"จะ..เ้ารู้จักชื่อองค์กรของพวกข้าได้อย่างไร" คนในชุดคลุมสีดำกัดฟันแล้วเอ่ยถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ สีหน้าและแววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
"แน่นอนว่าข้าย่อมรู้จัก และข้ายังรู้จักลัทธิของพวกเ้าเป็อย่างดีอีกด้วย" เออิจิฉีกยิ้มเยือกเย็นออกมา แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนาวเหน็บว่า "ก็เพราะเมื่อก่อนข้าเคยไล่ล่าสังหารพวกมัน ทำให้พวกมันต้องหนีอย่างหัวซุกหัวซุน จนพวกมันแทบจะไม่มีที่ยืนในแดนปราณ์แห่งนี้ยังไงล่ะ"
"ข้าแปลกใจมากที่ในยุคนี้ก็ยังมีลัทธิชั่วร้ายเช่นนี้หลงเหลืออยู่ ดูเหมือนว่าในอดีตคงมีใครบางคน้าทำให้แดนปราณ์ออนแอลง จนกระทั่งเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน ที่มหาปราชญ์เวทมนตร์อย่างเมอร์ลินและเทพดาบอย่างราฟาเอล แกรนด์ เรเดียนท์ ปรากฏตัวขึ้นมา จึงทำให้ยุคที่มืดมนที่สุดของแดนปราณ์ได้กลับมาเห็นแสงสว่างอีกครั้ง"
"ั้แ่ที่ข้าได้กลับมายังแดนปราณ์แห่งนี้ ข้าก็มีความสงสัยในใจมาโดยตลอด และจนกระทั่งข้าได้มาพบกับเ้า มาดูกันซิว่าเ้าจะทำให้ปมปัญหาที่ติดอยู่ในใจของข้าคลี่คลายได้หรือไม่"
กร๊าซ!
มารรับใช้ทั้งสามตนร้องคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง พวกมันโกรธแค้นเป็อย่างมากที่ก่อนหน้านี้พวกมันโจมตีพลาดเป้าหมายไป พวกมันพากันกระโจนเข้าใส่ร่างของเออิจิอีกครั้งด้วยความดุร้าย ออร่าสีดำและรูปร่างที่น่าเกลียดน่ากลัวของพวกมัน ทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องขนลุกขนพอง
เออิจิปลดผนึกให้กับร่างิญญาของเขา ทำให้ััิญญาของเขาแข็งแกร่งขึ้นไปอีกหลายระดับ จากนั้นเขาก็ออกคำสั่งกัับมารรับใช้ทั้งสามตนโดยไม่หันหลังกลับไปมอง
"พวกแกนี่แหกปากกันได้น่ารำคาญเสียจริง" น้ำเสียงของเขาเสียดแทงอย่างถึงที่สุด "จงคุกเข่าลงไป"
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ด้วยแรงดันิญญาที่มากมายมหาศาลของเออิจิ ทำให้ร่างของมารรับใช้ทั้งสามตนที่พุ่งตัวเข้ามาด้วยความเกรี้ยวกราดต้องหยุดค้างกลางอากาศ จากนั้นพวกมันก็ถูกแรงดันิญญาที่แข็งแกร่งของเออิจิกดทับลงมายังร่าง มารรับใช้ทั้งสามตนราวกับแบกเขาไท่ซานไว้บนบ่า ร่างของพวกมันหมอบกราบอยู่กับพื้น ศีรษะถูกกดลึกลงไปจนแผ่นหินแตกละเอียด มารรับใช้ทั้งสามตนก้นชี้ฟ้าหน้าทิ่มดินโดยที่พวกมันไม่สามารถขัดขืนได้เลยแม้แต่นิดเดียว
คนในชุดคลุมสีดำจากที่ใบหน้าเคยเต็มไปด้วยความตกตะลึง ตอนนี้แววตาของเขาได้แปรเปลี่ยนเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ความรู้สึกต่ำต้อยราวกับมดปลวกค่อยๆคืบคลานเข้ามาในจิตใจของเขา
"ปีศาจ! เ้ามันปีศาจ!" คนในชุดคลุมสีดำกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าของเขาเหยเกบิดเบี้ยวไปจนมีรูปร่างที่น่าเกลียด
"เมื่อก่อนก็มีจอมยุทธ์จำนวนไม่น้อยที่เคยเรียกขานข้าด้วยนามเช่นนี้ น่าเสียดายที่คนเ่าั้ได้ตายจากแดนปราณ์แห่งนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว" เออิจิหลับตาลงหวนรำลึกถึงความหลัง เื่ราวในอดีตฉายวาบขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา แต่พวกมันก็อยู่ได้เพียงไม่นาน เออิจิหลุดออกมาจากห้วงภวังค์ของความคิด เขาลืมตาขึ้นแล้วจ้องมองคนในชุดคลุมสีดำด้วยสายตาที่เย็นะเื
สวบ!
เออิจิดึงหอกยาวออกมาจากร่างของคนในชุดคลุมสีดำ จากนั้นเขาก็ใช้มือซ้ายคว้าจับไปที่ศีรษะของคนในชุดคลุมสีดำ
"มาดูกันซิว่าในความทรงจำของเ้า มีเื่ราวที่จะไขข้อข้องใจของข้าได้หรือไม่"
ปราณิญญาควบแน่นอักขระลึกลับปรากฏขึ้นที่กลางฝ่ามือของเออิจิ เคล็ดวิชาค้นิญญาถูกเปิดใช้งานเป็ครั้งแรกั้แ่ที่เออิจิได้ย้อนกลับมายังแดนปราณ์แห่งนี้
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!" คนในชุดคลุมสีดำกรีดร้องออกมาอย่างทรมาน ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนอัปลักษณ์ ดวงิญญาของเขาถูกฉีกกระชากราวกับว่ามันแหลกเป็ชิ้นๆอยู่ภายใต้ฝ่ามือของเออิจิ ความทรงจำในอดีตของเขามันค่อยๆพรั่งพรูออกมา โดยที่เขาก็ไม่สามารถควบคุมได้
ย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบสองปีก่อน เด็กน้อยคนหนึ่งอายุหกขวบกำลังถูกชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งกระทืบทำร้าย ซึ่งเหตุผลก็คือขนมปังแป้งสาลีที่เด็กน้อยพยายามกอดมันเอาไว้แน่น
"โอ้ย! ได้โปรดหยุดเถอะ แม่ของข้ากำลังป่วยหนัก นาง้าอาหารเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป....ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดอย่าทำร้ายข้าอีกเลย" เด็กน้อยพยายามร้องขอความเมตตาอย่างน่าสงสาร เขากรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป น้ำตาของเขาหลั่งรินออกมาแทบจะกลายเป็สายเื
"หุบปากของเ้าซะ! เ้ากล้าขโมยของในร้านข้า เช่นนั้นนี่ก็คือสิ่งที่เ้าสมควรโดน" ชายวัยฉกรรจ์คนนั้นยังเตะและกระทืบต่อไปอีกหลายที ขณะที่เตะและถีบเขาก็ยัังคงสาปส่งเด็กน้อยอยู่ทุกอากัปกิริยา
เด็กน้อยนอนหายใจรวยรินจนแทบสิ้นชีวิต ใบหน้าของเขาปูดโปนทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ แขนข้างซ้ายของเขาหักจนเกิดเป็เืห้อขึ้นมา
ชายวัยฉกรรจ์เมื่อระบายอารมณ์จนหนำใจแล้ว ในที่สุดเขาก็หยุดกระทืบเด็กน้อย แต่ก่อนที่จะเดินจากไปเขาก็ได้เอ่ยทิ้งท้ายขึ้นมาว่า
"หากครั้งหน้าเ้ายังกล้ามาขโมยของร้านข้าอีก ทีนี้ก็มาดูกันว่าข้าจะฆ่าเ้าอย่างไร" กล่าวจบชายวัยฉกรรจ์ก็เดินจากไปด้วยความหงุดหงิด
เด็กน้อยที่นอนสิ้นสภาพอยู่กับพื้น ตอนนี้เขาค่อยๆประคองร่างกายของตนเองให้ลุกขึ้นมา ถึงแม้ว่าความเ็ปจะแล่นไปทั่วทั้งสาระพางกายของเขา แต่เด็กน้อยก็กัดฟันลุกขึ้นยืน แล้วหอบเอาขนมปังแป้งสาลีที่เต็มไปด้วยฝุ่นนั้นกลับบ้านไป
ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน เด็กน้อยพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง เขาพยายามปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้ตัวเองร่าเริงขึ้น จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความสดใส ขณะเดียวกันก็ร้องะโขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจว่า
"ท่านแม่ท่านดูนี่สิ ข้าได้ขนมปังแป้งสาลีของโปรดของท่านมาแล้ว พอท่านได้กินข้ารับรองได้เลยว่าอาการป่วยของท่านจะต้องหายเป็ปลิดทิ้งอย่างแน่นอน" เด็กน้อยวิ่งมาหยุดอยู่ที่ขอบเตียง ที่มารดาของเขานอนอยู่
"ท่านแม่ท่านดูสิ นี่ขนมปังแป้งสาลีของโปรดของท่านไงขอรับ ท่านจะไม่คุยกับข้าหน่อยหรือท่านแม่" เด็กน้อยยื่นมือออกไปเขย่าแขนมารดาของเขาด้วยความรักใคร่ เพียงแต่ััที่เด็กน้อยรับรู้ได้จากแขนข้างนั้นของมารดาของเขา มันแตกต่างออกไปจากทุกที
แขนข้างนั้นของมารดาของเด็กน้อยเย็นะเืจนไร้ความอบอุ่น เด็กน้อยหน้าเสียเขารีบปีนขึ้นไปบนเตียงเพื่อตรวจดูอาการป่วยของมารดาของเขา แต่สิ่งที่ต้องเผชิญมันกลับโหดร้ายกับเด็กน้อยเป็อย่างมาก มารดาของเขานอนแน่นิ่งใบหน้าไร้สีเื เด็กน้อยพยายามร้องเรียกมารดาของเขาอยู่หลายครั้ง และทุกๆครั้งก็ไม่มีเสียงใดๆจากมารดาตอบกลับเขามาเลยแม้แต่น้อย
เด็กน้อยเริ่มรับรู้ได้ถึงความจริงบางอย่าง ใบหน้าที่เคยฝืนยิ้มของเขาก่อนหน้านี้ค่อยๆบิดเบี้ยวไป เด็กน้อยเบ้ปากแล้วเริ่มร้องไห้ออกมาอย่างสะอึกสะอื้น ขณะเดียวกันเด็กน้อยก็เขย่าแขนของมารดาของเขาอีกหลายที ในใจของเด็กน้อยหวังเพียงว่ามันจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมา แล้วทำให้มารดาของเขาฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เด็กน้อยร้องไห้ปานจะขาดใจตาย เขาร้องไห้จนไม่รู้ว่าเวลาว่ามันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว เด็กน้อยร้องไห้หนักมากจนในที่สุดเขาก็หมดสติไปด้วยความอ่อนเพลีย
หลังจากนั้นในเช้าของวันรุ่งขึ้น เด็กน้อยได้จุดไฟเผาบ้านไม้เก่าๆหลังนั้นของเขาไปพร้อมกับร่างของท่านแม่ เด็กน้อยจ้องมองกองไฟที่ร้อนแรงและโชติ่เบื้องหน้าด้วยดวงตาที่แดงก่ำ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและบ้าคลั่ง เด็กน้อยหันหลังให้กับกองไฟด้วยความเด็ดเดี่ยว จากนั้นก็หลับหูหลับตาวิ่งออกไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จุดหมาย
่เวลาหลังจากนั้น เด็กน้อยใช้ชีวิตร่อนเร่อยู่ในนครหลวงของจักรวรรดิเรเดียนท์ เื่ที่เขาทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือการลักเล็กขโมยน้อยและวิ่งราวเพื่อให้ชีวิตของตนเองอยู่รอดไปวันๆ
จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กน้อยได้พบเจอกับจอมเวทย์ผู้สูงส่งท่านหนึ่ง เขาได้กราบไหว้ฟ้าดินเพื่อขอเป็ลูกศิษย์ของจอมเวทย์ผู้สูงส่งท่านนั้น และราวกับว่า์ได้กำหนดเื่ราวเอาไว้แล้ว จอมเวทย์ผู้สูงส่งท่านนั้นได้มองเห็นพร์ในด้านเวทมนตร์จากตัวของเด็กน้อย จอมเวทย์ผู้สูงส่งท่านนั้นจึงตัดสินใจรับเด็กน้อยไว้เป็ลูกศิษย์
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยได้ร่ำเรียนเวทมนตร์หลายอย่างจากจอมเวทย์ผู้สูงส่งท่านนั้น และด้วยความที่เด็กน้อยมีพร์ในด้านการใช้พลังเวทมนตร์เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่นานเด็กน้อยก็สามารถใช้เวทมนตร์ได้หลายบท
เวลาผ่านไปอีกหลายปีในที่สุดเด็กน้อยก็โตจนมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ เขาได้เรียนเวทมนต์จากจอมเวทย์ผู้สูงส่งท่านนั้นมาแทบจะทั้งหมดแล้ว อยู่มาวันหนึ่งเด็กหนุ่มก็ได้กล่าวกับจอมเวทย์ผู้สูงส่งท่านนั้นว่า
"ท่านอาจารย์ข้ามีเื่จะขอร้องท่านขอรับ ได้โปรดอนุญาตให้ข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของข้าได้หรือไม่ขอรับ"
"เมื่อก่อนเ้าเคยบอกข้าว่า ครอบครัวของเ้าจากไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ ที่บ้านเกิดแห่งนั้นมีอะไรให้กลับไปเยี่ยมกัน" จอมเวทย์ผู้สูงส่งเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
"เรียนท่านอาจารย์ ข้าติดตามฝึกฝนเวทมนตร์กับท่านมาหลายปี พวกเราต่างก็ตระเวนไปทั่วทั้งจักรวรรดิเรเดียนท์ มาวันนี้ข้าก็รู้สึกคิดถึงบ้านเกิดขึ้นมาอย่างมาก ข้าขอร้องท่านอาจารย์ ได้โปรดให้ข้าได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดด้วยเถิดขอรับ" เด็กหนุ่มคุกเข่าขอร้องด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
"อืม..." จอมเวทย์ผู้สูงส่งขมวดคิ้วคิดอยู่นาน ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "เช่นนั้นเ้าก็กลับไปเถอะ หลังจากที่จิตใจของเ้าสงบลงแล้ว หลังจากนี้อาจารย์จะพาเ้าออกไปท่องโลกใบใหญ่นี้ด้วยกัน"
เด็กหนุ่มโขกศีรษะลงกับพื้นด้วยความซาบซึ้งใจ "ขอบคุณท่านอาจารย์ แล้วข้าจะรีบกลับมานะขอรับ"
เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้น จากนั้นเขาก็เร่งรุดจากไปในทันที
ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนในที่สุดเด็กหนุ่มก็มาถึงย่านสลัมที่เขาเคยอาศัยอยู่ในอดีต ในตอนนี้ที่ตั้งที่เคยเป็บ้านของเขา ได้มีคนอื่นเข้ามาจับจองพื้นที่เป็ที่เรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มมองบ้านหลังนั้นด้วยความเศร้าโศก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสลด วันนี้ความสำเร็จของเขานับว่าสูงส่งเป็อย่างมาก
ระดับขั้นของผู้ใช้เวทมนตร์ เขาก็ฝึกจนได้เป็ถึงจอมเวทย์เก้าวงแหวน ขาดอีกเพียงแค่ก้าวเดียวตัวเขาก็จะได้กลายเป็จอมเวทย์มนตราแล้ว เด็กหนุ่มเดินจากไปด้วยความเศร้าสร้อย ในวันที่เขาประสบความสำเร็จมารดาของเขาก็ไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จของเขาเสียแล้ว
เด็กหนุ่มเดินไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย เขาไม่รู้ว่าตนเองเดินมานานแค่ไหนแล้ว ในที่สุดเขาก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าร้านขายขนมปังแป้งสาลีที่เขาเคยมาขโมยมันไปเมื่อครั้งอดีต เด็กหนุ่มจ้องมองเข้าไปในร้าน ขณะเดียวกันก็สั่นศีรษะไปมา แต่ในขณะนั้นเองเด็กหนุ่มก็ได้มองเห็นอดีตชายวัยฉกรรจ์ที่ทำร้ายเขาจนาเ็ปางตาย
ตอนนี้อดีตชายวัยฉกรรจ์กำลังหยอกล้ออยู่กับลูกสาวของเขาอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะของพวกเขาดังออกมาถึงด้านนอกของร้าน เด็กหนุ่มจ้องมองภาพภาพนั้นด้วยความอิจฉา แววตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธ
เด็กหนุ่มเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในร้านขายขนมปังแป้งสาลีในทันที
เ้าของร้านได้ยินเสียงกระดิ่งที่ประตู เขาเงยหน้าขึ้นมอง และเมื่อเห็นว่าเป็ลูกค้าเขาก็เลิกเล่นกับลูกสาว แล้วออกมาต้อนรับลูกค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"สนใจขนมปังชิ้นไหนของทางร้านเป็พิเศษหรือไม่ขอรับนายท่าน" อดีตชายฉกรรจ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
เด็กหนุ่มจ้องมองใบหน้าระรื่นของอดีตชายฉกรรจ์ด้วยความโกรธแค้น เขาถามกลับด้วยหัวข้อที่ไม่เกี่ยวกับบทสนทนาก่อนหน้านี้ว่า
"การที่เ้าได้เล่นกับลูกสาวมันสนุกมากหรือไม่"
อดีตชายฉกรรจ์จ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาแปลกๆ แต่เขาคือพ่อค้ามืออาชีพ ตลอด่ชีวิตที่ผ่านมาเขาได้พบเจอกับลูกค้ามามากมายนับไม่ถ้วน คำถามเช่นนี้ตัวเขาก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก อดีตชายฉกรรจ์ตอบกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า
"มีความสุขมากเลยขอรับ ไอร่าลูกสาวของข้านางเป็เด็กน่ารัก ข้าที่เป็พ่อของนางรู้สึกยินดีและสนุกสนานทุกครั้งที่ได้เล่นกับนางเลยขอรับ"
"งั้นเหรอ" เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขายกคฑาเวทย์ในมือขวาของเขาขึ้น จากนั้นก็เริ่มเอ่ยคำร่ายเวทมนตร์ออกมา
"เพลิงทมิฬโชติ่ที่ลุกไหม้อยู่ในใจ จงกลายเป็ดาบทิ่มแทงอริราชศัตรูให้กับข้า เคิร์สด์อิกนิชั่น"
เพลิงสีดำถูกควบรวมขึ้นเหนือคฑาเวทย์ของเด็กหนุ่ม สีหน้าของอดีตชายฉกรรจ์เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เด็กหนุ่มใช้เพลิงสีดำโจมตีไปที่ร่างของอดีตชายฉกรรจ์ ทำให้ร่างของอดีตชายฉกรรจ์ถูกเพลิงทมิฬเผาไหม้จนกลายเป็เถ้าถ่าน ก่อนตายเขากรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปทรมาน แววตาของอดีตชายฉกรรจ์เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและสิ้นหวัง เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดลูกค้าคนนี้ถึงต้องลงมือสังหารเขาด้วย
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "ที่แท้รสชาติของการได้ล้างแค้นมันก็รู้สึกดีอย่างนี้นี่เอง อ่าาาา~~ มันช่างรู้สึกดีเหลือเกิน ฮ่าฮ่าฮ่า!" เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจของเข้ามา ความสดชื่นเช่นนี้เขาไม่ได้ัักับมันมานานมากแล้ว
เด็กหนุ่มโบกคฑาเวทย์อีกครั้ง กลุ่มเพลิงสีดำก็ได้เข้าปกคลุมร้านขายขนมปังแป้งสาลีของอดีตชายฉกรรจ์ในทัน ไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากในร้าน เด็กหนุ่มฟังเสียงร้องโหยหวนนั้นด้วยความบันเทิง เขารู้สึกว่าจิตใจของเขาได้รับการปลดปล่อย เด็กหนุ่มเริ่มใช้เวทย์เพลิงทมิฬออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาได้เผาย่านสลัมที่เขาเกิดมาจนราบเป็หน้ากลอง
เพลิงสีดำลุกไหม้อยู่ทั่วทั้งย่านสลัม มีเพียงเด็กหนุ่มที่ยืนหัวเราะอยู่อย่างบ้าคลั่งท้ามกลางทะเลเพลิงทมิฬ
เื่ราวหลังจากนั้น จักรวรรดิเรเดียนท์ได้ประกาศจับและออกตามล่าเด็กหนุ่ม เนื่องจากว่าเป็คดีวางเพลิงร้ายแรง ทางจักรวรรดิเรเดียนท์จึงได้ตั้งค่าหัวของเขาเอาไว้สูงมาก ซึ่งมันมีจำนวนมากถึงหนึ่งพันเหรียญทองจักรวรรดิเลยทีเดียว มีนักล่าค่าหัวมากมายนับไม่ถ้วนไล่ล่าสังหารเด็กหนุ่มไม่เว้นในแต่ละวัน แต่เด็กหนุ่มก็ยังสามารถหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิดทุกครั้ง
จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กหนุ่มถูกลอบโจมตีจากกลุ่มนักล่าค่าหัวหลายสิบคน เขาคิดว่าชีวิตของตนเองคงต้องจบลงที่นี่แล้ว แต่ใน่เวลาแห่งความเป็ความตายนั้นเอง จอมเวทย์ผู้สูงส่งที่เป็อาจารย์ของเขาก็ได้ปรากฏตัวเข้ามาช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงช่วยให้เด็กหนุ่มหนีรอดวิกฤตครั้งนี้ไปได้เท่านั้น
และในการต่อสู้ครั้งนั้นเองที่ทำให้จอมเวทย์ผู้สูงส่งได้สละชีวิตเพื่อช่วยให้เด็กหนุ่มได้หนีไป
เด็กหนุ่มรู้สึกเสียใจเป็อย่างมากกับการจากไปของท่านอาจารย์ เขาก็กัดฟันเพื่อที่จะหนีเอาชีวิตรอด เขาถูกตามล่าโดยนักล่าค่าหัวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันไหนที่เขาได้หลับอย่างสงบ ทุกคืนเขาจะต้องหวาดผวาจากการซุ่มโจมตีของนักล่าค่าหัว เขาต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆซ่อนๆเช่นนั้นมากกว่าห้าปี
อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนในชุดคลุมสีดำเข้ามาชักชวนเขาให้เข้าร่วมกับองค์กรมาร์ โดยคนในชุดคลุมดำอ้างว่าองค์กรมาร์มีเวทมนตร์ที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้
เด็กหนุ่มราวกับได้พบแสงสว่าง เขาไม่อยากใช้ชีวิตอย่างหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับองค์กรมาร์ ซึ่งในองค์กรมาร์เขาก็ได้เรียนเวทมนตร์ต้องห้ามมากมายที่อาจารย์ของเขาไม่เคยสอน เขาใช้เวลาเพียงแค่เดือนเดียวหลังจากที่เข้าไปในองค์กรมาร์ เลื่อนขั้นระดับพลังของตนเองจากระดับจอมเวทย์ขั้นเก้าขึ้นสู่จอมเวทย์มนตราได้สำเร็จ เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งขึ้นในร่างของเขา หลังจากนั้นเขาก็เริ่มอุทิศชีวิตให้กับองค์กรมาร์
โดยหวังว่าในอนาคตเขาจะสามารถชุบชีวิตให้กับท่านแม่และท่านอาจารย์ของเขาได้
เขาปฏิบัติภารกิจทุกชนิดที่องค์กรมาร์ได้มอบให้กับเขา เด็กหนุ่มไม่สนใจและไม่เคยตั้งคำถามกับภารกิจเ่าั้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเขาอยากได้พลังที่มากขึ้นเพื่อล้างแค้นศัตรูให้กับอาจารย์ของเขา และเขาไม่สนใจว่าจะต้องสังเวยชีวิตผู้คนมากน้อยแค่ไหน ขอแค่ได้ล้างแค้นแทนท่านอาจารย์ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรเขาก็ยอมทั้งนั้น
และเป่าหมายที่สำคัญที่สุดของเขาก็คือเวทมนตร์ต้องห้าม ที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง
เมื่อค้นดูิญญามาถึงตรงนี้เออิจิก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น "ที่แท้ก็เป็แค่พวกปลายแถวของลัทธิมาร์เช่นนั้นหรือ"
เออิจิยังคงไม่ย่อท้อ แววตาของเขาเด็ดเดี่ยว เขายังคงสืบค้นลึกเข้าไปในดวงิญญาของชายในชุดคลุมสีดำ และแล้วในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล เออิจิบุกเข้าไปดูความทรงจำที่ลึกที่สุดในดวงิญญาของคนในชุดคลุมดำ
ภายใต้ความทรงจำของคนในชุดคลุมดำ พิธีกรรมสังเวยโลหิตอันยิ่งใหญ่ได้ถูกจัดเตรียมขึ้น ภายในพิธีกรรมสังเวยโลหิตผู้คนในองค์กรมาร์จะใส่ชุดคลุมสีดำกันแทบทุกคน มีเพียงผู้บริหารที่ระดับสูงขึ้นไปถึงจะได้สวมใส่ชุดคลุมสีแดง และ้าสุดของแท่นสังเวยโลหิตมีบุคคลที่เป็ผู้ทำพิธี เขาสวมใส่ชุดสีขาวขลิบทองที่เหมือนกับนักบวชในมหาวิหาร
เออิจิจ้องมองภาพเบื้องหน้านั้นอย่างไม่วางตา แต่แล้วจู่ๆก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ภาพความทรงจำเบื้องหน้าของคนในชุดคลุมดำเลือนลางไม่ชัดเจน ดวงิญญาของคนในชุดคลุมดำสั่นะเือย่างรุนแรง
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!" ชายชุดคลุมดำกรีดร้องออกมาอย่างเ็ปทรมาน ในที่สุดร่างกายที่ดิ้นทุรนทุรายไปมานั้นก็หยุดนิ่งลง
เออิจิจ้องมองร่างที่แน่นิ่งห้อยตัวอยู่กลางอากาศในมือของเขาด้วยสายตาที่แดงก่ำ
"ถึงกับใช้เคล็ดวิชานอกรีต อย่างเคล็ดวิชาตราประทับิญญาฝังไว้ในร่างของคนในลัทธิ หากว่าคนในลัทธิถูกค้นิญญา เช่นนั้นแล้วเคล็ดวิชาตราประทับิญญาก็จะทำลายดวงิญญาของคนคนนั้นในทันที ลัทธิมาร์ยังคงต่ำช้าเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยเปลี่ยน"