บทที่ 13 มิเช่นนั้นโชคลาภของเด็ก ๆ ในบ้านของพวกเขาจะถูกทำลาย (รีไรต์)
พ่อหลัวหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินไปข้างหน้าแม่เฒ่าเว่ย ยกมือขึ้นคำนับ "แม่เฒ่าเว่ย ข้ามาขอบคุณถึงหน้าประตูบ้านเลยนะขอรับ! เด็ก ๆ บ้านท่านช่วยชีวิตหลัวเชียหนิวลูกชายข้าไว้!"
แม่เฒ่าเว่ยยังไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น นางขมวดคิ้วมุ่น เงยหน้าขึ้นก็เห็นไก่แก่ตัวหนึ่งถูกพ่อหลัวยัดใส่มือมาแล้ว พ่อหลัวนั้นพลันหันไปหาซิ่งซิ่งที่ขนตายังคงมีหยดน้ำตาเกาะอยู่ พูดว่า
"หนูน้อย อย่าโกรธที่ก่อนหน้านี้ภรรยาลุงผลักเ้าเลยนะ ตอนนั้นนางเพียงแต่กังวลจนทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่เ้าไม่เป็อะไรมาก!"
ซิ่งซิ่งเขินอายเล็กน้อย ซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของแม่เฒ่าเว่ย แต่ในใจของเด็กหญิงตัวน้อยยังคงเป็ห่วงหลัวเชียหนิวอยู่ ท้ายที่สุดนางกับท่านพี่สามและท่านพี่สี่ก็พยายามช่วยเขาไว้!
ซิ่งซิ่งรวบรวมความกล้าถามพ่อของหลัวเชียหนิวด้วยเสียงเบา ๆ ว่า "คนคนนั้นเขา… เขาไม่เป็ไรแล้วหรือเ้าคะ?"
เมื่อพูดถึงเื่นี้ พ่อของหลัวเชียหนิวก็ยิ้มร่าออกมาทันที "ไม่เป็ไรแล้ว พวกข้ากลับมาแล้วยังไม่วางใจ ก็เลยเชิญท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือมาดูให้! นางบอกว่า เพราะพิษงูได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม หลัวเชียหนิวก็เลยไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง กลับไปกินยาสมุนไพรสองสามถ้วยและพักผ่อนอีกหน่อยก็หายแล้ว!"
ท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือเป็หมอจากหมู่บ้านปาเจี่ยวไจ่ใกล้ ๆ แม้ว่าปกติจะดูเพี้ยน ๆ บ้าง แต่ฝีมือการรักษาของนางก็ได้ผลจริง ชาวบ้านละแวกนั้นมักจะขอให้นางมาดูอาการป่วยที่รักษาไม่หาย
ท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือยังบอกกับครอบครัวหลัวอีกว่า ใน่เวลานี้ สมุนไพรที่เด็ก ๆ เอามาแปะไว้ที่เท้าเป็ของดีที่ช่วยชีวิตคนได้และมีค่ามาก มันเป็สิ่งที่ช่วยชีวิตลูกของพวกเขา พวกเขาต้องตอบแทนบุญคุณนี้ มิฉะนั้นโชคลาภของเด็ก ๆ ในบ้านของพวกเขาจะถูกทำลาย ในอนาคตอาจจะมีภัยพิบัติมาเยือน
ดังนั้น แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แม่หลัวก็บ่นไม่หยุด แต่พ่อหลัวก็กัดฟันทน พาไก่แก่ตัวหนึ่งมาส่งให้ที่บ้านของครอบครัวอวี๋
พ่อหลังชื่นชมไม่หยุดปาก ทั้งชมซิ่งซิ่งว่าน่ารัก ชมหลิ่วเอ๋อร์กับกุ้ยเอ๋อร์ว่าพึ่งพาได้ ชมบ้านสกุลอวี้ว่าเลี้ยงลูกหลานได้ดี
ทุกคำล้วนเป็คำพูดไพเราะเสนาะหู แต่ยกเว้นแต่เด็กทั้งสาม ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็งุนงงไปตาม ๆ กัน
ตอนที่พ่อหลัวเชียหนิวกำลังจะกลับ แม่เฒ่าเว่ยกลับคว้าไก่แก่อีกมือหนึ่งไว้ ส่วนอีกมือก็คว้าแขนพ่อหลัว นางกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เ้าใหญ่ตระกูลหลัว พวกข้ายังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เื่ที่ว่าช่วยชีวิตคืออะไรกัน? ถ้ายังไม่เข้าใจเื่ราว อย่างนั้นพวกข้าก็ไม่กล้ารับไก่ตัวนี้หรอก”
พูดจบ ก็จะยัดไก่แก่ที่กำลังกระพือปีกใส่ในมือพ่อหลัวเชียหนิว
พ่อหลัวเชียหนิวค่อนข้างประหลาดใจ มองไปที่อวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ย “พวกเ้ายังไม่ได้บอกที่บ้านอีกหรือ?”
อวี้หย่งกุ้ยตอบอย่างรวดเร็ว “ยังไม่ทันได้บอกเลยครับ!”
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งร้อนใจจนทนไม่ไหว นางจิ้มไปที่หัวลูกชายคนเล็ก “นี่มันอย่างไรกันแน่ เื่มันคืออะไร?”
อวี้หย่งกุ้ยกุมหัวตัวเอง ทำหน้าตาใสซื่อ “ท่านแม่ พวกข้าเพิ่งกลับถึงบ้าน ท่านก็ลากพวกข้าไปทำงานแบ่งเส้นด้าย แล้วยังบ่นพวกข้าอยู่นาน จะเอาเวลาที่ไหนไปบอกเล่า”
จริง ๆ แล้ว อวี้หย่งกุ้ยอยากจะเล่าให้ฟังั้แ่แรก ทว่าในขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงท่านย่ากำลังหัวเสียอยู่ข้างนอก ทำให้เขาใรีบวิ่งออกมาดูพร้อมกับแม่และพี่ชายว่าเกิดอะไรขึ้น
เลยยังไม่มีเวลาบอกจริง ๆ!
ไป๋เซี่ยวเฟิ่งโกรธจนตวัดสายตามองลูกชายทั้งสองคน
ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า "สะใภ้รอง เ้าอย่าโกรธเลย นี่แสดงว่าลูก ๆ ของเ้าทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน! แสดงว่าตระกูลอวี้ของพวกเ้าอบรมสั่งสอนมาเป็อย่างดี สอนลูก ๆ ได้ดีมิน้อย!"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งชอบฟังคำพูดแบบนี้ นางจึงหายโกรธในทันที มุมปากเกือบจะยกขึ้นไปถึงท้องฟ้า!
โอ้ ก็ต้องเป็อย่างนั้นมิใช่หรือ!
พี่หลิ่วกับพี่กุ้ยล้วนเป็ลูกของบ้านรอง พวกเขาทำให้นางได้หน้าอย่างมาก!
เมื่อพ่อหลัวได้ยินชาวบ้านพูดเื่ตอบแทนหรือไม่ตอบแทน เขารีบพูดว่า "ไม่ได้ ไม่ตอบแทนไม่ได้! ท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือบอกว่าไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น แค่พระจันทร์ครึ่งซีกที่หลานสาวของตระกูลอวี้ใช้รักษาลูกชายของข้านั้น ก็นับว่ามีราคาแพงยิ่งแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหลัวของพวกข้าก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักบุญคุณ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ยิ่งงุนงง พวกเขารีบขอให้พ่อหลัวอธิบายให้ชัดเจน ชายวัยกลางคนเกาหัวแล้วพูดว่า "คืออย่างนี้ เชียหนิวลูกชายของข้าถูกงูกันกัดจนสลบไป โชคดีที่หลานสาวตระกูลอวี้ไปพบเขาเข้าที่ทุ่งหญ้า พี่หลิ่วก็ช่วยดูดพิษงูให้ ข้ายังได้ยินพี่หลิ่วพูดอีกว่า หลานสาวคนนี้เป็คนช่วยหาพระจันทร์ครึ่งซีกมารักษาเชียหนิวด้วย... พูดง่าย ๆ ก็คือ หลานสาวคนนี้ พี่หลิ่วและพี่กุ้ยที่วิ่งไปส่งข่าวให้พวกเรา ทั้งสามคนนี้ ช่วยชีวิตเชียหนิวลูกชายของข้าไว้!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ นี่มันเื่ใหญ่ทีเดียว นี่มันช่วยชีวิตคนไว้จริง ๆ!
พวกเขาต่างก็พากันชื่นชมตระกูลอวี้ที่อบรมสั่งสอนลูกหลานได้ดี เด็กเหล่านี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
ใบหน้าของไป๋เสี่ยวเฟิ่งเปล่งประกาย มีความสุขจนอกตั้งตระหง่าน เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง!
ส่วนหลี่ชุนฮวาได้แต่ขบคิดในใจ เหตุใดเื่ดี ๆ เช่นนี้บุตรชายของนางอย่างอวี้หย่งไหวและอวี้หย่งไป๋จึงไม่ได้พบเจอบ้าง? ทั้งที่บุตรชายทั้งสองของนางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร!
แม่เฒ่าเว่ยเองก็รู้สึกภาคภูมิใจจนตัวลอย!
ความรู้สึกหงุดหงิดกังวลใจจากการที่สมุนไพรจัวซินที่ตากแดดไว้บนขอบหน้าต่างหายไป ก็พลันมลายหายไปในทันที
แม่เฒ่าเว่ยเอ่ยเสียงดังกับพ่อหลัวว่า "เช่นนั้น ไก่แก่ตัวนี้ข้าคงรับไว้มิได้หรอก เ้านำกลับไปเถอะ! เชียหนิวลูกชายของเ้าเพิ่งถูกงูกัด แม้ว่าหลานของข้าจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่ตอนนี้ร่างกายของเชียหนิวกำลังอ่อนแอ ควรบำรุงร่างกายเสียหน่อย!"
แม่เฒ่าเว่ยอดไม่ได้ที่จะย้ำอีกครั้งว่าหลานของตนได้ช่วยชีวิตของหลัวเชียหนิวเอาไว้
จริงอยู่ที่พ่อหลัวเองก็อยากเก็บไก่แก่ตัวนี้ไว้บำรุงร่างกายให้กับลูกชายของตน แต่เขายังคงจดจำคำพูดอันน่าขนลุกของท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือได้เป็อย่างดี นางพูดจาน่ากลัว ในเมื่อเป็เช่นนี้แล้ว เขาก็ไม่อาจปล่อยให้บุตรชายคนเดียวของตนต้องสูญเสียโชคลาภไปได้!
พ่อหลัวโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว "แม่เฒ่าเว่ย นี่นับเป็บุญคุณที่ท่านสั่งสอนหลานเป็อย่างดี แม้ไม่กล่าวถึงเื่ช่วยชีวิต เพียงแค่ต้นพระจันทร์ครึ่งซีกหากนำไปขายในเมืองก็ได้ราคาไม่น้อยแล้ว! ไก่แก่ตัวนี้ ท่านควรจะรับเอาไว้ นี่เป็สิ่งที่สมควรแล้ว!"
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็พากันเอ่ยปากสนับสนุน แม่เฒ่าเว่ยไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงจำใจรับไก่แก่ตัวนั้นไว้
ส่วนพ่อหลัวก็ได้รับคำชื่นชมจากชาวบ้านมากมายว่าเป็คนรู้จักบุญคุณความดี กลับออกจากประตูบ้านของตระกูลอวี้ไปด้วยความยินดี
หลังจากชาวบ้านแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว แม่เฒ่าเว่ยมองไก่แก่ที่กระพือปีกอยู่ในมืออย่างยินดี นางยิ้มร่าแล้วพูดว่า "เลี้ยงมันไว้สักสองสามวันก่อน ดูว่ามันยังออกไข่ได้อีกหรือไม่? ถ้ามันยังออกไข่ ก็ให้ซิ่งซิ่ง พี่หลิ่ว และพี่กุ้ยกินไข่ไก่บำรุงร่างกายก่อนเลย! "
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งได้ยินดังนั้นก็ยิ้มจนปากจะฉีกถึงใบหูอยู่แล้ว
กินไข่ไก่อย่างนั้นหรือ ดีเลย!
ครั้งนี้ลูกชายทั้งสองได้สร้างชื่อเสียงให้กับนางในหมู่บ้าน แล้วยังได้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้อีก ตัวนางซึ่งเป็แม่จะไม่ให้ดีใจจนเนื้อเต้นได้อย่างไรกัน!
ตอนนี้พอนางมองดูซิ่งซิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้น่ารักที่สุดในโลก!
และเป็ดาวนำโชคของลูกชายอย่างที่พวกเขาเคยพูดถึงจริง ๆ ด้วย!
แม้ว่าหลี่ชุนฮวาจะรู้สึกอิจฉาตาร้อนอยู่บ้าง แต่นางก็รู้ดีว่าด้วยนิสัยของแม่สามี ถึงเวลาที่ต้องแบ่งไข่ไก่ยังไงก็ต้องมีส่วนของลูกชายทั้งสองของนางด้วยอยู่แล้ว
ได้กินไข่ไก่นับว่าเป็เื่ดีมาก!
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็คนตระกูลอวี้ เื่ดี ๆ อย่างการช่วยชีวิตคนเอาไว้ คนอื่นพูดถึงก็ต้องบอกว่าตระกูลอวี้สั่งสอนลูกหลานได้ดี!
แบบนี้พวกนางซึ่งเป็ครอบครัวใหญ่ก็พลอยได้รับแสงไปด้วย!
พอถึงเวลาที่ลูกชายคนโตของนางจะต้องแต่งงาน นี่ก็ถือเป็ชื่อเสียงที่ดีไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดเช่นนี้ หลี่ชุนฮวาก็รู้สึกดีใจไม่น้อย
มีเพียงซูโหรวเอ๋อร์เท่านั้นที่ไม่ค่อยพอใจ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็เส้นตรง
จากคำพูดของคนบ้านหลัว พระจันทร์ครึ่งซีกนั้นเป็ของดี นำไปขายไม่รู้ว่าจะซื้อแม่ไก่ได้กี่ตัว!
มองดูทุกคนในครอบครัวที่กำลังดีใจ ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกขมขื่นใจอยู่ลึก ๆ
แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะเบา ๆ เดินนำแม่ไก่แก่ที่บ้านหลัวส่งมาไปยังเล้าไก่ในลานบ้านด้วยตัวเอง
แม่ไก่แก่กระพือปีกเข้าไปในเล้าไก่ แม่เฒ่าเว่ยก็หรี่ตาลงทันที พบว่าในฟางแห้งในรังไก่ มีต้นหญ้าต้นหนึ่งนอนอยู่ตรงนั้น ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
แม่เฒ่าเว่ยจึงรวบชายกระโปรงขึ้นผูกไว้กับเอว แล้วเข้าไปในเล้าไก่ หลบมูลไก่ที่อยู่บนพื้น หยิบต้นหญ้าต้นนั้นในรังไก่ขึ้นมา
แน่นอน มันคือต้นสมุนไพรจัวซินที่หายไปจากขอบหน้าต่างนั่นเอง!
ต้นสมุนไพรจัวซินต้นนี้ถูกไก่จิกไปหลายส่วนแล้ว แต่เนื่องจากต้นสมุนไพรจัวซินมีพิษเล็กน้อย หากว่ารับประทานเข้าไปโดยตรงอาจมิดีเท่าใดนัก เหตุนี้ไก่จึงไม่ชอบกิน มันจึงยังคงอยู่รอดมาได้
แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกเ็ปใจอย่างมาก สมุนไพรจัวซินนี้มีความเสียหายไปบ้าง ทำให้คุณภาพไม่ค่อยดีนัก แต่น่าจะยังขายได้ราคาบ้าง
นางค่อย ๆ วางสมุนไพรจัวซินลงในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก
ซูโหรวเอ่อร์เห็นดังนั้น ก็พอเดาได้ว่านี่คือต้นหญ้าที่ลูกชายของตนโยนลงไปในคอกไก่ นางรีบพูดว่า "ท่านแม่ ดูสิ ข้าบอกแล้วไงว่ามีคนเปิดหน้าต่างโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ต้นหญ้านี่ร่วงหล่นลงไป พอลมพัดมา ต้นหญ้านี่ก็ปลิวไปอยู่ในคอกไก่ได้ ก็เป็เื่ปกติมาก"
เสียงของนางเพิ่งจะจบลง สายตาคมกริบของแม่เฒ่าเว่ยก็จ้องมาที่นางทันควัน