เย็นมากแล้วที่หลวงสรศักดิ์พาราตรีเดินกลับมาที่ท่าน้ำของตลาดหลังวัดเพื่อขึ้นเรือกลับเรือน ราตรีที่นึกขึ้นได้ว่าตนและหลวงสรศักดิ์ยังไม่ได้ซื้อของไปวัดเลยจึงหันมาคุยกับออกหลวงหนุ่มอย่างรู้สึกผิด
“ข้าลืมไปเสียสนิท ยังมิทันได้ซื้อกระไรเลยก็เกิดเื่ขึ้นเสียก่อน ออกหลวงท่านอยากได้กระไรรึไม่เ้าค่ะ”
“มิต้องดอก วันพรุ่งเดี๋ยวข้าค่อยให้บ่าวมาซื้อ วันนี้กลับกันก่อนเถิดเ้าคงจะเหนื่อยแล้ว”
ออกหลวงหนุ่มบอกเสียงอ่อนเพราะสังเกตเห็นหน้าตาที่ซีดเซียวของราตรี ขมับด้านข้างยังมีเหงื่อเม็ดเล็กผุดออกมาให้เห็นอย่างน่าสงสาร
“พวกเอ็งลงเรือกลับเรือนเถิด ข้าจะไปส่งแม่ราตรีเอง”
“เ้าค่ะ/เ้าค่ะ”
ชดกับช้อยรับคำพร้อมกันแล้วจึงพากันเดินลงเรือไป ถึงแม้ใจจะหวาดกลัวบุรุษหนุ่มผู้มากยศเพียงใดแต่สองตาของชดและช้อยก็ยังคงหันมามองที่นายสาวของพวกมันด้วยความเป็ห่วงอยู่เป็ระยะๆ จวบจนเห็นว่าหลวงสรศักดิ์พาราตรีลงเรือตามหลังมาแล้วจึงเบาใจไม่หันกลับมามองอีก
บนเรือของหลวงสรศักดิ์ ชายหนุ่มนั่งจ้องหน้าหญิงสาวไม่วางตา คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความสงสัยในท่าทางและกิริยาของราตรีในวันนี้เป็อย่างมาก
...เ้าเป็คนเช่นไรกันแน่ แม่ราตรี
“มีกระไรรึเ้าค่ะ ออกหลวงท่าน”
ราตรีหันมาถามด้วยสีหน้านิ่งเฉย
...จะพูดกระไรก็มิพูด นั่งจ้องอย่างนี้ อึดอัดนัก
“ไอ้ไม้ เอ็งเลี้ยวหัวเรือไปทางนั้น”
ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามแต่กลับหันไปสั่งบ่าวที่พายเรือให้เลี้ยวเรือไปอีกทางแทน เรือของชดกับช้อยที่นำไปก่อนจึงคลาดกัน
“จะไปที่ใดรึเ้าค่ะ ทางกลับเรือนคุณลุงอยู่อีกทางนี่เ้าค่ะ”
ราตรียังคงถามด้วยท่าทางสงบนิ่ง
“มิพาเ้าไปขายดอก เพียงแต่เห็นว่าเ้ามิค่อยได้ออกมาข้างนอก ข้าเลยจะพานั่งเรือเล่นชมทิวทัศน์อีกสักครู่”
...และข้าอยากอยู่กับเ้าให้นานอีกสักหน่อย
ออกหลวงหนุ่มต่อประโยคนั้นในใจดวงตาคมยังคงจดจ้องนางอย่างนิ่งลึกเช่นเดิม ราตรีที่เห็นว่าคงไม่อาจขัดใจชายตรงหน้าได้จึงทำได้เพียงเหม่อมองไปที่สองข้างทางอย่างใจเย็น สักครู่เสียงเข้มก็เอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ
“เอ..ข้าคุ้นๆว่าเ้ามิค่อยออกจากเรืิอนนี่หนา เหตุใดกันใช่เพราะมิมีคนพาไปใช่รึไม่”
เงียบ...
“ป่านฉะนี้พ่อเด่นคงจะพาแม่ทิวาไปเที่ยวอีกหลายที่เป็แน่ เ้าว่ารึไม่”
เงียบ...
“นี่เ้ามิรู้สึกรู้สากระไรเลยรึ! แม่ราตรี”
ออกหลวงหนุ่มถามอย่างโมโหที่ร่างบางมิตอบคำถามของตนสักข้อ
“จะให้ข้ารู้สึกเื่กระไรอีกเ้าค่ะ”
..ข้าเหนื่อย ข้าปวดหัว มิอยากคิดกระไรทั้งนั้นเ้าค่ะ
“ก็เื่พ่อเด่นกับพี่สาวเ้าอย่างไรเล่า ปล่อยให้อยู่ตามลำพังเช่นนั้น มิห่วงรึว่าพ่อเด่นจะเปลี่ยนใจไปตบแต่งกับพี่สาวเ้าแทน”
“มิห่วงเ้าค่ะ”
..อย่างไรเขาก็จะได้ตบแต่งกันแน่อยู่แล้วเ้าค่ะ
“หรือเ้าจะยอม ให้พ่อเด่นแต่งทั้งเ้าและพี่สาวเ้าพร้อมกันรึ”
ออกหลวงหนุ่มถามอย่างยียวน ด้วยอยากเห็นราตรีกรีดร้องโวยวายอย่างที่ชอบทำประจำออกมา
“ออกหลวงสรศักดิ์! ท่าน!”
..ฮึ่ม ปากเสียนักเ้าค่ะ!
ราตรีหลับตาข่มกลั้นความโกรธและหันหน้ามองไปทางอื่นแทนเสีย ด้วยไม่อยากมีเื่กับผู้ใดให้เป็บาปกรรม
ด้านหลวงสรศักดิ์เมื่อยั่วโทสะร่างบางตรงหน้าไม่สำเร็จจึงเปลี่ยนไปคุยเื่อื่นแทน
“เหตุใดเ้าถึงห้ามข้าทำร้ายไอ้เด็กมิ่ง”
“มิมีเหตุผลดอกเ้าค่ะ ข้าเพียงแต่สงสาร”
ราตรีตอบอย่างใจเย็น
“เ้านะรึจะคิดสงสารผู้อื่น”
เสียงเข้มเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อถือ
“เ้าค่ะ”
“มันชนเ้าเกือบล้มหนา มินึกโกรธเลยรึ”
“มิโกรธเ้าค่ะ”
ราตรีหันมาสบตาตอบอย่างจริงใจ
“แต่ทุกทีข้าเห็นแต่เ้าชอบตบตีทำร้ายผู้อื่นนี่หนา รึมิใช่”
สิ้นคำออกหลวงหนุ่มใบหน้าที่ซีดเซียวของราตรีก็พลันเศร้าหมองลงไปทันตา
“มันเป็อดีตที่ผ่านไปแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้ข้า..มิอยากทำร้ายผู้ใดอีกแล้ว”
“จะเชื่อได้รึ สันดานคนจะเปลี่ยนง่ายเพียงข้ามคืนรึ”
คนหน้าดุถามด้วยท่าทางยียวนกว่าเดิม แต่สิ่งที่ได้รับคือท่าทางนิ่งเงียบไม่ตอบสิ่งใด มีเพียงแต่สายตาของร่างบางตรงหน้าเท่านั้นที่มีแววไหววูบอยู่ชั่วครู่แล้วพลันจางหายไป
...
เป็เวลาพลบค่ำแล้วกว่าที่ทั้งคู่จะกลับมาถึงท่าน้ำของเรือนซึ่งไล่เลี่ยกับขุนศรีสุนทรและทิวา ส่วนชดกับช้อยยืนรอที่ท่าน้ำด้วยท่าทางกังวลใจ
ขุนศรีสุนทรลอบมองราตรีและหลวงสรศักดิ์ด้วยสายตาที่ไม่มีใครอ่านออกอย่างเงียบๆ
“ราตรีเ้าเพิ่งมาถึงรึ”
ทิวาถามน้องสาวของตนเพราะคิดว่าราตรีน่าจะกลับมาถึงตั้งนานแล้ว
“เ้าค่ะพี่หญิง...ออกหลวงท่าน เย็นมากแล้วเชิญขึ้นเรือนรับสำรับพร้อมกันก่อนค่อยกลับเถิดเ้าค่ะ”
สิ้นคำของราตรีขุนศรีสุนทรจึงหันไปมองหน้าคนทั้งคู่สลับกันอีกครั้งเพราะไม่เคยคิดว่านางจะเป็ห่วงผู้ใดเป็ โดยเฉพาะหลวงสรศักดิ์ที่ชะงักไปกับคำชวนของราตรีมากกว่าผู้ใด ด้วยไม่คิดว่านางจะไม่โกรธตนที่ยั่วโทสะนางอย่างมากมายตลอดทั้งบ่ายแถมยังมีน้ำใจชวนกินข้าวเสียอีก เมื่อมองวงหน้างามเพื่อหาความผิดปรกติก็เห็นเพียงแต่แววตาที่จริงใจส่งกลับมาเท่านั้น
“ว่าอย่างไรเ้าค่ะ”
ราตรีถามย้ำอีกครั้ง
“อะ..เอ้อ..ได้สิ ข้าอยากขึ้นไปกราบคุณลุงอยู่พอดี เ้ากับแม่ทิวาขึ้นไปก่อนเถิดข้าขอคุยกับพ่อเด่นประเดี๋ยว”
“เ้าค่ะ”
สองสาวฝาแฝดจึงพากันเดินขึ้นเรือนไป โดยมีชดและช้อยเดินตามอยู่ด้านหลัง
“วันนี้เป็เช่นไรบ้างขอรับ คุณพี่พาฬขอรับ!”
ขุนศรีสุนทรเอ่ยเรียกหลวงสรศักดิ์ที่เอาแต่มองตามหลังสองฝาแฝดไปไม่วางตา
“ว่ากระไรหนาพ่อเด่น”
“ข้าถามว่า วันนี้เป็เช่นไรบ้างขอรับ”
“จะให้เป็เช่นใดเล่า ข้าก็เหมือนเดิม”
หลวงสรศักดิ์แสร้งตอบเื่อื่น
“แม่ราตรี นางเป็เช่นไรบ้าง”
“นาง...นางเฉยมาก มิมีกระไรทั้งนั้น”
“เฉยรึขอรับ นางมิได้หึงหวง ร้อนรนกระไรบ้างเลยรึขอรับ”
คิ้วเข้มที่ขมวดเป็ปมกับท่าทางร้อนรนของขุนศรีสุนทรทำให้หลวงสรศักดิ์รู้สึกหวาดหวั่นแปลกๆ จนต้องเอ่ยย้ำออกไปอีกครั้งให้แน่ใจ
“ไม่ พ่อเด่นหมายความว่าอย่างไร”
“ก็..ข้าเพียงแต่สงสัยเท่านั้น”
“ที่ผ่านมาเ้าไม่เคยสนใจนาง”
“แต่อย่างไรนางก็ยังได้ชื่อว่าเป็คู่หมายของข้าอยู่”
คำตอบของขุนศรีสุนทรทำให้ร่างสูงของหลวงสรศักดิ์ชะงักไป แววตาลึกล้ำสาดประกายสับสนอยู่ชั่วครู่ก็พลันหายไป ความรู้สึกที่ถูกก่อกวนตลอดวันถูกผู้เป็เ้าของสะกดเอาไว้ให้ลึกสุดใจจนเริ่มเจ็บร้าวไปหมด
...นั่นสิหนา อย่างไรนางก็ยังคงเป็คู่หมายของพ่อเด่นอยู่ดี คู่หมายของสหายรักที่เปรียบเสมือนดั่งพี่น้อง
...
“แม่นายน้อยเ้าขา อย่าเพิ่งขึ้นเรือนเลยหนาเ้าค่ะ”
ชดเอ่ยยั้งนายของตนด้วยท่าทีลุกรี้ลุกลน
“ใช่เ้าค่ะ รอออกขุนท่านก่อนค่อยขึ้นเรือนพร้อมกันดีกว่าหนาเ้าค่ะ”
ช้อยเอ่ยห้ามอีกคนแต่สองสาวไม่ได้สนใจด้วยเหตุว่าเหนื่อยนักอยากพักผ่อนเต็มที
“ชด ช้อย ข้าจะขึ้นเรือนแล้ว ข้าเหนื่อย!”
ราตรีเอ่ยพร้อมทั้งจูงมือพี่สาวเดินขึ้นเรือนโดยไม่สนใจบ่าวทั้งสองที่ตอนนี้มีเค้าความกังวลผุดขึ้นเต็มใบหน้าอีก
...
“มากันแล้วเ้าค่ะคุณหญิง”
สิ้นเสียงของแม่แป้นที่จีบปากจีบคอรายงาน พระยาวิสุทธิ์โหรา คุณหญิงพวงทองและบ่าวคนอื่นๆจึงย้ายสายตามองไปที่ประตูทางขึ้นเรือนเป็ตาเดียว สองสาวเมื่อเดินขึ้นเรือนมาถึงก็ต้องแปลกใจกับท่าทีของคนบนเรือนที่แลดูมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปรกติโดยเฉพาะคุณหญิงพวงทองที่นั่งโบกพัดในมือตนเองอย่างรัวเร็วหนำซ้ำใบหน้ายังบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด ส่วนพระยาวิสุทธิ์โหราเองก็นั่งเงียบคิ้วขมวดสองมือก็กำไม้ตะพดของตนอย่างแ่าก็มองไปที่หลานสาวทั้งสองของตนที่คุณหญิงของตนทีอย่างหนักใจ
“คุณลุง คุณป้า ข้าไหว้เ้าค่ะ”
สองสาวฝาแฝดกล่าวทักทายผู้าุโทั้งสองพร้อมกันเสียงเบา ทิวาที่รับรู้ถึงความผิดปรกติของคนบนเรือนได้ก่อนก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
...เอ เกิดกระไรขึ้น ใยคุณป้าหน้าตาเคร่งเครียดปานนั้น
“แม่ราตรี มาแล้วรึแม่ตัวดี ไปทำงามหน้าไว้อย่างไร รู้ตัวรึไม่”
เสียงคุณหญิงพวงทองตวาดราตรีจนดังก้องไปทั้งเรือน จนคนถูกถามเองก็ยังงงเพราะจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ข้าทำกระไรเ้าค่ะ”
“ทำงามหน้า จับมือถือแขนกับชายที่มิใช่คู่หมายกลางตลาด ทั้งยังเดินตามกันไปไหนต่อไหนทั้งวัน แค่นั้นยังบัดสีมิพอยังจะโอบกอดกันมิได้อายผู้คนเลยอย่างไรเล่าเ้าค่ะแม่หญิง”
แม่แป้นลอยหน้าลอยตาตอบแทนผู้เป็นาย
“อะ..เอ่อ..ใจเย็นๆก่อนหนาเ้าค่ะคุณป้า ฟังน้องข้าอธิบายก่อน”
ทิวาที่ได้ฟังก็เอ่ยทักท้วงแต่ว่าคุณหญิงพวงทองไม่ฟังด้วยไม่ค่อยชอบนิสัยของราตรีเป็ทุนเดิมเมื่อได้รู้ข่าวเสียหายของนางจึงปักใจเชื่อไปก่อนแล้วตอนนี้ผู้มากวัยจึงไม่อาจทำใจเย็นได้อีก
“แม่ทิวาเ้ามิต้องเข้าข้างน้อง มีกระไรจะแก้ตัวรึไม่แม่ตัวดี”
“หากข้าบอกว่ามิได้ทำ คุณป้าจะเชื่อข้ารึไม่เ้าค่ะ”
“คนเขาเห็นกันถ้วนทั่ว เ้ามิต้องมาทำไขสือ ข้าคิดไว้แล้วเชียวว่าคนอย่างเ้ามันดีมิได้กี่วันดอก สร้างแต่เื่แต่ราวให้คนในเรือนขายหน้านัก”
คุณหญิงพวงทองตวาดกลับอย่างเกรี้ยวกราด
“เช่นนั้นข้าก็มิมีกระไรจะพูดเ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยอย่างยอมจำนนด้วยท่าทางเรียบเฉยทำเอาผู้มากวัยกว่ายิ่งโมโหเพราะคิดว่านางท้าทาย
“กำเริบนัก นังจวงไปเอาหวายมาให้นังแป้นโบยนางให้รู้สำนึกเสียบ้าง”
“เ้าค่ะ”
จวงรีบไปเอาหวายมาให้แม่แป้นที่ยิ้มอย่างชอบอกชอบใจที่จะได้โบยคนที่มันแสนชังน้ำหน้านักหนา
“อย่าเ้าค่ะคุณป้า อย่าทำน้องข้าเลย”
ทิวาออกมายืนขวางหน้าราตรีพร้อมทั้งยกมือไหว้คุณหญิงพวงทองไปด้วย
“อย่าทำแม่นายน้อยของบ่าวเลยเ้าค่ะ”
ชดและช้อยเอ่ยปากห้าม
“พี่หญิงอย่าขวางเ้าค่ะ หากเขาอยากโบยก็ให้เขาโบย ข้ามิเป็กระไร”
ราตรีตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่แววตานั้นรวดร้าวนัก
“จองหอง! เ้าออกไปแม่ทิวา มิเช่นนั้นเ้าจะโดนด้วย นังจวงพาแม่หญิงกับนังบ่าวสองคนนี่ออกไป นังแป้นโบยนาง!”
“เ้าค่ะ”
จวงรับคำพร้อมทั้งดึงทิวาออกมาบ่าวคนอื่นๆก็ช่วยกันรั้งชดกับช้อยไว้ได้อย่างทุลักทุเล
ควับ ควับ...
“บ่าวรอมานานแล้วเ้าค่ะ บ่าวจะโบยให้หลังขาด”
แม่แป้นเอ่ยอย่างสะใจ ทั้งยังตวัดหวายกับอากาศให้มีเสียงดังหมายจะข่มขวัญราตรีที่ยืนหน้านิ่งอย่างไม่ทุกข์ร้อน ท่ามกลางสายตาบ่าวไพร่หลายคนที่อยากเห็นราตรีเ็ปเหมือนที่นางเคยกระทำกับบ่าวคนอื่นในอดีต
ราตรีหลับตายืนรอรับความเ็ปหลังไหล่ตรงไม่ขยับเขยื้อนอย่างสงบ นังแป้นเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตีลงมาที่หลังบางสุดแรง
เพี๊ยะ..
ทันใดนั้นภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผู้คนบนเรือนต้องตกตะลึงตาโตอ้าปากค้างกันเป็แถวเพราะก่อนที่หวายจะลงถึงหลังของราตรีก็มีร่างหนาของหลวงสรศักดิ์วิ่งเข้ามากอดนางจากด้านหลังและรับหวายนั้นแทนอย่างฉิวเฉียด
“อะ..ออกหลวงท่าน”
นังแป้นที่มืออ่อนตัวอ่อนครางออกมาแ่เบาพร้อมทั้งลงไปนั่งพับเพียบที่พื้นอย่างหวาดกลัว
ราตรีที่ไม่รู้สึกถึงความเ็ปที่ใดกลับกันนางกลับรู้สึกถึงััอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างกายอย่างแ่า จึงลืมตาขึ้นช้าๆ เห็นท่อนแขนที่คุ้นตาของคนผู้หนึ่งโอบกอดนางไว้ นางค่อยๆเอี้ยวใบหน้างามไปมองด้านหลัง สิ่งที่สะท้อนในดวงตาคู่งามคือใบหน้าคมเข้มดุดันที่อยู่ห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น ในแววตาคมดุคู่นั้นมีแววของความห่วงใยที่ยังไม่จางหายไปเหมือนเช่นทุกที
“อะ..ออกหลวงสรศักดิ์”
เสียงหวานเอื้อนเอ่ยอย่างแ่เบา ทุกสรรพสิ่งรอบกายพลันเงียบสงัด มีเพียงเสียงจากหัวใจสองดวงที่เต้นระรัวดังต่างไปจากทุกทีเท่านั้น
...
“เกิดกระไรขึ้นหรือขอรับ เหตุใดต้องถึงขั้นโบยตีกัน”
เมื่อตั้งสติได้แล้วร่างสูงจึงปล่อยให้คนตัวเล็กเป็อิสระแล้วหันไปถามเ้าของเรือนด้วยแววตาและน้ำเสียงดุดัน
...หากข้าขึ้นมามิทัน เ้าจะเจ็บเพียงใด ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้
“พ่อพาฬ ป้าเพียงแต่ลงโทษแม่คนอวดดีนี่ให้รู้สำนึกเพียงเท่านั้น”
คุณหญิงพวงทองที่ยังไม่หายใดีเอ่ยตอบอย่างเสียไม่ได้
“เื่กระไรขอรับ”
ร่างสูงถามย้ำเสียงกดต่ำอย่างสะกดกั้นอารมณ์เต็มที
“ก็จะเื่กระไรเ้าค่ะ แม่หญิงราตรีทำงามหน้านัก ไปยืนจับมือถือแขนทั้งยังโอบกอดชายที่มิใช่คู่หมายกลางตลาดและยังเดินตามกันไปไหนต่อไหนมิรู้เ้าค่ะ”
นังแป้นที่หายสั่นกลัวลอยหน้าลอยตาตอบ
“อีแป้น! มึงเห็นกับตารึ!”
เสียงเข้มดุดันตวาดถามอย่างเหลืออดเล่นเอาคนบนเรือนสะดุ้งกันเป็แถบ ยิ่งนังแป้นที่ฟังคำลือมาอีกทีถึงกับหน้าถอดสีไปไม่เป็จำต้องก้มหน้างุดเนื้อตัวสั่นเทา
“นางมิได้ทำ!”
“พ่อพาฬรู้ได้อย่างไร”
คุณหญิงพวงทองถามอย่างสงสัยสายตาก็กวาดมองออกหลวงหนุ่มอย่างแคลงใจ
“ข้าคือชายผู้นั้นขอรับ”
สิ้นคำทุกคนจึงหันมามองหน้าคมเข้มอย่างตกตะลึงอีกครั้ง สายตาทุกคู่หันมองออกหลวงหนุ่มทีหันมองราตรีทีอย่างสงสัยระคนอยากรู้ หลวงสรศักดิ์จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คนบนเรือนฟัง โดยมีชดและช้อยช่วยยืนยันอีกแรง
“เป็เช่นนั้นรึ แม่ราตรี”
ท่านออกญาเ้าของเรือนที่เงียบมานานเอ่ยถามหลานสาว
“เป็เช่นนั้นเ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเฉยชา ทำให้พระยาวิสุทธิ์โหราและคุณหญิงพวงทองมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่เข้าใจผิดนางไปไกลโข
“เช่นนั้นก็..”
พระยาวิสุทธิ์โหราอ้ำอึ้งมองหน้าคุณหญิงของตนที หลานสาวที่ถูกกล่าวหาของตนทีอย่างลำบากใจ
“ข้ามิถือสาเ้าค่ะ”
ราตรียังคงตอบด้วยท่าทีนิ่งสงบเช่นเดิมแล้วหันไปยกมือไหว้หลวงสรศักดิ์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน
“ข้าขอบน้ำใจออกหลวงท่านเ้าค่ะที่ช่วยเหลือข้า และข้าขอตัวเข้าห้องนอนก่อนหนาเ้าค่ะคุณลุงคุณป้า ข้ารู้สึกมิค่อยสบาย”
เ้าของเรือนพยักหน้าอนุญาตช้าๆ ด้วยราตรีนั้นเอ่ยขอตัวออกไปอย่างใจเย็นผิดปรกติวิสัยของนางนัก ทำให้ไม่มีใครกล้าขัดนางอีก
“เอ่อ..ข้าขอตัวตามไปดูน้องหนาเ้าค่ะ”
พระยาวิสุทธิ์โหราพยักหน้าตกลง ทิวาจึงรีบเดินตามน้องสาวไปทันทีโดยมีชดและช้อยเดินตามไม่ห่าง
คล้อยหลังสองสาวออกหลวงหนุ่มจึงหันใบหน้าดุดันทั้งยังส่งสายตาเกรี้ยวกราดมามองคนบนเรือนทีละคนช้าๆ สองมือกำไม้ตะพดไว้แน่นอย่างสะกดกั้นอารมณ์ที่ใกล้ประทุเต็มทีพลางกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“แล้วนี่ผู้ใดกันที่มันบังอาจนำความเท็จนี้มาแจ้งคุณลุง คุณป้า ขอรับ”
สิ้นคำบ่าวทุกคนบนเรือนก็หันไปมองที่แม่แป้นเป็ตาเดียว แม่แป้นที่กลัวความผิดแต่เดิมอยู่แล้ว จึงนั่งก้มหน้าก้มตากายสั่นสะท้านหนักกว่าเดิม
“อีแป้น! มึงมองหน้ากู!”
เมื่อแม่แป้นเงยหน้าขึ้นสบตาออกหลวงหนุ่มจึงเอ่ยถ้อยคำในใจออกไปด้วยสีหน้า แววตา และน้ำเสียงที่ดุดันมากกว่าเดิม อย่างช้าๆชัดๆ หมายให้นังบ่าวชราได้จดจำจนขึ้นใจ
“คราวหลังหากจะเพ็ดทูลกระไร จงไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน มิเช่นนั้น มึงอาจจะมิมีปากไว้พูดกระไรอีก!”
นังแป้นที่ได้ยินก็ถึงกับตาโตอ้าปากค้างด้วยความกลัว เมื่อเห็นว่านังบ่าวชราน่าจะจดจำได้แล้วร่างสูงจึงเอ่ยคำลาเ้าของเรือนอย่างมีมารยาทแต่สายตาคมดุไม่ละไปจากใบหน้าซีดเซียวของนังแป้นแม้แต่น้อย
“คุณลุงคุณป้า ข้าลาขอรับ”
พูดจบร่างสูงก็เดินลงจากเรือนไปทันทีไม่ทันให้เ้าของเรือนตอบรับอะไรด้วยซ้ำ
คล้อยหลังร่างสูง แม่แป้นที่ตกอยู่ในอาการหวาดกลัวตัวสั่นได้เป็ลมล้มพับลงไปเสียแล้ว
...