เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 94 ไม่ใช่พ่อลูกกันแต่ดีกว่าพ่อแท้ๆ

            ถึงแม้เมื่อครู่นี้นางจะตั้งใจทำโจ๊กให้อันเกอเอ๋อร์กินโดยเฉพาะแต่ก็เหมือนกับโหยวฉา [2] ในยุคหลังที่ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็กินได้ในเมื่อท่านผู้อาวุโสชอบขนาดนี้ มิสู้ครั้งหน้านางบดข้าวสารเพิ่มสักหน่อย และทำให้เยอะขึ้นทุกคนจะได้ลองชิมกัน

            ยามเที่ยงของวันรุ่งขึ้นในที่สุดกงจื้อหมิงก็หาเวลาปลีกตัวกลับมาที่จวนได้ในขณะที่เขากำลังก้าวเข้ามาในจวนก็ได้กลิ่นหอมฉุยลอยมาตามลมจากทางในเรือน

            อากาศในเดือนเก้าเริ่มเย็นลงเล็กน้อยต้นพลับในลานก็มีลูกพลับสีแดงผลใหญ่แขวนอยู่ราวกับโคมแดงใบไม้ก็เปลี่ยนสีจากเขียวเข้มเป็นเขียวอ่อน แสงแดดร้อนแรงไม่น้อยหากว่ายืนอยู่ในลานเล็กๆ และเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าจะรู้สึกได้ถึงอากาศปลอดโปร่งแสนสบาย

            อันเกอเอ๋อร์เป็นเด็กซุกซนถึงแม้เขาจะยังเดินเซไปเซมา หากไม่มีคนคอยช่วยประคองก็จะล้มลงแต่เขาก็ยังชอบเดินด้วยตนเองมากกว่า ก็เลยไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้ลุงอวิ๋นที่คอยประคบประหงมคุณชายน้อยมาโดยตลอดก็อดไม่ได้ที่จะทำตามใจเขาอย่างไม่มีข้อแม้เมื่อเห็นแบบนี้เขาก็สั่งทุกคนว่า หากว่าใครว่างจากการทำงานแล้วก็ให้มายืนอยู่รอบๆจะได้ยื่นมือไปประคองคุณชายน้อยได้ตลอดเวลาคุณชายน้อยจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวขึ้นมาจริงๆ

            ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กลอยออกมาจากในลานกงจื้อหมิงก็เดาว่าบุตรชายของเขากำลังวิ่งเล่นไปรอบๆ อีกแล้วเขาเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว และสีหน้าที่แสนอ่อนโยนของเขาก็เก็บไว้ไม่มิดอีกต่อไปราวกับว่าท่านแม่ทัพที่แสนจะเย็นชาและเด็ดขาดข้างนอกคนนั้นถูกโยนออกไปจากลานทันที

            แต่น่าเสียดายที่เขากลับเดาผิดอันเกอเอ๋อร์กำลังนั่งอยู่บนเสื่อผืนเล็กๆ ในมือของเขามีม้าไม้ตัวเล็กและก็กำลังกินโจ๊กที่แม่ป้อนให้อย่างเรียบร้อย ปากน้อยๆ ของเจ้าเด็กอ้วนเคี้ยวขมุบขมิบกินอย่างน่าเอร็ดอร่อย

            กงจื้อหมิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยในขณะที่เขากำลังจะพูดเจ้าเด็กตัวน้อยก็หันมาเห็นเขา ปากเล็กๆก็อ้าออกและหลุดคำว่า “เตี่ย” ออกมาด้วยเจ้าเด็กตัวน้อยใช้มือเล็กเพื่อดันตัวลุกขึ้นยืนบนเสื่ออย่างสุดแรง เขาค่อยๆปัดช้อนเล็กๆ ที่มารดากำลังป้อนอยู่ออกไป เขากอดม้าไม้และยิ้มออกมาจากนั้นก็เดินไปทางกงจื้อหมิงอย่างมั่นคง

            ไม่ง่ายเลยที่เด็กคนนี้จะเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้แม้แต่ติงเหว่ยและเฉิงเหนียงจื่อที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ทันตอบสนองดวงตาของพวกนางเบิกกว้างและเฝ้ามองเขาวิ่งออกไปไกลถึงสี่ห้าก้าว

            กงจื้อหมิงเองก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นหัวใจของเขาก็อ่อนยวบลงราวกับกลายเป็นน้ำผึ้งในไห ไม่เจอกันแค่สองวันบุตรชายของเขาก็เติบโตมากขนาดนี้แล้วไม่เพียงแต่พูดออกมาได้อย่างชัดเจน และดูเหมือนว่าร่างกายของเขาก็แข็งแรงมากขึ้นด้วย

            น่าเสียดายที่เด็กน้อยช่วงนี้ยังไม่สามารถเอ่ยชมได้เขายังไม่ทันที่จะอ้าปากพูดเจ้าเด็กอ้วนก็สะดุดและภาพที่เห็นก็คือเด็กน้อยกำลังจะสัมผัสอย่างแนบชิดกับพื้นดิน

            ติงเหว่ยร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจนางรีบพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันสนใจว่าตนเองยังถือชามอยู่ในมือเลยด้วยซ้ำทว่ากงจื้อหมิงกลับมีปฏิกิริยาเร็วกว่านางมือใหญ่ของเขาคว้าอันเกอเอ๋อร์ไว้และอุ้มขึ้นมาและเขาก็ยังไม่ลืมที่จะประคองติงเหว่ยเอาไว้ด้วย สามคนพ่อแม่ลูกกอดกันอย่างแนบแน่น

            อันเกอเอ๋อร์ไม่เพียงแต่ไม่กลัวเท่านั้นเขายังคิดว่ากำลังเล่นเกมที่สนุกสนานอยู่ก็เลยหัวเราะคิกคักออกมา เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเด็กน้อยก็ดังออกมาจากเรือนในและลอยออกไปไกล

            ติงเหว่ยตกใจเล็กน้อยและไม่สนใจว่าตัวนางจะเปื้อนโจ๊กสักแค่ไหนนางโมโหจนยกมือขึ้นไปตีลูกชายหนึ่งทีแล้วตำหนิว่า“เจ้าเด็กดื้อทำให้คนอื่นตกใจไปหมด!”

            หลังจากพูดจบนางก็หันไปทางกงจื้อหมิง “ท่านบอกว่าสองสามวันนี้งานยุ่งไม่ใช่หรือทำไมถึงได้กลับมาเวลานี้ล่ะ?”

            กงจื้อหมิงยิ้มและพยักหน้า“วันนี้ข้าไม่ยุ่งก็เลยกลับมาดูสักหน่อย!” ส่วนที่ว่ากลับมาดูผู้ใดคำตอบก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วโดยไม่ต้องถาม

            แววตาของเขาอ่อนโยนราวกับสายลมโชยอ่อนในฤดูร้อนที่น่าหลงใหลเขาจ้องไปที่ติงเหว่ยนิ่งๆ เป็นเวลานานทำให้ติงเหว่ยเขินจนหน้าแดงนางก้มหน้าลงอย่างทำอะไรไม่ถูก และแอบเหลือบมองไปทางซ้ายและทางขวาจากนั้นก็ตำหนิออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ยังมีคนอื่นอยู่อีกนะ!”

            กงจื้อหมิงเงยหน้ากวาดตามองทุกคนที่อยู่ในลานเขาอยู่ในสถานะที่สูงส่งเป็นเวลานานแค่เขามองอย่างเย็นชาก็ทำให้เฉิงเหนียงจื่อและเสี่ยวชิงตกใจจนอกสั่นขวัญแขวนพวกนางรีบคำนับและขอตัวออกไปในทันที และที่ลานแห่งนี้ก็เหลือเพียงสามคนพ่อแม่ลูก

            เมื่อติงเหว่ยไม่เห็นคนอื่นแล้วนางก็รู้สึกเป็นตัวเองขึ้นมาบ้างนางเอื้อมมือออกไปรับอันเกอเอ๋อร์ออกจากอ้อมแขนของเขา “ส่งมาให้ข้าอุ้มเถอะ ท่านเพิ่งกลับมาน่าจะเหนื่อยไม่น้อย”

            กงจื้อหมิงกลับลุกขึ้นยืนแต่ก็ไม่ได้ส่งอันเกอเอ๋อร์ให้นางไป เขาแค่กะน้ำหนักในมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ไม่เจอกันไม่กี่วันน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นนิดหน่อย! เจ้าเด็กอ้วน!”หลังจากพูดจบแววตาของเขาก็มีความเอ็นดูเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน“อันเกอเอ๋อร์หนักขนาดนี้ เจ้าจะอุ้มไหวได้ยังไง ให้ข้าอุ้มไว้สักพักก็แล้วกัน!”

            ในใจของติงเหว่ยรู้สึกหวานชื่นทว่าปากของนางกลับไม่ยอมปล่อยไป “ท่านจะกลับมาที่จวนได้สักกี่วันเดี๋ยวพอท่านออกไปทำงาน ข้าก็ยังต้องเป็นคนอุ้มอยู่ดี!”

            กงจื้อหมิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงช่วงนี้ที่ได้เจอกันน้อยและแยกทางกันนาน เขาก็พูดอย่างรู้สึกผิดว่า“ข้าเองก็อยากกลับมาอยู่กับเจ้าและอันเกอเอ๋อร์ทุกวันแต่ตอนนี้ข้ามีเรื่องต้องทำจริงๆ!”

            หลังจากที่ติงเหว่ยพูดจบนางก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยราวกับว่ามีเมฆสีแดงๆ สองก้อนปรากฏขึ้นบนแก้มของนาง ขนตาตรงและยาวที่กะพริบไปมาทำให้หัวใจของคนที่เห็นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นไหว

            กงจื้อหมิงอดไม่ได้ที่จะมองอย่างเคลิบเคลิ้มและอดไม่ได้ที่จะจูบลงไปสักครั้ง

            อันเกอเอ๋อร์เองก็ไม่ใช่เด็กเรียบร้อยเมื่อเขาเห็นว่าพ่อแม่ของเขาต่างก็อยู่ข้างๆ แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลย เขาเบิกตากลมโตจากนั้นก็ใช้มืออ้วนน้อยๆ ของเขาดึงที่ผมของกงจื้อหมิงอย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อยทั้งยังส่งเสียงออกมาอย่างน่ารักว่า “เตี่ย เตี่ย…”

            อันเกอเอ๋อร์เป็นเด็กที่เรียนรู้เร็วไปสักหน่อยยังไม่ทันครบหนึ่งขวบดีเขาก็เริ่มส่งเสียงออกมา ทุกวันนี้ถึงจะพูดออกมาได้ทีละคำ แต่ก็ออกเสียงได้ชัดเจนมากแล้ว

            แต่ว่าเสียง“เหยี่ย” มักจะออกได้ไม่ค่อยดีนัก เขามักจะออกเสียงเป็น “หยา” แทนแต่ถึงกระนั้นก็ทำให้ลุงอวิ๋นกับผู้อาวุโสเหว่ยมีความสุขอยู่นานสองนานพวกเขาต่างก็บอกว่าอันเกอเอ๋อร์กำลังเรียกตนเองอยู่และเคยทะเลาะกันด้วยเหตุนี้สองรอบ

            ติงเหว่ยปวดหัวที่เด็กคนนี้มักถือว่ากงจื้อหมิงเป็นพ่อของเขาถึงแม้พวกเขาทั้งสองคนจะเข้ากันได้เป็นอย่างดีแต่ในอนาคตก็ไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแน่นอนเด็กน้อยพูดออกมาเช่นนี้หากคนอื่นได้ยินเข้าคงคิดว่านางตั้งใจสอนให้เรียกเป็นแน่แต่ไม่ว่านางจะบังคับหรือเกลี้ยกล่อมเป็นการส่วนตัวอย่างไรอันเกอเอ๋อร์ก็ไม่ยอมเปลี่ยนคำเรียก เมื่อเวลานานเข้านางก็เลยยอมแพ้ไปด้วย

            อันที่จริงแล้วนางไม่รู้เลยว่าคนในสกุลอวิ๋นที่รู้เรื่องราวภายในทั้งหมด เมื่อใดก็ตามที่เขาได้ยินอันเกอเอ๋อร์เรียกเตี่ยเตียทุกคนต่างก็หน้าบานด้วยความปีติยินดีเมื่อเขาเรียกออกมาครั้งหนึ่งก็ให้ของเล่นชิ้นหนึ่งอันเกอเอ๋อร์จะยอมเปลี่ยนคำเรียกได้อย่างไรกัน?

            กงจื้อหมิงที่จู่ๆก็ถูกลูกชายดึงผม มือน้อยๆ อ้วนๆ ของเขาพลังเยอะไม่เบา การดึงตอนนี้จึงทำให้รู้สึกเจ็บจริงๆขึ้นมา กงจื้อหมิงอยากจะแกะมือน้อยๆ จอมซุกซนของเขาออกไป แต่ก็เกรงว่าจะทำให้ลูกชายบาดเจ็บเอาได้เขาจึงทำได้เพียงเอียงหัวไปเล็กน้อยแล้วพูดเกลี้ยกล่อมว่า“อันเกอเอ๋อร์ปล่อยมือเถอะนะ!”

            อันเกอเอ๋อร์ทำเหมือนไม่ได้ยินและกลับรู้สึกสนุกขึ้นไปอีก มือของเขาออกแรงดึงเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

            ติงเหว่ยมองเรื่องสนุกอยู่ครู่หนึ่งนางเกรงว่าลูกชายของนางจะดึงผมของกงจื้อหมิงออกมาจริงๆ โดยไม่ได้ตั้งใจก็เลยรีบก้าวไปข้างหน้าทั้งตำหนิและเกลี้ยกล่อม แต่อันเกอเอ๋อร์ก็หัวเราะคิกคักไม่หยุดราวกับว่าเขากำลังเฉลิมฉลองให้ตนเองที่หาเรื่องสนุกๆ เจอ

            ติงเหว่ยไม่มีทางเลือกนอกจากยื่นมือออกไปจั๊กจี้ที่ไหล่ของอันเกอเอ๋อร์เจ้าเด็กอ้วนทนไม่ไหวอีกต่อไปและยอมปล่อยมือออก เขาหันกลับไปโอบคอของกงจื้อหมิงเอาไว้และหลบไปหลบมาตัวน้อยๆ ของเขาทั้งนุ่มนิ่มและอบอุ่น ทำให้ในใจของกงจื้อหมิงรู้สึกอบอุ่นมากขึ้นไปอีกกงจื้อหมิงอุ้มเขาเอาไว้และพาเดินวนไปมาในลานหลายรอบ

            เป็นอย่างที่คาดไว้อันเกอเอ๋อร์ผู้กล้าหาญก็หัวเราะออกมาอย่างร่าเริงยิ่งกว่าเดิม

            ติงเหว่ยมองไปที่หนึ่งคนตัวโตและหนึ่งคนตัวเล็กที่กำลังเล่นกันอย่างบ้าคลั่งนางกุมหน้าผากอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

            ความสงสัยที่เกิดขึ้นมาในจิตใจนับครั้งไม่ถ้วนก็ค่อยๆปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง หรือว่าจะเป็นอย่างที่คนเฒ่าคนแก่ว่าเอาไว้ เด็กๆสนิทสนมกับใครหน้าตาก็จะค่อยๆ เหมือนคนคนนั้นไปด้วย?

            หนึ่งคนตัวโตกับหนึ่งคนตัวเล็กเหตุใดถึงได้มีความคล้ายคลึงกันถึงห้าส่วนโดยเฉพาะคิ้วที่เหมือนกันถึงห้าส่วน หากจะบอกว่าไม่มีสายเลือดเดียวกันเกรงว่าคงจะไม่มีใครเชื่อ

            แต่เมื่อนึกถึงค่ำคืนที่เลือนรางและคลุมเครือในวันนั้นนางก็ส่ายศีรษะไปมา ต้องเป็นเพราะนางคิดมากไปเองแน่ๆ

            ……

            ในขณะที่กำลังคิดอยู่นางก็กลับเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แขนและปกเสื้อเลอะไปด้วยโจ๊กออก

            หลังจากกลับเข้ามาในลานกลับไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของอันเกอเอ๋อร์นางออกไปหารอบๆก็เห็นว่ากงจื้อหมิงกำลังนั่งอยู่ในห้องครัวและอุ้มอันเกอเอ๋อร์เพื่อป้อนโจ๊กไปด้วย

            อันเกอเอ๋อร์เมื่อครู่เพิ่งกินอิ่มไปครึ่งเดียวตอนนี้มือทั้งสองของเขาก็คว้าแขนเสื้อของกงจื้อหมิงเอาไว้ เท้าน้อยๆ อ้วนๆ ของเขาก็เตะจี้หยกที่ห้อยอยู่บนเอวของกงจื้อหมิงไม่หยุดเขากินอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข

            ส่วนใบหน้าของกงจื้อหมิงก็เต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดูราวกับบิดาที่แท้จริงไม่มีผิด มือใหญ่ของเขาถือช้อนเอาไว้ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจราวกับว่าสิ่งที่นั่งอยู่บนตักของเขาไม่ใช่เด็กน้อยแต่เป็นโลกทั้งใบ

            ติงเหว่ยยืนมองจากที่ประตูอย่างเหม่อลอยในใจของนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจผู้ชายคนนี้ปฏิบัติต่ออันเกอเอ๋อร์ราวกับว่าเป็นลูกของเขาจริงๆ

            สวรรค์ไฉนถึงได้เมตตาต่อนางมากขนาดนี้ผู้ชายที่นางรักก็รักนาง และยังรักสายเลือดของนางอีกด้วย!

            บางทีกงจื้อหมิงอาจรู้สึกได้ถึงลมหายใจของนางเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาและกวาดตามองไปที่คิ้วและเสื้อผ้าของนางรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่หางตาและคิ้วของเขา

            สตรีตั้งใจแต่งหน้าเพื่อคนที่รักเมื่อครู่ติงเหว่ยกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและยังตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษ นางหวีผมใหม่เขียนคิ้ว ทาริมฝีปากเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อสีอ่อนคู่กับกระโปรงที่ปักเป็นลายดอกไม้สีขาวและใบไม้สีเขียวเผยให้เอวที่คอดบางราวกับต้นหลิวของนาง ผิวก็ขาวราวกับหยก

            กงจื้อหมิงเอ่ยปากชื่นชมอย่างไม่ลังเล“ช่างงดงามมากจริงๆ!”

            แก้มของติงเหว่ยแดงเล็กน้อยนางเหลือบมองเขาแล้วเดินเข้าไปข้างหน้า นางตั้งใจจะรับชามโจ๊กและลูกชายมา

            นึกไม่ถึงว่าอันเกอเอ๋อร์จะปฏิเสธเขาคว้าแขนเสื้อของพ่อเอาไว้แน่นโดยไม่ยอมปล่อยมือ จนเกือบจะทำโจ๊กหกหมด

            ติงเหว่ยเอื้อมมือไปแย่งชามโจ๊กมาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็คว้าคอเสื้อของลูกชายนางและจับเขามาไว้บนหน้าตักของตนเองแล้วก็พูดตำหนิออกมาว่า “ส่งมาให้ข้าเถอะ ผู้ชายตัวโตอย่างพวกท่านดูแลเด็กไม่เป็นหรอกอีกอย่างเจ้าเด็กคนนี้ก็ดื้อจะตายไป!”

            หลังจากพูดเสร็จนางก็ชี้ไปที่หม้อที่วางอยู่บนเขียงแล้วพูดว่า “ท่านเองก็หิวแล้วใช่ไหมข้าทำข้าวธัญพืชบดไว้เป็นจำนวนมากพอดี ท่านกินรองท้องไปก่อนแล้วเดี๋ยวตอนเที่ยงข้าจะทำกับข้าวเพิ่มให้สักสองสามอย่างเพื่อบำรุงร่างกายเสียหน่อย”

            กงจื้อหมิงเองก็ไม่ปฏิเสธเขาไปตักข้าวมาหนึ่งชามอย่างที่คาดไว้จริงๆในห้องครัวที่จุดเตาไฟอยู่อากาศร้อนอบอ้าวเป็นอย่างมากทำให้สองผู้ใหญ่และหนึ่งเด็กย้ายไปนั่งอยู่ใต้ต้นพลับลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเย็นสบาย และนั่งชมท้องฟ้าสดใสที่ไร้เมฆปกคลุม…

            ลุงอวิ๋นแอบอยู่ที่ประตูเรือนและมองเข้าไปด้านในในสมองของเขาจินตนาการไปแล้วว่าติงเหว่ยให้กำเนิดอันเกอเอ๋อร์คนที่สองและอันเกอเอ๋อร์คนที่สาม เขาจะถูกรายล้อมไปด้วยเด็กตัวขาวๆ อ้วนๆพร้อมตะโกนออกมาว่าเหยี่ยเหยี่ย ช่างเป็นเรื่องที่มีความสุขจริงๆ!

            หากวันหน้าที่เขาไปถึงหวงเชวี่ยน[3] และได้พบกับเหล่าบรรพบุรุษสกุลกงจื้อเขาก็สามารถยืดอกและพูดออกมาได้ว่าเขาได้ทำตามที่เหล่าอู่โฮ่วได้ฝากฝังเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

            หลังจากที่ติงเหว่ยป้อนอาหารเขาจนอิ่มแล้วก็กล่อมให้เขานอนหลับจากนั้นนางก็ไม่สนใจที่จะพักผ่อนและเริ่มเข้าห้องครัวไปทำอาหารทันที

            ช่วงนี้กงจื้อหมิงยุ่งมากถึงแม้เรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้าของเขาจะมีเฟิงจิ่วคอยดูแลก็ไม่ถือว่าลำบากอะไร แต่อย่างไรก็ไม่ดีเท่ากับที่ในจวน ไม่ง่ายเลยที่เขาจะได้กินอาหารดีๆเช่นนี้ ทำให้เขาอยากอาหารเป็นอย่างมาก เขากินข้าวอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ถึงกับกินอย่างตะกละมูมมาม ยังคงมีท่าทีที่นิ่งสงบและสง่างาม

            ติงเหว่ยเห็นแล้วก็ปวดใจเล็กน้อยนางลุกขึ้นเพื่อรินน้ำอุ่นที่ผสมกับชิวหลีเกา [4] ให้เขาแก้วหนึ่ง“ดื่มเพื่อดับกระหายสักหน่อย”

            ติงเหว่ยเพิ่งทำชิวหลีเกาไว้ไม่นานมานี้เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะแห้งมากทำให้อันเกอเอ๋อร์ ต้าหวาและเอ้อร์หวาต่างก็เป็นร้อนในกันนิดหน่อย เด็กๆ ไม่ควรกินยามากเกินไปนางจึงทำชิวหลีเกาขึ้นมาซึ่งมีรสชาติหวานทำให้อันเกอเอ๋อร์และเด็กๆ ต่างก็ชอบดื่ม

            -------------------—-------------------—-------------------

            [1] ไม่ใช่พ่อลูกกันแต่ดีกว่าพ่อแท้ๆ 不是父子胜似父子หมายถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ไม่เกี่ยวกับสายเลือดของความรักในครอบครัวแม้ว่าคนทั้งสองจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ใกล้ชิดกันมากกว่าและลึกซึ้งกว่าพ่อและลูกที่แท้จริง

            [2] โหยวฉา 油茶หมายถึงอาหารเช้าประเภทหนึ่ง ทำจากผงแป้ง ดอกกุ้ยฮวา และน้ำมันไขกระดูกวัว เอาไปเคี่ยวจนเป็นเนื้อเดียวกันมีลักษณะคล้ายกับโจ๊ก

            [3] หวงเชวี่ยน 黄泉หมายถึงในวัฒนธรรมจีนหมายถึงสถานที่ที่ผู้คนไปหลังจากความตาย นั่นคือ ยมโลกนอกจากนี้หวงเชวี่ยนยังเป็นหนึ่งในน้ำพุนรกทั้งเก้า

            [4] ชิวหลีเกา 秋梨膏หมายถึงยาสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบหลักเป็นลูกแพร์ หรือ สาลี่หิมะซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการดับร้อน ต้านอาการไอและช่วยขับเสมหะ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841