ภาคปฐมบท : จุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่
ท่ามกลางความมืดมืด มีเสียงกระบี่ฟาดฟันกันกระหน่ำพื้นดินเต็มไปด้วยเื ซากศพเกลื่อนกลาดมหาศาล กองทัพคนชุดดำกว่า 10,000 คนกำลังล้อมโจมตีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ในกลุ่มนั้นมีหญิงสาวหน้าตาสวยสะคราญกำลังอุ้มทารกผู้หนึ่งด้วยความสิ้นหวังทั้งน้ำตา กำลังวิ่งหนีจากการไล่ล่าสุดชีวิต
"อี้หลิง รีบพานายน้อยหนีไปซะ พวกข้าจะยื้อเ้าพวกสารเลวนี้เอง" เสียงของผู้าุโคนหนึ่งะโขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ใช่แล้วล่ะ เ้าจงรีบหนีไปยังหุบเขาเมฆาครามซะ ถ้านายน้อยยังมีชีวิตอยู่ ความหวังที่จะล้างแค้นของตระกูลอู๋ก็ยังไม่หมดไป"
ผู้าุโอีกคนกล่าวขึ้นมา
คำพูดของผู้าุโ คือความหวังเดียวที่เป็แรงผลักดันให้อู๋อี้หลิงเข้มแข็งและวิ่งต่อไป แม้กายจะเหนื่อยล้าแต่จิตใจนางก็ไม่ยอมแพ้
ฟุ๊บ ฟุ๊บ ฟุ๊บ !
เสียงเท้าชายชุดคลุมดำ 3 คนวิ่งมาขวางข้างหน้าอู๋อี้หลิง แม้แต่เหล่าผู้าุโก็ตามไปปกป้องนางไม่ทัน
"แย่แล้ว! น้องห้ารีบไปช่วยอี้หลิงก่อน ข้าจะรับมือตรงนี้เอง " ผู้าุโสามกล่าวขึ้นด้วยความวิตก
"รับทราบศิษย์พี่" ผู้าุโห้ากล่าวแล้วรีบวิ่งไปช่วยอู๋อี้หลิง
"เหอะ พวกเ้ายอมอยู่เฉยๆให้พวกเราฆ่าซะเถอะ" ชายชุดดำผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมา
"เ้าพวกสารเลว พวกข้าจะฆ่าล้างบางพวกเ้าให้หมดเลยคอยดูเถอะ" ผู้าุโสามะโด้วยความโกรธ
"เหอะๆ! ต่อให้มีสิบชีวิตวันนี้พวกเ้าก็ไม่รอดหรอก"
"ฝ่ามือเพลิงพิฆาต" สิ้นเสียงฝ่ามือเปลวเพลิงที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณก็พุ่งไปหาผู้าุโสี่ที่กำลังรับมือศัตรูอีกคนอยู่
อ๊ากกกกก!!
"น้องสี่!!" ผู้าุโสามะโขึ้นด้วยความใ
"นี่เ้า... " ผู้าุโสี่กล่าวขึ้นด้วยความใ เมื่อมองไปยังหน้าตาของชายที่โจมตีใส่ตน ผู้าุโสี่ได้แต่ตะลึงตาค้างเพราะไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าชายที่โจมตีตนเองจะเป็สหายคนสนิทที่ตัวเองเชื่อใจที่สุดไปเสียได้
"ฮ่าๆๆๆๆ นี่น่ะหรือผู้าุโสี่แห่งตะกูลอู๋ ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องแพ้เพราะจำนวนสินะ" ชายชุดดำผู้โจมตีผู้าุโสี่กล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก
"ทำไมกัน หลี่ซาน ทำไมแม้แต่เ้าก็ทรยศพวกเรา? ทหารคนสนิทขององค์จักรพรรดิอย่างเ้า ทำไมยังร่วมมือกับคนพวกนี้" ผู้าุโสี่กล่าวขึ้นด้วยความใและคาดไม่ถึงเพราะไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าแม้แต่สหายของตนเองก็ยังทรยศและร่วมการฆ่าล้างคนในตระกูลของตนในครั้งนี้
"ทำไมน่ะหรือ ฮ่าๆๆ เ้าโง่ทั้งหมดก็เพื่อตระกูลข้ายังไงล่ะ ถ้าทำลายพวกเ้าตระกูลอู๋ได้ ข้าก็จะได้อำนาจเพื่อจะทำให้ตระกูลหลี่ของข้าได้ผงาดขึ้นมายังไงล่ะ"
หลี่ซานกล่าว
"แต่ว่าองค์จักรพรรดิมีสายตาอยู่ทุกที่พระองค์จะต้องรู้เื่นี้แน่ ถ้าเป็แบบนี้ตระกูลเ้าก็จะต้องเผชิญกับความพิโรธขององค์จักรพรรดิแน่นอน เ้าเองก็น่าจะรู้ดี แต่ทำไมยังทำแบบนี้กัน?" ผู้าุโสี่กล่าวถามด้วยความสงสัยและความโกรธเกรี้ยว
"ถูกของเ้า สายตาองค์จักรพรรดิกว้างไกลและมีอยู่ทุกแห่งหนไม่มีสิ่งใดที่เล็ดลอดสายตาของพระองค์ไปได้ และพระองค์รู้เื่ที่เกิดขึ้นนี้แน่ ถ้าพระองค์จะช่วยเหลือพวกเ้าก็ทำได้ไม่ยาก จะบอกว่าพระองค์ส่งกำลังเสริมมาช่วยพวกเ้าไม่ทันก็ไม่มีทางเป็ไปได้ ถ้างั้นทำไมพระองค์ถึงไม่ช่วยพวกเ้ากันล่ะ เ้าลองบอกข้าหน่อยสิอู๋ซื่อ" หลี่ซานกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เหยียดหยามและมองผู้าุโสี่ด้วยความสมเพช
"ระ หรือว่า?" ทำไมองค์จักรพรรดิที่น่าจะรู้ว่าจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้นแต่กลับไม่ส่งกำลังเสริมมาช่วย จะบอกว่าเกิดเื่กับจักรพรรดิก็เป็ไปไม่ได้เพราะในอาณาจักรแห่งนี้ไม่มีตระกูลหรือสำนักนิกายใดมีอำนาจที่จะสั่นคลอนองค์จักรพรรดิได้ ทันใดนั้นร่างของผู้าุโสี่ก็สั่นเทาเพราะคิดบางอย่างขึ้นมาได้
"ฮ่าๆๆๆ ใช่แล้วล่ะ องค์จักรพรรดิคือผู้อยู่เื้ัยังไงล่ะ ทีนี้เ้าก็เข้าใจแล้วสินะ ถ้าเช่นนั้นก็ยอมแพ้เสียเถอะ เพราะเมื่อองค์จักรพรรดิลงมือ ไม่มีใครรอดไปได้หรอก" หลี่ซานกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
"มะ ไม่จริง ทำไมพระองค์ถึงได้ทำแบบนี้" ได้ฟังคำกล่าวของหลี่ซาน ต่อให้เป็ประชาชนทั่วทั้งอาณาจักรก็คงจะไม่เชื่อ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าองค์จักรพรรดิแห่ง"อาณาจักรเหนือนภา"เป็คนที่อ่อนโยนและรักความสงบมากแค่ไหน
"เ้าจะใไปทำไม เ้าก็น่าจะรู้นี่ว่าผู้ที่อยู่บนบัลลังก์มานานถึง 40 ปีอย่างองค์จักรพรรดิจะเป็คนที่สงบเสงี่ยมไม่มีความทะเยอทะยานอย่างที่เห็นภายนอกได้ยังไง" หลี่ซานกล่าว
ใช่แล้วล่ะ เหล่าตระกูลชั้นสูง และสำนักนิกายต่างๆ นั้นรู้ดี ว่ากว่าจะขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์จักรพรรดินั้นต้องผ่านานองเืภายในราชวงศ์มามากมาย เพราะองค์จักรพรรดิคนปัจจุบันแห่งอาณาจักนเหนือนภานั้นมีพี่น้องอยู่ถึง 10 คน ซึ่งองค์จักรพรรดิองค์ก่อนนั้น ้าให้ผู้ที่มีความสามารถเท่านั้นถึงจะครองบัลลังก์ได้ พระองค์จึงตั้งกฎไว้ว่า ให้บรรดาลูกๆที่ปราถนาจะครองบัลลังก์จะต้องรวบรวมเหล่าผู้สนับสนุนหาพรรคพวกเพื่อมาต่อสู้กันจนได้ผู้ชนะเท่านั้นถึงจะได้นั่งบนบัลลังก์.. ศึกชิงบัลลังก์ในครั้งนี้ องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองคือผู้ที่หลายฝ่ายต่างให้ความเห็นกันว่าแข็งแกร่งที่สุด และทั้งสองพระองค์มีความเป็ไปได้ที่จะชนะและได้ครองบัลลังก์มากที่สุด แต่ทว่า ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า องค์ชายเก้า ผู้ที่ใครๆต่างก็มองข้ามจะเอาชนะทั้งองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่แค่นั้น ในาครั้งนั้นเหล่าองค์ชายหลายคนได้เสียชีวิตลงอย่างปริศนา หลังจากตามสืบอยู่หลายวันจึงได้รู้ว่าผู้ที่อยู่เื้ัการสังหารเหล่าองค์ชายครั้งนั้นก็คือองค์ชายใหญ่ สาเหตุก็เพราะองค์ชายใหญ่อยากจะกำจัดทุกคนเพื่อปูทางไปสู่บัลลังก์จักรพรรดิ ประชาชนในอาณาจักรต่างใมากที่รู้ว่าองค์ชายใหญ่เป็ผู้อยู่เื้ัเื่ทั้งหมด เพียงเพราะเหตุผลนี้จึงฆ่าเหล่าองค์ชายคนอื่น องค์ชายเก้า ที่รู้ความจริงก็โมโหเป็อย่างมาก จึงรุดหน้าบุกโจมตีคฤหาสน์ขององค์ชายใหญ่เพียงลำพังและสังหารองค์ชายใหญ่จนดับดิ้นไป เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความหวั่นเกรงและชื่นชมให้กับเหล่าประชาชนและขุนนางชั้นสูงเป็อย่างมาก องค์ชายเก้าได้รับความไว้วางใจขากประชาชนและขุนนางจึงมีผู้หนุนหลังเข้าข้างมากมาย หลังจากนั้นองค์ชายเก้า ก็ขึ้นเป็จักรพรรดิแห่งอาณาจักรเหนือนภาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่อาณาจักรอย่างรวดเร็วและได้กลายเป็อาณาจักรระดับ 3 ภายในเวลา 10 ปี และอีก 5 ปีต่อมาก็ได้ขึ้นเป็อาณาจักรระดับ 4 ความแข็งแกร่งของอาณาจักรเหนือนภาสร้างความหวั่นเกรงให้แก่อาณาจักรอื่นๆเป็อย่างมาก เพราะฉะนั้นเหล่าผู้แข็งแกร่ง ตระกูลใหญ่อื่นๆต่างรู้ดีถึงความน่ากลัวขององค์ชายเก้าหรือ
องค์จักรพรรดิแห่งอาณาจักรเหนือนภาองค์ปัจจุบัน เพราะงั้นในใจลึกๆของผู้าุโสี่จึงเชื่อว่าองค์จักรพรรดิคงอยู่เื้ัเหตุการณ์ในครั้งนี้จริงๆเพียงแต่ไม่ทราบถึงเหตุผลที่องค์จักรพรรดิทำแบบนี้
"ทำไม.. ทำไมกัน พวกเราไม่ได้ทำอะไรให้จักรพรรดิทรงกริ้วเลยนี่" ผู้าุโสี่กล่าวด้วยความสับสน
"ฮ่าๆๆ พวกเ้าเข้าใจผิดแล้วล่ะ เหตุผลที่พวกเ้าโดนฆ่าล้างบางตระกูลน่ะ เพราะพวกเ้ามันเติบโตเร็วเกินไปต่างหากล่ะ องค์จักรพรรดิรู้ดีว่าอีกไม่นานพวกเ้าก็คงอยู่เหนือการควบคุม พระองค์จึงตัดสินใจถอดรากถอนโคนั้แ่เนิ่นๆยังไงล่ะ " หลี่ซานกล่าวออกมา
"อะไรกัน" แม้แต่ผู้าุโสามและผู้าุโห้าก็ใกับความจริงในเื่นี้
"เอาล่ะ ถึงเวลาส่งเ้าไปนรกแล้วล่ะ อู๋ซื่อ ถ้าจะโทษก็โทษผู้นำตระกูลของเ้าเถอะ ถ้ามันยอมรับสัญญาทาสประทับิญญาเพื่อคอยเป็สุนัขรับใช้แก่องค์จักรพรรดิล่ะก็ ป่านนี้คงปกป้องตระกูลของมันได้แล้ว"
"ว่ายังไงนะ!!" เหล่านักสู้ของตระกูลอู๋ใเมื่อได้ยินที่หลี่ซานกล่าว
สัญญาทาสประทับิญญา ใครก็ตามที่ยอมรับสัญญานี้ต่างก็เป็ได้เพียงทาสผู้ซื่อสัตย์ไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ เพราะผู้ที่ยอมรับสัญญาจะต้องทำตามคำสั่งเ้านายเท่านั้น ไม่สามารถขัดขืนได้แม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจอมยุทธ์ผู้นั้นจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางขัดขืนคำสั่งได้ ว่ากันว่าต่อให้เป็เทพเทวาก็ไม่มีทางหลุดพ้นสัญญาที่เป็ดั่งคำสาปนี้ได้
"เ้าพวกบัดซบ ตายไปซะ " ผู้าุโสี่ะโออกมาหลังจากได้ฟังที่หลี่ซานกล่าวความจริงออกมา
ย้ากกกก!
ตู้มมมม !
ลมปราณมหาศาละเิออกมาจากร่างของผู้าุโสี่
"นี่เ้า เหอะ! สิ้นหวังจนถึงกับต้องเผาผลาญพลังชีวิตเลยอย่างงั้นรึ" หลี่ซานกล่าวด้วยความสมเพช
"ตายซะหลี่ซาน ทักษะลับหมัดกำราบอสูร"
"เข้ามา! ทักษะลับหมัดะเิปฐี" ผู้าุโสี่และหลี่ซานเข้าปะทะกัน
"หายไปจากโลกนี้ซะ ฮ่าาาาา"
ตู้มมม !
"อะไรกัน?" ทันใดนั้นผู้าุโสี่ก็ทำได้เพียงตกตะลึงเพราะหลี่ซานกลับสามารถหักล้างพลังของตนเองที่ยอมเผาผลาญพลังชีวิตได้
"ฮ่าๆๆ อู๋ซื่อ เ้าคงคิดว่าเ้าจะชนะข้าได้เพราะเ้ายอมผลาญพลังชีวิตของเ้าสินะ ฮ่าๆๆ เ้ามันช่างอ่อนต่อโลกจริงๆ" หลี่ซานกล่าว
"เ้าพูดแบบนี้หมายความว่าไง" อู๋ซื่อกล่าวถาม
"นี่เ้าคิดว่าข้ามาโดยไม่ได้เตรียมพร้อมมาเลยรึ พวกเราน่ะไม่เคยคิดจะประมาทพวกเ้าตระกูลอู๋อยู่แล้ว" กล่าวเสร็จ หลี่ซานก็แสยะยิ้มขึ้นมา
"ดูซะ วันนี้ข้าจะให้เ้าได้เห็นพลังใหม่ก่อนที่เ้าจะตายของข้าที่องค์จักรพรรดิมอบให้แก่ข้า ผสานจิตอสูร"
ทันใดนั้น ร่างกายของหลี่ซานก็ดูพองใหญ่ขึ้นมา ผิวของหลี่ซานกลายเป็แข็งดั่งหิน สูงถึงสามเมตร ดวงตาสีแดงฉานกระหายเืมีขนขึ้นทั่วร่างดูไปแล้วคล้ายๆวานรั์ตัวหนึ่งก็ว่าได้
"ผสานจิตอสูร นี่เ้า เพื่อพลังแล้วถึงกับยอมใช้ดวงจิตอสูรเลยอย่างงั้นรึ" ผู้าุโสี่อู๋ซื่อกล่าวขึ้นด้วยความใ
"แล้วมันยังไงล่ะ ด้วยการผสานจิตอสูร พลังของข้าก็จะพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และด้วยความช่วยเหลือจากองค์จักรพรรดิ ข้าก็จะไม่มีวันคุ้มคลั่งด้วย" หลี่ซานกล่าวด้วยความมั่นใจ
ผสานจิตอสูร สัตว์อสูรทุกตัวนั้น จะมีแก่งดวงจิตอสูรเก็บไว้อยู่ในร่าง มันเป็เหมือนหัวใจของสัตว์อสูร เมื่อสัตว์อสูรตายไปแล้วแต่ถ้าแก่นดวงจิตอสูรยังอยู่ ว่ากันว่ามันจะกักเก็บแก่นพลังของสัตว์อสูรตัวนั้นไว้ นานมาแล้วมีปราชญ์จอมยุทธ์ผู้หนึ่งได้พัฒนาเทคนิคหนึ่งขึ้นมา นั่นคือการผสานดวงจิตอสูรมาไว้ในร่างกาย เพื่อเพิ่มพูลพลังลมปราณของตัวเอง แต่ทว่าในแก่นดวงจิตอสูรนั้น มันไม่ได้เก็บไว้ซึ่งแก่นพลังเท่านั้น แต่ยังคงเดิมไว้ซึ่งสัญชาตญาณความดุร้ายของสัตว์อสูรอีกด้วย หลังจากที่ปราชญ์จอมยุทธ์ผู้นั้นผสานดวงจิตได้ไม่นานก็โดนจิตอสูรกลืนกินเสียเองแล้วก็คุ้มคลั่งออกอาละวาด ด้วยพลังของปราชญ์จอมยุทธ์บวกกับดวงจิตอสูรทำให้พลังของเขาอยู่เหนือจอมยุทธ์ผู้อื่นจนไม่มีผู้ใดเทียบติด และแล้วด้วยความคุ้มคลั่งนี้ปราชญ์จอมยุทธ์ก็โดนกลืนกินโดยสมบูรณ์จนกลายเป็สัตว์อสูรพันธุ์ใหม่ เหล่าจอมยุทธ์ทั่วหล้าต่างเรียกการกลายพันธุ์จากการโดนดวงจิตอสูรกลืนกินนี้ว่า "อสูรโลภะ" เนื่องเพราะมันมาจากความโลภของมนุษย์ที่จะใขว่คว้าพลังจึงยอมแม้กระทั่งการรวมดวงจิตกับอสูรร้าย หลังจากการอาละวาดของอสูรโลภะตนนี้ มันทำลายล้างอาณาจักรระดับ 9 ได้ถึง 3 อาณาจักร สร้างความหวาดกลัวไปทั่วหล้า หลังจากนั้นไม่นานเหล่าอาณาจักรอื่นๆจึงได้เริ่มก่อตั้งอาณาจักรพันธมิตรขึ้นมาเพื่อโค่นล้มอสูรโลภะตนนี้ และแล้วอสูรโลภะก็ได้หายไปจากประวัติศาสตร์ หลังเหตุการณ์นี้เหล่าจอมยุทธ์ก็รับรู้ได้ถึงความน่ากลัวและน่ารังเกียจของการผสานดวงจิตอสูร แต่ทว่ามันกลับจุดประกายไฟแห่งความปราถมาซึ่งพลังให้แก่จอมยุทธ์มากมาย เพราะเหล่าจอมยุทธ์ทุกคนต่างก็เชื่อมั่นว่าตัวเองจะไม่มีวันโดนดวงจิตอสูรกลืนกินได้ ซึ่งก็เป็แบบนั้นจริงๆ หลังจากการตายของอสูรโลภะ มีเหล่าผู้เชี่ยวชาญทดลองและปรับแต่งทักษะการผสานดวงจิตอสูรขึ้นใหม่ จึงได้ข้อสรุปว่า แค่ดวงจิตอสูรที่ใช้เป็ดวงจิตที่อ่อนแอกว่าผู้ที่จะผสานมัน ก็ไม่มีทางโดนจิตอสูรกลืนกินได้ แต่ถ้า้าจะผสานดวงจิตระดับสูงโดยไม่ถูกกลืนกินมันก็มีอีกวิธีอยู่ นั่นคือการผสานตันเถียนกับมุกิญญา ยิ่งใช้มุกิญญาระดับสูงมันก็ยิ่งผสานดวงจิตของสัตว์อสูรระดับสูงกว่าตัวผู้ผสานดวงจิตอสูรขึ้นไปได้อีก และแน่นอนว่ามุกิญญานั้นหายากมาก ว่ากันว่าอาณาจักรระดับ 5 นั้น มีมุกิญญาอยู่ไม่ถึง 10 เม็ดด้วยซ้ำ ซึ่งอาณาจักรระดับ 4 อย่างอาณาจักรเหนือนภามีมุกิญญา แค่ 3 เม็ดเท่านั้น
"นี่หรือว่า องค์จักรพรรดิยอมมอบมุกิญญาให้แก่เ้าอย่างงั้นรึ" ผู้าุโสี่ อู๋ซื่อกล่าวขึ้นด้วยความใ
"ฮ่าๆๆ ไม่ใช่แค่นั้นนะ เ้าลองดูกลิ่นอายพลังปราณของข้าดูสิ "
ตู้มมม!! ตู้มมม !!
กล่าวจบหลี่ซานก็ปลดปล่อยพลังลมปราณดั้งเดิมของพลังสัตว์อสูรออกมา
"กลิ่นอายนี้มัน หรือว่า? "
"ฮ่าๆ ใเลยล่ะสิ ใช่แล้วล่ะ นี่คือดวงจิตอสูรของวานรหินโลกันต์ สัตว์อสูรระดับ"ปราณนภา" ที่พวกเ้าตระกูลอู๋ยอมทุ่มเทแรงกายมากมายเพื่อเอามาถวายเป็ของขวัญแก่องค์จักรพรรดิยังไงล่ะ"
กรอดด!!
เสียงกัดฟันแน่นด้วยความโกรธของผู้าุโสี่
"พวกเราตระกูลอู๋ยอมสูญเสียกำลังคนไปมากมายเพื่อนำดวงจิตอสูรวานรหินโลกันต์มามอบให้ แต่พวกเ้ากลับเอามันมาฆ่าล้างบางตระกูลพวกเรา เ้าพวกสารเลววันนี้ข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมด" ผู้าุโสี่กล่าวด้วยความโกรธ
"เ้าคิดว่าจะทำได้งั้นรึ พลังของข้าในตอนนี้เหนือยิ่งกว่าเ้าเสียอีกเ้าโง่" หลี่ซานกล่าวขึ้นด้วยความดูถูก
"หึ ดูเหมือนว่าคนที่โง่มันคือเ้าต่างหากล่ะ" ผู้าุโสี่กล่าวขึ้น
"หมายความว่าไง นี่เ้าจะบอกว่าเ้ายังมีวิธีอื่นที่จะสู้ข้าได้อีกรึ ฮ่าๆๆ นี่เ้ากำลังฝันอยู่หรือไง ตอนนี้น่ะแม้แต่พันธมิตรของเ้าก็โดนขัดขวางไม่ให้มาช่วยพวกเ้าได้แล้ว พวกเ้าน่ะจบสิ้นแล้ว" หลี่ซานกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงโอหังปนดูถูก
"งั้นข้าจะบอกให้เ้ารู้ไว้ก่อนตายก็แล้วกัน ข้าไม่ได้เผาผลาญพลังชีวิตเพื่อดึงลมปราณมาต่อสู้กับเ้าหรอก แต่ข้าเอามาเพื่อะเิพวกเ้าทั้งหมดต่างหากล่ะ"
"ทักษะลับต้องห้าม เผาผลาญะเิปราณ" กล่าวจบก็มีพลังงานมากมายพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของผู้าุโสี่
"ไม่นะ น้องสี่!!" ผู้าุโสามร้องออกมา
"แย่แล้ว ทุกคนหนีไป" ผู้าุโห้าะโบอก
ตู้มมมมมมม!! เสียงะเิดังกึกก้อง รัศมีทำลายล้างกระจายไปทั่วสนามรบ
อ๊ากกกก!! อ๊ากกก!!
..................................................................................................
1 ชั่วยามต่อมา (2 ชั่วโมง)
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
เสียงเท้าคนกำลังวิ่ง
"เราต้องไปให้ถึงหุบเขาเมฆาครามให้ได้ อย่าให้การสละชีวิตของน้องสี่ต้องเสียเปล่า"
เสียงชายแก่คนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความเหนื่อยล้า ชายผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายมีเืท่วมตัวแต่ไม่ทราบว่ามันคือเืจากาแของตัวเองหรือคือเืจากศัตรูที่โดนชายแก่ผู้นี้สังหารไปกันแน่ และถ้าพยายามสังเกตุดีๆจะพบว่าชายผู้นี้เพิ่งสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง ชายแก่ผู้นี้คือผู้าุโสาม
"พี่สาม ท่านพักผ่อนก่อนเถอะ ขืนยังฝืนแบบนี้ ร่างกายท่านอาจจะไม่ไหวก็ได้นะ" ผู้าุโห้ากล่าวขึ้นด้วยความเป็ห่วง
"ไม่ได้ ถ้าเรายังชักช้าอยู่ล่ะก็พวกมันตามเรามาทันแน่นอน" ผู้าุโสามกล่าวขึ้น
"อี้หลิงเ้ายังไหวหรือไม่" ผู้าุโห้ากล่าว
"ผู้าุโสาม ข้ายังไหว" อู๋อี้หลิงกล่าวตอบ
บัดนี้ถ้ามีใครมาเห็นสภาพของอู๋อี้หลิงก็คงทำได้เพียงใและสงสารเวทนา เพราะใบหน้าที่เคยสวยสะคราญของนางตอนนี้กลับมีรอยแผลเป็อยู่ที่แก้ม
และที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ นางในตอนนี้กลับมีแขนอยู่เพียงข้างเดียว
ในตอนที่ชายชุดดำ 3 คนล้อมนางไว้ นางและผู้าุโห้าร่วมมือกันต่อสู้กับชายชุดดำทั้ง 3 แต่นางก็ต้องยอมเสียสละโดนตัดแขนไปก่อนที่จะฝ่าวงล้อมออกมาได้อย่างยากลำบาก สำหรับหญิงสาวนางหนึ่งการที่ใบหน้าต้องมีรอยแผลเป็ก็เปรียบดั่งฝันร้ายเพราะผู้หญิงทุกคนต้องรักสวยรักงามอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งคงไม่มีชายหนุ่มที่ไหนมาหลงรักแน่นอนเพราะการที่ต้องมีแผลเป็บนใบหน้ามันก็ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงอัปลักษณ์ในสายตาเหล่าบุรุษทั้งหลาย ยิ่งไม่ต้องพูดว่านางเหลือแขนอยู่เพียงข้างเดียวด้วย เหล่านักสู้และผู้าุโได้แต่ถอนหายใจเวทนาและสงสารที่นางต้องมาเจอเื่แบบนี้
"ดี พวกเรารีบเดินทางกันต่อเถอะ" ผู้าุโสามกล่าว
"วันนี้พวกเ้าไปไหนไม่ได้หรอก นอกจากไปนรก" ทันใดนั้นก็มีเสียงลึกลับพูดออกมา ท้องฟ้ารอบๆก็เริ่มปั่นป่วน ท้องฟ้าในยามค่ำคืนโดนเมฆทมิฟปกคลุมไปทั่ว
ครืนนน ! ครืนนน !
"เกิดอะไรขึ้น"
"เ้าเป็ใคร" ผู้าุโสามและห้ากล่าวถาม
"คนกำลังจะตาย รู้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร" เสียงลึกลับกล่าวขึ้นด้วยความโอหัง
วูบบบบบบบบบบบบบ !
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
อ๊ากกก !!
"น้องห้า!!"
มองดูร่างของผู้าุโห้า ผู้าุโสามจิตใจแทบสลด ร่างกายของผู้าุโห้าเต็มไปด้วยลูกดอกธนู โดยปกติลูกดอกของธนูไม่มีทางทะลุเกราะลมปราณของผู้าุโห้าได้อย่างแน่นอน แต่ทว่าลูกธนูที่เสียบอยู่บนร่างของผู้าุโห้ามันคือลูกธนูที่เคลือบไว้ด้วยลมปราณของปราชญ์จอมยุทธ์
เพราะฉะนั้นไม่ว่าเกราะลมปราณของผู้าุโห้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทางต้านทานพลังระดับปราชญ์จอมยุทธ์ได้แน่นอน
"บอกแล้วไง วันนี้พวกเ้าไม่มีทางรอดไปได้หรอก" เสียงลึกลับกล่าวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
"ปราชญ์จอมยุทธ์ที่ใช้ธนูเป็อาวุธ ในอาณาจักรเหนือนภาแห่งนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ปราชญ์จอมยุทธ์ หลิ่วหยง" ผู้าุโสามกล่าวขึ้นมา
"ฮ่าๆๆ จงภูมิใจซะเถอะที่ได้รู้ชื่อของข้าก่อนตายน่ะ" ปราชญ์จอมยุทธ์ หลิ่วหยงกล่าว
"ทำไมกัน ทำไมคนระดับเ้าถึงเข้าร่วมการฆ่าล้างครั้งนี้ด้วย" ผู้าุโสามะโถามด้วยความสับสน เพราะเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนระดับหลิ่วหยงที่เป็ถึงปราชญ์จอมยุทธ์ถึงได้ร่วมมือกับองค์จักรพรรดิด้วย
"เ้าไม่จำเป็ต้องรู้หรอก พวกเ้าออกมาซะ"
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
กล่าวจบ เงาคนจำนวนหลายพันก็ออกมาล้อมรอบพวกผู้าุโห้าไว้
"ยอมอยู่เฉยๆซะเถอะ ต่อให้พวกเ้าดิ้นรนหรือยอมเผาพลาญพลังชีวิตยังไง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าซึ่งเป็ปราชญ์จอมยุทธ์ เ้าคิดว่าจะทำอะไรได้งั้นรึ" หลิ่วหยงกล่าว
"ทำไมกัน ทำไม์ช่างโหดร้ายกับพวกเราเพียงนี้" ผู้าุโสามกล่าวขึ้นด้วยความสิ้นหวัง
...................................................................................................................
...................................................................................................................
...................................................................................................................
...................................................................................................................
...................................................................................................................
...................................................................................................................
บนท้องฟ้าที่สูงเหนือเมฆหมอก ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนแสนมืดมิดมีแสงสีแดงกำลังลอยอยู่อย่างเชื่องช้า แสงสีแดงนี้ถ้าเหล่าจอมยุทธ์มาเห็นเข้าก็คงใกลัวมากเพราะนี่คือดวงิญญาของจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง แต่ทว่าใครๆก็ต่างรู้ดีว่าเมื่อจอมยุทธ์ตายไปิญญาก็จะออกจากร่างและหายไป
เพราะว่าจอมยุทธ์ที่มีพลังไม่ถึงขั้นปราชญ์จอมยุทธ์นั้น ไม่สามารถรักษาดวงิญญาของตัวเองไว้ได้ มีเพียงแค่ปราชญ์จอมยุทธ์เท่านั้นที่จะรักษาดวงิญญาของตนเองได้เมื่อตนเองสูญเสียกายหยาบไป เพียงทว่าปราชญ์จอมยุทธ์ที่อยู่ในสภาพิญญานั้นสามารถประคองิญญาตัวเองได้แค่หนึ่งหรือสองเดือนเท่านั้น เพราะถ้าไม่รีบหาร่างหรือสถานที่ที่จะสิงสู่ ิญญาดวงนั้นจะไม่มีพลังเพียงพอที่จะประคองสภาพิญญาได้
(การถอดิญญาออกจากร่างหรือสูญเสียกายหยาบแต่รักษาิญญาไว้ได้นั้น จะต้องมีพลังระดับปราชญ์จอมยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งปราชญ์จอมยุทธ์สามารถใช้พลังิญญาประคองสภาพดวงิญญาไว้ได้แค่ หนึ่งถึงสองเดือนเท่านั้น แต่ถ้าเป็เป็ปราชญ์จอมยุทธ์ที่ฝึกฝนด้านพลังิญญาหรือมีสมบัติด้านิญญาก็จะฝืนประคองสภาพิญญาไปได้อีก ซึ่งจะนานเท่าไหร่ก็อยู่ที่ความสามารถหรือพลังของสมบัติิญญา)
ด้วยพลังของปราชญ์จอมยุทธ์ต่อให้มีเพียงดวงิญญาก็สามารถฆ่าจอมยุทธ์ทั่วไปได้อย่างสบายเพราะฉะนั้น จอมยุทธ์ที่เจอดวงิญญาของปราชญ์จอมยุทธ์มักจะหนีโดยสัญชาตญาณเพราะพวกเขารู้ดีว่าถ้าโดนิญญาปราชญ์จอมยุทธ์จับได้เมื่อไหร่ล่ะก็ พวกเขาก็จะโดน่ชิงร่างกายไปอย่างแน่นอน
"นี่ข้าลอยเคว้งคว้างมานานเท่าไหร่กัน ทำไมกลิ่นอายที่'โลก'ใบนี้ชั่งคุ้นเคยนัก" ิญญาลึกลับคิดอยู่ในใจ
หืม? มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ด้านล่าง?
"ฮ่าๆๆ จงภูมิใจซะเถอะที่ได้รู้ชื่อของข้าก่อนตายน่ะ"
"ทำไมกัน ทำไมคนระดับเ้าถึงเข้าร่วมการฆ่าล้างครั้งนี้ด้วย"
...............
"ยอมอยู่เฉยๆซะเถอะ ต่อให้พวกเ้าดิ้นรนหรือยอมเผาพลาญพลังชีวิตยังไง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าซึ่งเป็ปราชญ์จอมยุทธ์ เ้าคิดว่าจะได้อะไรได้งั้นรึ"
ใครกัน? การฆ่าล้างงั้นรึ?
"ฮิฮิฮิ นายท่านหลิ่ว แม่นางคนนี้ช่างน่าสงสารยิ่งนัก มีแผลบนในหน้าซ้ำยังต้องเสียแขนไปหนึ่งข้าง คงไม่มีชายใดอยากได้ไปเป็ภรรยาแล้วล่ะ ชาตินี้นางคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติความสุขบนเตียงแล้ว ให้ข้าช่วยให้นางได้มีความสุขเป็ครั้งสุดท้ายก่อนตายเถอะ" ชายคนหนึ่งกล่าวกับหลิ่วหยง
"อืม ทำตามที่เ้า้าเถอะ เพราะเราไม่ได้้าอะไรจากนางอยู่แล้ว แต่ว่าอย่าฆ่านางล่ะ เก็บนางไปคอยบำเรอกามให้เหล่าทหารในกองทัพซะ ให้นางคอยเป็เครื่องอุ่นเตียงให้เหล่าทหารชกรรจ์จนหนำใจแล้วค่อยพาไปขายเป็ทาสยังดีกว่าฆ่านางนัก" หลิ่วหยงกล่าว
"ฮ่าๆๆๆ นายท่านช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก ทำให้เหล่าทหารได้ปลดปล่อยแถมสุดท้ายยังพาไปขายด้วย ถึงนังนี่จะพิการแต่หน้าตาก็ถือว่าสวยใช้ได้อยู่ คงจะขายได้ราคาดีอยู่ไม่น้อย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวจริงๆ " หนึ่งในเหล่าชายชุดดำกล่าว
"บัดซบ หยุดนะ จะฆ่าก็ฆ่าจะเสียเวลาทำไม ได้โปรดอย่าทำเื่โหดร้ายแบบนั้นกับนางเลย ข้าขอร้อง" ผู้าุโห้ากล่าวอ้อนวอน
"ผู้าุโห้าแห่งตระกูลอู๋ บนโลกนี้ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะเป็ผู้สร้างกฏ ผู้อ่อนแอทำได้เพียงทำตามไม่สามารถขัดขืนได้ จงโทษความอ่อนแอของเ้าเสียเถอะที่ไม่สามารถปกป้องนางได้" หลิ่วหยงกล่าว
"พวกเ้าฆ่าเด็กทารกนั่นซะ ฆ่าความหวังของพวกมันต่อหน้าต่าตาตรงนี้นี่แหละ ข้าล่ะอยากเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของพวกมันจริงๆ"
"ได้ขอรับ แต่แปลกจริงๆ เกิดเื่ขนาดนี้แต่เ้าทารกนี่ยังไม่ร้องออกมาสักนิดเลย" ชายคนหนึ่งกล่าว
หืม? จริงด้วย ทำไมทารกนี่ถึงไม่ร้องเลยล่ะ
หลิ่วหยงคิดในใจ
"ชั่งมันเถอะ รีบๆฆ่ามันซะ"
"ขอรับนายท่าน"
"หยุดนะ ถ้าพวกเ้าจะฆ่านายน้อยล่ะก็ ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ"
ตู้มมมมมมม !
พูดจบผู้าุโสามก็ะเิลมปราณมหาศาลจากการเผาผลาญพลังชีวิตออกมา
ครืนน
"หึ!"
ตุ๊บบ!
แรงกดดันมหาศาลจากปราชญ์จอมยุทธ์หลิ่วหยงทำให้เข่าของผู้าุโสามทรุดลงกับพื้น ได้แต่มองฉากอันสิ้นหวังที่กำลังจะเกิดขึ้น
"ฮ่าๆๆ เด็กน้อยตายซะ" หนึ่งในชายชุดดำฟาดกระบี่ลงมาเพื่อฟันทารกน้อยที่เพิ่งลืมตามองโลกได้ไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ
"ม่ายยย ! " ผู้าุโสามและอู๋อี้หลิงะโขึ้นพร้อมกัน
..............................................................
เหนือฟากฟ้าหลายแสนลี้ ฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในสายตาของดวงิญญาลึกลับ
"ช่างน่าสงสาร เป็เพียงทารกน้อยผู้ไม่รู้ความ แต่กลับมาเจอเื่โหดร้ายแบบนี้ เฮ้ออ! " ทันใดนั้นจิติญญาของมันก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
"หืม? ไม่น่าเชื่อจริงๆ นี่คงเป็โชคชะตาสินะ เด็กน้อยนับจากนี้ข้าจะขอใช้ร่างกายเ้าแทนเ้าเอง" กล่าวจบิญญาสีแดงก็พุ่งลงไปด้านล่างด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
วู๊บบบบบบบบ!
เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงง!!
"เกิดอะไรขึ้น" หลิ่วหยงกล่าวพร้อมขมวดคิ้ว
บัดนี้เมฆมืดครึ้มบนท้องฟ้าสลายหายไป เมื่อมองไปบนท้องฟ้าจะเห็นสายฟ้าสีแดงสายหนึ่งกำลังพุ่งลงมาหาพวกเขา
"อะไรเกิด ทำไมสายฟ้านั่นถึงได้ดูน่ากลัวขนา- "
เปรี้ยงงง!
ชายที่กำลังจะฆ่าทารกน้อย ยังไม่ทันกล่าวจบก็โดนสายฟ้าประหลาดสีแดงผ่าใส่ร่าง พริบตาเดียวร่างกายก็สลายหายไปไม่เหลือแม้แต่กลิ่นอายพลังด้วยซ้ำ
"นี่มันอะไรกัน" หนึ่งในคนชุดดำกล่าวขึ้นมา
"อืม พลังของข้าใกล้จะหมดแล้ว คงะเิพลังิญญาออกมาได้อีกนิดเดียวเท่านั้น" ิญญาลึกลับกล่าวในใจ
"สายฟ้ากระจอก หายไปซะ" หลิ่วหยงโจมตีไปยังสายฟ้าสีแดง
ทันใดนั้น ณ ใจกลางสายฟ้า ฉับพลันก็มีแสงสีแดงสาดส่องไปทั่ว แสงนี้แม้แต่คนที่อยู่ห่างออกไป แสนลี้ก็สามารถมองเห็นได้
สิบวินาทีผ่านไปแสงสีแดงก็ได้หายไป ผู้าุโสามได้แต่มองไปรอบๆอย่างตกตะลึง เพราะเหล่าชายชุดดำที่ลุ้มล้อมพวกตนหายไปหมดแล้ว แม้แต่ปราชญ์จอมยุทธ์อย่างหลิ่วหยงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
"กะ.. เกิดอะไรขึ้นกัน" ผู้าุโสามกล่าวขึ้นด้วยความสับสน
หลังจากยืนตะลึงไปหลายลมหายใจ ผู้าุโสามก็มองเห็นอู๋อี้หลิงนอนสลบอยู่
"อี้หลิง เ้าเป็อย่างไรบ้าง"
จากนั้นอู๋อี้หลิงก็ตื่นขึ้นมา
"ผู้าุโ ตี้เอ๋อร์ล่ะ ตี้เอ๋อร์เป็อย่างไรบ้าง"
หลังตรวจชีพจรจึงพบว่าทารกน้อยยังมีชีวิตอยู่
"พวกเรารีบไปกันเถอะ ก่อนที่พวกมันจะมาอีก" ผู้าุโสามกล่าว
1 ชั่วยามต่อมา
แค่กๆ แค่กๆ
วู้บ!
ทันใดนั้น มวลมิติในอากาศก็บิดเบี้ยว และปรากฎบุรุษผู้หนึ่งออกมาจากมิตินั้น
"เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ สายฟ้านั่นคืออะไรกันแน่?'' หลิ่วหยงครุ่นคิด
"ช่างเถอะ เ้าพวกตระกูลอู๋คงตายหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่ไปรับค่าจ้างจากจักรพรรดิเหนือนภา" กล่าวจบ หลิ่วหยงก็บินไปทางเมืองหลวง
ณ มุมมืดแห่งหนึ่ง สตรีผู้หนึ่งมองหลิ่วหยงจากไป
"รอดไปที ดูเหมือนว่าพวกข้าไม่ต้องสู้กับเขาแล้วล่ะ พวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง" สตรีผู้นั้นกล่าวถาม
"ไม่คิดเลยว่าจะได้พวกท่านมาช่วยไว้ทัน พวกข้าไม่รู้จะขอบคุณยังไงจริงๆ พระคุณในครั้งนี้พวกเราตระกูลอู๋จะต้องตอบแทนพวกท่านแน่นอน" ผู้าุโสามกล่าว
"ไม่จำเป็ นานมาแล้วผู้นำตระกูลของพวกเ้า เคยช่วยเหลือพวกข้าเอาไว้ ถือว่าครั้งนี้เป็การตอบแทนบุณคุณก็แล้วกัน"
"อะไรนะ? นี่ท่านผู้นำเคยให้ความช่วยเหลือพวกท่านด้วยงั้นรึ" ผู้าุโสามกล่าวถามด้วยความใ เพราะตัวเขาที่เป็ผู้าุโลำดับต้นๆของตระกูลกลับไม่เคยรับรู้ถึงเื่นี้
"การที่เ้าไม่รู้มันไม่ใช่เื่แปลกอะไรหรอก เพราะคนที่รู้มีเพียงผู้าุโสูงสุดกับผู้นำตระกูลของพวกเ้าเท่านั้น เพราะพวกเรามีศัตรูร่วมกันและถ้าฝั่งศัตรูรู้ว่าพวกเรามีความเกี่ยวข้องกัน มันจะนำหายนะมาสู่พวกเ้า แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพวกนั้นจะรู้ตัวเร็วขนาดนี้"
"เอ๋ ถ้าอย่างนั้นก็..."
"อย่างที่เ้าคิดนั่นแหละ สาเหตุที่พวกนั้นคิดฆ่าล้างบางตระกูลของพวกเ้าก็เป็เพราะพวกข้า ข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พวกเ้ามาเจอกับเื่แบบนี้"
"ไม่หรอก การที่ตระกูลอู๋เราเป็พันธมิตรกับพวกท่าน นั่นก็แสดงว่าผู้าุโสูงสุดและผู้นำตระกูลตั้งใจจะทำากับองค์จักรพรรดิอยู่แล้ว แต่ว่าข้าแค่ไม่เข้าใจ ว่าผู้าุโสูงสุดและท่านผู้นำคิดจะทำากับจักรพรรดิไปทำไมกัน" แน่นอนว่าผู้าุโสามต้องสงสัยในเื่นี้ เพราะตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ตระกูลอู๋ทุ่มเทแรงใจเพื่ออาณาจักรแห่งนี้ตั้งมากมาย
"นั่นเพราะ ศัตรูที่แท้จริงของเราไม่ใช่จักรพรรดิหรืออาณาจักรแห่งนี้ยังไงล่ะ" สตรีลึกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ไม่ใช่จักรพรรดิหรืออาณาจักรแห่งนี้? งั้นศัตรูที่แท้จริงคือใครกันล่ะ?
"ดูเหมือนว่าตัวข้าแทบจะไม่รู้อะไรเลย ได้โปรดพวกท่านช่วยบอกข้าหน่อยเถิด ว่านี่มันเื่อะไรกันแน่" ผู้าุโสามกล่าว
"ก่อนอื่นมาแนะนำตัวกันก่อนเถอะ เ้ารู้สินะว่าพวกเราคือใคร" ผู้าุโสามได้ยินก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ "แน่นอนว่าข้าย่อมรู้ เห็นสัญลักษณ์บนชุดของพวกท่านไม่ว่าจะเป็ผู้ใดก็ต้องรู้จักอยู่แล้วล่ะ"
"อืม ข้าจะคุ้มครองพวกเ้าไปยังหุบเขาเมฆาครามก็แล้วกัน จะได้ไปแวะทักทายตาแก่นั่นด้วย"
!!! ทันใดนั้นผู้าุโสามก็ตกตะลึงอย่างมาก เพราะเื่ที่ซ่อนลับของตระกูลมีแค่คนระดับสูงของตระกูลเท่านั้นที่รู้เื่หุบเขาเมฆาคราม ถ้าสตรีลึกลับรู้ก็แสดงว่าความความสัมพันธ์ของนางกับผู้าุโสูงสุดและผู้นำตระกูลคงไม่ได้ตื้นเขินอย่างที่คิดแน่นอน
...........................................................................................................................................................................
ณ หุบเขาเมฆาคราม
หน้าค่ายกลเมฆาครามมียามเฝ้าอยู่สองคน ทันใดนั้นก็มีเงาดำเคลื่อนไหวเข้ามา
"ใครกัน! โผล่หัวออกมา"
ฟุ่บ ฟุ่บ
"นี่ข้าเอง อู๋หลี่ อู๋ตง" เสียงชายแก่คนนึงกล่าวขึ้นมา ชายแก่คนนี้ก็คือผู้าุโสาม
"ผู้าุโสาม เกิดอะไรขึ้นกับท่านกัน!!" ทั้งสองกล่าวถามด้วยความใหลังจากเห็นสภาพของพวกเขา
"พาพวกคนเจ็บเข้าไปรักษาก่อน เราค่อยคุยเื่นี้กันทีหลังแล้วไปเรียกทุกคนมาประชุมซะ"
ผ่านไปหลายชั่วยาม เหล่าคนระดับสูงและระดับล่างก็มาประชุมกัน หลังจากเล่าเื่ทั้งหมดไปเหล่าผู้าุโที่เก็บตัวฝึกวิชาได้แต่หลับตาอย่างสงบเหมือนรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเื่แบบนี้ ทำให้สมาชิกคนอื่นๆอยากรู้เื่ทั้งหมดอย่างมาก ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"เหล่าผู้าุโทุกท่าน คนในตระกูลของเรามากมายตั้งเสียสละชีวิตเพื่อพานายน้อยของเราหนีออกมา ได้โปรดบอกพวกเราเถอะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" ผู้าุโสามกล่าว
"บอกทุกคนไปเถอะ ความจริงของตระกูลอู๋และเจตจำนงของบรรพบุรุษ" ชายแก่คนนึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
"ผู้าุโหนึ่ง!" ทุกคนอุทานออกมาด้วยความใ เพราะปกติผู้าุโหนึ่งจะไม่ออกหน้าออกตาและไม่สนใจเื่ของตระกูลเลย
"ถ้าผู้าุโหนึ่งพูดแบบนี้แล้ว งั้นข้าจะบอกความจริงแก่พวกเ้าทุกคนเอง บอกถึงเื่ราวของบรรพบุรุษและเจตจำนงของตระกูลเรา" ผู้าุโเร้นกายผู้หนึ่งกล่าวออกมา
"พวกเ้าน่ะ เคยได้ยินเื่ราวของราชันผู้ยิ่งใหญ่หรือไม่ พวกเราตระกูลอู๋น่ะ เป็ผู้แบกรับเจตจำนงของจอมราชันและคอยเฝ้ามองเจตจำนงของโลกใบนี้มาตลอดเพื่อรอให้ศัตรูที่แท้จริงเปิดเผยตัวตนออกมาและเตรียมตัวเปิดาครั้งยิ่งใหญ่ยังไงล่ะ!!" ผู้าุโเร้นกายกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันสงบนิ่ง
"อะไรนะ พวกเราคือลูกหลานของจอมราชันอย่างงั้นรึ ถ้าอย่างนั้นทำไมพวกท่านถึงไม่ตอบโต้ศัตรูที่ตามล่าพวกผู้าุโสามกันล่ะ" ทุกคนกล่าวโต้ออกมาด้วยความไม่เข้าใจ
"อืมม! เพราะคำสาปของสายเืยังไงล่ะ มีเพียงผู้สืบทอดที่แท้จริงเท่านั้นถึงจะทะลายขีดจำกัดสายเืของพวกเราออกมาได้ เพราะฉะนั้นพวกเราถึงได้รอยังไงล่ะ รอผู้สืบทอดที่แท้จริงถือกำเนิดออกมาและเป็ความหวังของพวกเรา และวันที่พวกเรารอคอยก็มาถึง ต้องขอบคุณผู้าุโสามที่ปกป้องความหวังของเราจนมาถึงที่นี่"
"ท่านพูดแบบนี้ หรือว่า?" ผู้าุโสามกล่าวออกมาหลังจากคิดถึงความเป็ไปได้หนึ่ง
"ใช่แล้วล่ะ ตอนแรกพวกเราก็ไม่แน่ใจแต่ตำราเก่าแก่ของตระกูลกล่าวไว้ว่า "ในคืนราตรีอันมืดมิดสายฟ้าสีแดงฉานจักทาบทับสู่โลกา เมื่อถึงยามนั้นผู้แบกรับความหวังของเราจักปรากฎ" ความหวังหนึ่งเดียวนั้นคือนายน้อยของเรา ลูกชายของท่านผู้นำตระกูล นายน้อย "อู๋ตี้" ชายผู้ที่จะกลายเป็ "ราชันแห่งยุทธภพ" แห่งนี้ยังไงล่ะ!"