถูกเตรียมไว้นานแล้วส่วนไซส์ก็แอบวัดตอนธันวานอนหลับจึงใส่ได้พอดิบพอดี

    เมื่อพูดถึงบุคคลที่สามอย่างนิรมนต์ก็ทำให้ธันวาหน้าเจื่อนเล็กน้อย เขารู้สึกผิดที่หลอกใช้เธอคนนั้นเพื่อการตัดใจจากภู่กันต์ ชายหนุ่มเริ่มคิดไม่ตก ตรงนี้ก็รัก ทางโน้นก็เป็นตราบาป ไหนจะมารียาอีก เพิ่งจะดีใจได้ไม่นานก็มีเรื่องน่าปวดหัวละ สีหน้าวิตกกังวลแสดงออกอย่างชัดเจน ส่วนภู่กันต์รับรู้ได้จึงใช้นิ้วมือยีที่หว่างคิ้วที่เริ่มจะผูกเป็นปม มือใหญ่สอดเข้าไปในเสื้อเชิ้ตสีขาวลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลัง ริมฝีปากหนาบรรจงจูบปากเรียวอย่างทะนุถนอม สอดแทรกลิ้นเข้าซอกไซร้ทั่วทั้งโพรงปาก ทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนความหวานอย่างดูดดื่ม จมูกโด่งเฟ้นหอมตามซอกคอ มือใหญ่ไล่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ด ลิ้นหนาลงแรงดูดที่คอเรียวขาวจนเป็นรอยแดงช้ำ มือเรียวนวดคลึงผมของภู่กันต์เบาๆ สองขาขัดประสานกันที่เอวแน่น ธันวาไม่อาจทานทนต่อการโจมตีอันเร่าร้อน และไม่อาจทานทนต่อแรงปรารถนาของตนเองได้ จึงปล่อยตัวปล่อยใจไปตามความต้องการ สองแขนของภู่กันต์ออกแรงยกร่างโปร่งไปส่งที่เตียงนุ่ม ภายใต้แสงเทียน ลมพัดโกรกผ้าม่านพริ้วไหว ทั้งสองบรรเลงบทรักใต้เงาของจันทรา พยานรักระยิบระยับประดับประดาเต็มผืนฟ้าสีมืดทมึน