หลังจากที่ทหารได้นำตัวคุณหนูอันหรูเซี่ยและบิดาของนางออกไปงานเลี้ยงชมดอกไม้ก็กลับมาสู่ความรื่นเริงเหมือนเดิมทุกคนที่มางานวันนี้คิดว่าได้เปิดหูเปิดตาเสียแล้ว ไม่คิดว่าจะมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นได้กลายเป็เื่พูดคุยสนุกปากที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คาดว่าหลังจากจบงานไป เื่นี้คงจะแผ่กระจายไปทั่วแคว้น
ในงานเลี้ยงยังคงดำเนินกันต่อไปจนมาถึง่ที่จะเปิดโอกาสให้เหล่าคุณหนูคุณชายทั้งหลายได้ออกมาแสดงความสามารถพิเศษเย่วชิงนั่งชมเหล่าคุณหนูคุณชายที่ต่างอวดความสามารถของตนเองให้ผู้อื่นได้ชมกันอย่างขะมักเขม้น
มีหลายคนที่ได้รับรางวัลและไม่ได้รับรางวัลโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่เขาอย่างโกรธแค้นั้แ่ที่เขาปรากฎตัวในงานนี้
“ มีผู้ใดจะแสดงความสามารถอีกหรือไม่ ถ้ามีก็ให้ก้าวออกมา ”ขันทีที่ทำหน้าที่คอยประกาศชื่อผู้เข้าร่วมการแข่งขันเอ่ยขึ้นเมื่อการแข่งขันล่วงเลยมาสักระยะหนึ่งแล้ว
“ ข้าเ้าค่ะ ” เสียงหวานดังขึ้นจากมุมหนึ่งของงานก่อนคนพูดจะก้าวเดินออกมาหยุดยืนอยู่ที่ลานประลองกว้าง
“ ข้าขอทราบนามของคุณหนู ”
“ ข้ามีนามว่าตู่ถิงอันเ้าค่ะ ” หญิงสาวตอบกลับอย่างนอบน้อมพร้อมกับยิ้มบางๆ
ใช่แล้วนางคือตู่ถิงอันบุตรสาวของท่านเ้าเมืองไม่คิดเลยว่าการมางานในครั้งนี้นางจะได้เจอกับบุรุษที่นางหมายปองแม้ว่าเขาจะเป็ผู้ที่ทำให้นิ้วของนางขาดไปนิ้วหนึ่งก็ตามจนทุกวันนี้นางต้องสวมถุงมือไว้ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ใครรู้
ตู่ถิงอันบอกให้บิดาออกมาหาชายหนุ่มแต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไรหรือมีใครเคยเห็นเขามาก่อนนางยังคงเฝ้าคิดถึงบุรุษรูปงามแต่เ็าทุกวี่ทุกวันเขาไม่เหมือนกับบุรุษที่นางเคยพบเจอมาก่อน เป็บุคคลอันตราย ลึกลับ น่าค้นหาแต่ไม่ว่าเขาจะเป็ใครนางก็ยังชอบเขาอยู่ดี
ยิ่งวันนี้ที่ตู่ถิงอันได้เจอชายหนุ่มอีกครั้งนางยังจำใบหน้านั้นได้เป็อย่างดี ไม่เคยลืม พอมารู้ว่าเขามีสถานะเป็ถึงองค์รัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งทำให้นางพึงพอใจเป็อย่างมากและอยาก แต่เมื่อได้เห็นอีกฝ่ายเดินมากับพระชายานางก็อยากจะไปยืนตรงตำแหน่งนั้นแทน
“ คุณหนูตู่้าแข่งขันอะไรหรือ ”
“ ข้าอยากจะแข่งขันทำอาหาร และข้าขอท้า… ”ตู่ถิงอันเอ่ยทิ้งช่วยยาวพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาคนที่จะมาแข่งขันคู่กับนางมุมปากเรียวยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อสายตาไปหยุดที่คนผู้หนึ่ง
“ ข้าขอท้าพระชายาได้หรือไม่เ้าคะ ”
“ เอ่อ คุณหนูตู่เลือกผู้อื่นเถิด จะให้พระชายาลงแข่งด้วยคงจะไม่เหมาะ ” การแข่งนี้เปิดการโอกาสให้หญิงสาวที่ไม่มีคู่ประลองกันแต่พระชายามีคู่แล้วจะให้ลดตัวลงมาแข่งได้อย่างไร
“ อ่า แย่จริง ถ้าพระชายาไม่กล้า เช่นนั้นข้าจะเลือกผู้อื่นมาแทนก็แล้วกัน ”
เย่วชิงที่ได้ยินหญิงสาวเอ่ยถึงกับคิ้วกระตุก อะไรคือบอกว่าเขาไม่กล้า
หึพูดแบบนี้มันหยามหน้าเขาเกินไปแล้ว
“ เ้าจะไปไหน ” โจวหมางิถามเมื่อคนข้างกายเขาลุกขึ้นยืน
“ นางท้าข้า ข้าก็จะไปแข่งน่ะสิ ”เย่วชิงตอบร่างสูงจบก็เดินไปที่ลานประลองทันที ไม่สนใจด้วยว่าโจวหยางิว่าจะทำหน้ายังไง
“ กระหม่อมเย่วชิง ถวายบังคมฝ่าา ถวายบังคมฮองเฮาพะยะค่ะ ”เย่วชิงเลือกที่จะไม่เอ่ยอย่างสนิทสนมกับฮ่องเต้และฮองเฮา
“ หม่อมฉันตู่ถิงอัน ถวายบังคมฝ่าา ถวายบังคมฮองเฮา เพค่ะ ”
“ ลุกขึ้นได้ เจิ้นได้ยินมาว่าคุณหนูตู่ท้าประลองพระชายาขององค์รัชทายาทหรือ” น้ำเสียงราบเรียบของฮ่องเต้เอ่ยขึ้นพระองค์แปลกใจไม่น้อยที่เห็นร่างบางยอมลงแข่งขันด้วย
“ เพคะ ”
“ แล้วเ้าอยากได้อะไรเป็รางวัลในครั้งนี้หรือ ”
“ หม่อมฉันอยากไปตำแหน่งพระชายารองขององค์รัชทายาทเพคะ ”สิ้นสุดเสียงของนางก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
อีกทั้งพระชายาก็เป็บุรุษไม่สามารถมีทายาทให้กับองค์รัชทายาทได้ผู้คนจึงลงความเห็นว่าถ้าคุณหนูตู่ถิงอันสามารถชนะการประลองในครั้งนี้ก็ถือว่าเหมาะสม
“ เงียบ ” เสียงทุ้มเข้มดังกังวานจากฮ่องเต้โจวเฟยหลงทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง
“ ถวายบังคมฝ่าา กระหม่อมมีความสงสัยว่าพระชายาเป็บุตรชายของตระกูลใดหรือพะยะค่ะ” ขุนนางท่านหนึ่งเอ่ย ไม่ได้มีเพียงแต่เขาที่อยากรู้ คนอื่นก็อยากรู้เช่นกัน
“ ไม่ทราบว่าพระชายาเป็บุตรของใคร มาจากตระกูลไหนหรือทำไมถึงไม่มีใครเคยเห็นพระองค์มาก่อน ” ขุนนางคนเดิมยังคงถามต่อพร้อมกับหันมาเย่วชิงที่ยืนอยู่
ร่างบางเม้มปากแน่นพลางหันไปสบตากับร่างสูงที่อยู่ข้างกาย โจวหยางิมองหน้าขุนนางคนนั้นก่อนจะตอบ
“ เย่วชิงเป็น้องชายของท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ย เปิ่น หยางและพระชายาตกหลุกรักกันั้แ่ครั้งแรกที่เจอเมื่อครั้งยังเด็กได้สัญญาไว้ว่าหากโตขึ้นพวกเราจะแต่งงานกัน่ที่ออกไปทำภารกิจเสร็จ เปิ่นหยางจึงใช้โอกาสนี้ไปรับน้องชายของท่านแม่ทัพมาที่วังหลวงเป็เหตุให้ต้องเดินทางล้าช้าหลายวัน วันนี้วังหลวงจัดงานเลี้ยงเปิ่นหวางเห็นว่าเป็ฤกษ์ดีเลยถือโอกาสพามาเปิดตัวให้ทุกคนได้รู้จัก ” น้ำเสียงราบเรียบไม่มีแกว่งหรือสะดุดยามที่พูด ใบหน้าเรียบนิ่งไม่ฉายแววส่อโกหกแม้แต่น้อยจนเย่วชิงที่ได้ยินยังคิดเลยว่าที่ร่างสูงพูดเป็เื่จริง
ใครๆ ต่างก็รู้ว่าท่านแม่ทัพหยาง ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน เพราะไม่เคยมีใครเห็นหากจะสืบหาความจริงก็ยากที่จะสืบ
เมื่อมองไปที่ใบหน้าของท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ยที่ถูกเอ่ยถึงก็มีสีหน้านิ่งราวกับไม่ได้ทุกข์ร้อนกับสิ่งที่องค์รัชทายาทเอ่ยแม้แต่น้อย
“ แม้ว่าจะเป็น้องชายของท่านแม่ทัพหยางจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็บุรุษขอฝ่าาทรงพิจารณาด้วย ”
“ ทรงพิจารณาด้วยพะยะค่ะ ”
“ พอ! เื่นี้เจิ้นยกให้องค์รัชทายาทเป็คนตัดสินใจที่จริงเื่นี้เจิ้นก็เพิ่งรู้มาไม่นานนี้เองไม่กี่วันก่อนองค์รัชทายาทได้พาคนรักมาแนะนำให้เจิ้นและฮองเฮาได้ทำความรู้จักซึ่งเจิ้นก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร ” ฮ่องเต้โจวเฟยหลงเอ่ยเท็จไปคำโตทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่องค์รัชทายาทพูดไปเมื่อครู่ไม่ใช่ความจริง
คนที่รู้ความจริงเื่นี้ได้แต่ยกยิ้มในใจคิดว่าสมแล้วที่ทั้งสองเป็พ่อลูกกัน เชื้อไม่ทิ้งแถวจริง ๆสามารถแต่งเื่ได้เป็ตุเป็ตะทำให้คนอื่นหลงเชื่อได้อย่างสนิทใจ
“ เช่นนั้นฝ่าาคงจะไม่ขัดที่จะให้คุณหนูหรูตู่ผู้นี้ได้ประลองกันกับพระชายาใช่หรือไม่พะยะค่ะ”
“ พระชายาเย่วชิง เ้าจะว่าอย่างไร ”ฮ่องเต้โจวเฟยหลงมองโอรสของตนเองที่มีสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะหันมาถามร่างบางเพื่อขอความคิดเห็น
“ กระหม่อมยินดีที่จะเข้าประลองพะยะค่ะ ” ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็ขอสู้ให้ถึงที่สุด
“ ดี แต่หากผู้ใดชนะเจิ้นจะมีรางวัลให้อย่างหนึ่ง ”
“ ขอบพระทัยฝ่าา ” ทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน
ตู่ถิงอันฝึกเรียนทำอาหารมาเป็ปีอีกฝ่ายไม่มีทางชนะนางได้อย่างแน่นอน บุรุษส่วนมากก็ทำอาหารไม่เป็กันทั้งนั้นหากทำได้ก็ทำได้แต่อาหารง่าย ๆ เท่านั้น
หึทีนี้ล่ะ นางจะทำให้ผู้นั้นได้อับอายต่อหน้าคนมากมายแม้แต่องค์รัชทายาทยังต้องเปลี่ยนมาสนใจนางแทน
ตำแหน่งพระชายาจะต้องเป็ของนาง
แต่ถ้านางใส่ใจผู้อื่นให้มากหน่อยนางจะไม่กล้านำความสามารถอันน้อยนิดไปท้าทำอาหารกับใครแน่
ยามที่นางทำอาหารให้ผู้อื่นทานหากสังเกตสักนิดจะเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเช่นไร พวกเขาไม่ได้มีความรู้สึกว่าอาหารตรงหน้าอร่อยเพียงแต่ไม่กล้าบอกความจริงแก่หญิงสาวได้
“ พวกเ้าจงไปจัดเตรียมของไว้ให้พร้อม ” ฮ่องเต้โจวเฟยหลงเอ่ย
“ ฝ่าา ปล่อยไว้แบบนี้จะดีหรือเพคะ หม่อมฉันเป็ห่วงเย่วชิง ”ฮองเฮาโจวหนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้น
“ ไม่เป็อะไรหรอก เจิ้นคิดว่าพระชายาขององค์รัชทายาทจะชนะการประลองครั้งนี้เ้าอย่าได้ห่วงไปเลย ” พระองค์ไม่คิดว่าคนที่บุตรชายเลือกมาจะไม่ทำให้ผิดหวัง
“ หม่อมฉันก็หวังให้เป็เช่นนั้น ”
เหล่าคุณชายทั้งหลายก็ได้แต่มองพระชายาอย่างสงสารไม่คิดว่าเขาจะชนะ ทว่าเหล่าคุณหนูบางส่วนไม่คิดอย่างนั้น พวกนางอยากให้พระชายาเป็ผู้ชนะ
เย่วชิงไม่ได้รู้สึกกังวลว่าตนเองจะแพ้ แข่งทำอาหารหรือ อืมเขาว่าตนเองก็มีฝีมือพอตัวอยู่นะ มีแต่คนบอกว่าอาหารที่เขาทำอร่อยไม่เคยมีใครบอกว่าไม่อร่อย
“ เย่วเอ๋อร์ ” โจวหยางิมองร่างบางอย่างตำหนิ ที่ทำอะไรไม่ปรึกษาเขาก่อนชายหนุ่มไม่ชอบใจเื่นี้นัก
ร่างบางมองคิ้วที่ขมวดเป็ปมของโจวหยางิแล้วเอื้อมมือไปนวดระหว่างคิ้วเบาๆ
“ ขมวดคิ้วมาก ๆ ระวังหน้าท่านจะแก่เร็วข้าไม่รู้ด้วยนะ ” เอ่ยแซวอย่างขำ ๆเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องกังวล
“ ท่านคิดว่าข้าจะแพ้หรือ ข้าไม่แพ้นางหรอก ถ้าใครได้กินอาหารฝีมือข้าจะต้องติดใจทุกคนดังนั้นท่านก็สบายใจได้ แค่เชื่อมั่นในตัวข้าก็พอ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ”
ท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ยและท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวรวมทั้งองค์ชายทั้งสองพระองค์ก็เดินมาหาเย่วชิงเพื่อมาให้กำลังใจ
“ พี่สะใภ้ ท่านต้องชนะให้ได้นะ ข้าจะเป็กำลังใจให้ “โจวหยางเหวินเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มไปให้
“ ฮ่า ฮ่า มันต้องแน่อยู่แล้วว่าข้าจะชนะการแข่งขันในครั้งนี้ ”
ทุกคนที่เห็นว่าเ้าตัวเอ่ยอย่างมั่นใจพร้อมกับหัวเราะออกมาก็รู้สึกเบาใจบางทีพวกเขาอาจจะกังวลจนเกินไป ขนาดคนที่แข่งยังไม่กังวลแล้วพวกเขาจะกังวลให้ปวดหัวทำไมใครจะไปรู้ ร่างบางตรงหน้าอาจจะชนะก็ได้ แต่ไม่ว่าแพ้หรือชนะพวกเขาก็น้อมรับมัน
“ ดูเหมือนพระชายาเย่วชิงจะมั่นใจนะเพคะ ว่าพระองค์จะชนะในครั้งนี้ ” ตู่ถิงอันเอ่ยขัด นางทนไม่ได้ที่จะเห็นอีกฝ่ายหัวเราะอย่างมีความสุขทั้งที่อีกไม่นานจะต้องพ่ายแพ้ให้กับนางแล้ว
“ ย่อมเป็เช่นนั้น หวังว่าคุณหนูตู่จะทำเต็มที่เพราะเปิ่นหวางเฟยเองก็จะไม่อ่อนข้อให้ แม้ว่าเ้าจะเป็สตรีก็เถอะ ”
“ แล้วพระชายาจะต้องเสียใจที่คิดเช่นนั้น ” เอ่ยเสร็จก็เดินแยกออกไป
ผ่านไปได้ไม่นานลานประลองก็ถูกเปลี่ยนให้เป็ห้องครัวขนาดย่อมเหล่านางกำนัลได้จัดแบ่งเป็สองฝ่าย โดยเตรียมวัตถุดิบไว้เหมือนกันทุกประการ
“ เริ่มการประลองได้ ” เสียงขันทีประกาศดังขึ้นให้เริ่มการแข่งขันได้
ทั้งสองคนยืนประจำที่คนละฝั่งคุณหนูตู่ถิงอันเริ่มลงมือทำอาหารทันที ต่างจากเย่วชิงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่หันมองซ้ายขวาไปมา วันนี้เป็งานเลี้ยงที่จัดให้ทุกคนมาชมดอกไม้ดังนั้นวันนี้อาหารที่เขาจะทำก็ต้องเกี่ยวข้องกับดอกไม้ด้วย
“ ฮองเฮาพะยะค่ะ หากกระหม่อมจะขอดอกไม้จากสวนของพระองค์เล็กน้อยจะได้หรือไม่”
“ หืม ได้สิ เ้าอยากได้อะไรก็บอกทหารหรือนางกำนัลคนไหนก็ได้เลย ”
“ ขอบพระทัยฮองเฮาพะยะค่ะ ”
เย่วชิงมองไปที่สระน้ำที่มีดอกบัวอยู่น่าจะนำมาทำเมนูอาหารได้
ตอนนี้เขามีเมนูอยู่แล้วในใจชายหนุ่มกวักมือเรียกทหารที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะกระซิบบางอย่าง แล้วเรียกนางกำนันมาอีกคนหนึ่งเขาบอกนางเพียงไม่กี่คำ จากนั้นทั้งสองก็เดินจากไป
เมื่อได้สิ่งที่้าแล้วเย่วชิงหันมาสนใจของตรงหน้าต่อ เมนูแรกที่จะทำคือซุปรากบัวเพราะใช้เวลานานในการทำซึ่งเขาคิดว่าทุกคนน่าจะรู้จักดี ตั้งน้ำให้เดือดใส่เนื้อลงไป และเริ่มจากหั่นส่วนผสมที่้าก่อน หยิบขิง มะนาว หอมแดง พริก มาหั่นเป็ชิ้นเล็ก
จากนั้นก็นำนำเนื้อมะพร้าวแก่มาหั่นเป็เส้นๆ นำไปคั่วลงให้กระทะจนมีกลิ่นหอมสีเหลืองกรอบ ตักขึ้นมาพักไว้ แล้วนำถั่วมาคั่วต่อ โชคดีที่เขาไม่ต้องก่อไฟเองเพราะมีไว้ให้แล้ว ถ้าเขาก่อเองคงจะเสียเวลาไปกับการจุดไฟให้ติดแน่
ต่อไปก็เริ่มทำน้ำเมี่ยงเขาเคี้ยวจนมันให้หอม คิดว่าได้ที่แล้วก็ตักใส่ถ้วย แล้วก็นำขิงที่เตรียมไว้ไปหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ร่างบางไม่กระพริบว่าเ้าตัวกำลังทำอาหารอะไรเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ตู่ถิงอันรู้สึกไม่พอใจที่โดนแย่งความสนใจไปแต่ถึงยังไงอาหารของนางก็จะต้องชนะ
คิดได้ดังนั้นก็หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารของตนเองต่อนางเลือกที่จะทำอาหารที่ถนัด และคิดว่าอร่อยที่สุดมาทำในวันนี้
“ เ้าเคยเห็นอาหารที่พระชายาเย่วชิงทำหรือไม่ ”
“ ไม่เคยเห็น ”
“ ข้าก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ”
หึถึงเขาจะบอกว่าจะทำอาหารที่เกี่ยวกับดอกไม้ด้วย แต่ทีเด็ดของเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เป็อาหารที่คนในยุคเขารู้จักเป็อย่างดีขึ้นชื่อเื่ความอร่อยจนโด่งดังไปทั่ว คือต้มยำกุ้งรสเด็ดนั่นเอง ดีนะวัตถุดิบที่ให้มามีกุ้งตัวโตด้วย
ไม่นานทหารก็นำสิ่งที่เขาบอกไปมาให้เย่วชิงนำดอกบัวมาล้างน้ำให้สะอาด ดึงกลีบดอกบัวออกมาเป็กลีบ ๆนำเครื่องเคียงต่าง ๆ ที่เตรียมมาจัดวางไว้รอบ ๆ ถาด วางถ้วยน้ำเมี้ยงไว้ตรงกลางและได้นำเครื่องเคียงมาใส่ในกลีบดอกบังราดน้ำเมี่ยงลงไปเล็กน้อยจัดไว้อีกที่หนึ่งเพื่อเป็ตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็น
จากนั้นก็หันมาสนใจหม้อต้มเขาใส่รากบัวที่หั่นเป็ชิ้นบาง ๆ กระเทียบ รากผักชี ปรุงรสเล็กน้อย
นางกำนันเดินถือตะกร้าดอกไม้มาเขาเอาดอกไม้ที่ได้มาล้างน้ำทั้งหมด แล้วผึ่งลมให้แห้ง นำแป้ง เกลือ น้ำตาลเทน้ำลงไปผสมให้เข้ากัน นำดอกไม้มาชุบแป้งที่เตรียมไว้ ทอดลงในน้ำมันรอจนสีเหลืองทองก็ตักขึ้น จัดจานด้วยดอกไม้สดให้สวยงามวางน้ำจิ้มที่เขาทำเองไว้ข้าง ๆ
ตอนนี้เขาคิดว่าซุปที่ต้มไว้จะใช้ได้แล้วร่างบางตักซุปรากบัวใส่ถ้วยมาวางไว้ เมื่อเย่วชิงหยุดมือฝั่งคุณหนู่ตู่ถิงอันก็ทำเสร็จด้วยเช่นกัน
นางกำนันช่วยกันยกสำรับอาหารที่ทั้งสองคนทำมาวางบนโต๊ะหน้าฮ่องเต้และฮองเฮา
พวกเขาแล้วเริ่มชิมอาหารที่คุณหนูตู่ถิงอันทำก่อนจานแรกซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน จานที่สองซุปรากบัวเหมือนกับที่เย่วชิงทำจานที่สามเป็ไก่ผัดถั่วลิสงสีสันจัดจ้าน
ทั้งสองพระองค์สบตากันเพียงเล็กน้อยหลังจากที่ชิมอาหารตรงหน้าเสร็จจากนั้นก็หันมาสนใจอาหารที่เย่วชิงทำต่อ
“ อาหารที่เ้าทำมีอะไรบ้างหรือ ” ฮองเฮาโจวหนิงเฟิงถามจานแรกพระองค์พอจะรู้จักแต่สองจานหลังนางไม่เคยมาก่อนทั้งยังมีจานที่นำดอกไม้ทำอาหารด้วย
“ กระหม่อมทำซุปรากบัว ส่วนจานนี้คือเมี่ยงดอกบัวเป็อาหารไว้สำหรับทานเล่นและสุดท้ายเรียกว่าต้มยำกุ้งพะยะค่ะ ”
“ เปิ่นกงไม่เคยรู้มาก่อนว่าดอกไม้สามารถทานได้ด้วย ”
“ ดอกไม้แต่ละชนิดมีประโยชน์ที่หลากหลายสามารถทานได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะกินได้ทุกชนิดที่กระหม่อมนำมาสามารถกินได้พะยะค่ะ ”
“ อืม อย่างนั้นหรอกหรือ ”
หลังจากที่พูดจบฮ่องเต้โจวเฟยหลงกับฮองเฮาโจวหนิงเฟิ่งก็ได้ชิมอาหารทั้งหมดที่เย่วชิงทำก็รับรู้ได้ทันทีว่าใครจะเป็ผู้ชนะในครั้งนี้ทุกคนต่างลุ้นว่าอาหารของใครจะอร่อยกว่ากัน แต่ฮ่องเต้กับฮองเฮากับไม่เอ่ยอะไรออกมาแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม
“ เจิ้นกับฮองเฮาชิมดูแล้วก็คิดเห็นเหมือนกัน แต่เพื่อความยุติธรรม เลยอยากให้คนอื่นได้ลองมาชิมกันว่าตรงกับที่เจิ้นคิดหรือไม่” ฮ่องเต้เอ่ย
“ เสด็จพ่อ ลูกขอชิมด้วยได้ไหมเพคะ ” องค์หญิงโจวหนิงอ้ายเอ่ย
“ หม่อมฉันด้วยเพคะ ” องค์หญิงโจวหนิงอันเอ่ยนางก็อยากจะชิมอาหารด้วยเช่นกัน
“ ทำไมจะไม่ได้ เจิ่นอนุญาตไม่ว่าใครที่อยากจะชิมอาหารของทั้งสองก็ให้ก้าวออกมา”
เมื่อทุกคนเห็นว่าองค์หญิงทั้งสองเดินออกไปก็มีความกล้ามากขึ้นก้าวตามออกมา
“ พี่สะใภ้ ข้าอยากกินเมี่ยงดอกบัวเพคะ ”โจวหนิงอ้ายและโจวหนิงอันเดินมาหยุดที่อาหารตรงหน้าเย่วชิง
“ หึ ได้สิ ข้าจะทำให้ แต่เวลากินอาหารพวกเ้าต้องทำอย่างไร จำได้หรือไม่ ”
“ เคี้ยวอาหารให้ละเอียดแล้วค่อยกลืนเพคะ ”
“ เก่งมาก ” เย่วชิงยิ้มให้เด็กสาวทั้งสองที่จำเื่ที่เขาเคยบอกไปก่อนหน้าได้แล้วหันมาห่อเมี่ยงดอกบัวส่งให้องค์หญิงน้อยทั้งสองกิน
“ อื้อ อร่อย ”
“ พวกเ้าทั้งสองชอบก็ดีแล้ว ” เขาดีใจที่มีคนชอบอาหารที่ตนเองทำ
กลุ่มขององค์รัชทายาทก็มาด้วยเช่นกันไม่พลาดที่จะได้ชิมอาหารที่เย่วชิงทำ ร่างบางก็นำมาให้ทุกคนได้ชิมกันอาหารที่ทำมีไม่มากนักจึงหมดลงภายในเวลาไม่นาน ทำให้ได้ชิมกันไม่ครบทุกคนแต่ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าอาหารที่พระชายาทำนั้นอร่อยมากเสียดายที่ได้กินเพียงนิดเดียว
“ ก่อนที่เจิ้นจะประกาศผู้ชนะพวกเ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับอาหารที่ทั้งสองคนทำ ”
“ ทูลฝ่าากระหม่อมให้พระชายาเป็ผู้ชนะ ซุปรากบัวมีรสชาติกลมกล่อมเนื้อนุ่มสุกเปื่อย ส่วนของคุณหนูตู่ถิงอันแม้เนื้อจะสุกเปื่อยแต่รสชาติเค็มไปหน่อยพะยะค่ะ” ขุนนางท่านหนึ่งเอ่ยเขาได้ชิมเพียงจานเดียวส่วนอีกสองจานไม่ได้ชิม จึงตอบได้เพียงอย่างเดียว
“ ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานของคุณตู่ถิงอันรสชาติหวานเกินไปกระหม่อมให้พระชายาชนะเช่นกันพะยะค่ะ ”
“ ข้าด้วย อาหารที่พระชายาทำอร่อยยิ่งนัก ”
เสียงกล่าวชมดังขึ้นเรื่อยเป็เสียงเดียวกันฮ่องเต้จึงประกาศให้เย่วชิงเป็ฝ่ายชนะ
“ ฝ่าาเพคะ หม่อมฉันคิดว่าเื่นี้ต้องมีสิ่งใดผิดพลาดไปคนก็ชนะควรจะเป็หม่อมฉันสิเพคะ ” นางโกรธมากที่ตัวเองแพ้เพียงแค่คนอื่นไม่เคยเห็นอาหารที่พระชายาทำก็บอกว่าอร่อยแล้ว
“ บังอาจ! เ้าคิดว่าเจิ้นตัดสินไม่ยุติธรรมหรือ ”
“ หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ ” ตู่ถิงอันคุกเข่าลง นั่งตัวสั่นด้วยความกลัว เมื่อครู่นางลืมไปว่าตนเองพูดอยู่กับใคร
“ ฝ่าาโปรดระงับโทสะด้วย กระหม่อมต้องขอประทานอภัยแทนบุตรสาวด้วยพะยะค่ะนางยังเด็กนักจึงพูดอะไรไม่คิดออกมา ” ท่านเ้าเมืองบิดาของตู่ถิงอันรีบเอ่ยกลัวว่าฮ่องเต้จะสั่งลงโทษบุตรสาว
“ เ้าควรสั่งสอนบุตรสาวของเ้าให้ดีกว่านี้ วันนี้เจิ้นจะไม่เอาเื่นาง"
“ ขอบพระทัยฝ่าา ” เอ่ยเสร็จก็รีบดึงบุตรสาวของตนออกมาตู่ถิงอันแม้ไม่พอใจแต่ก็ยอมเดินตามบิดาไป
นางโดนบิดาลากมานั่งที่โต๊ะยังมีเื่ที่อยากจะพูดอีกแต่ยังไม่ได้พูด นางไม่พึงพอใจกับผลที่ออกมาเมื่อครู่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานางได้จ้างพ่อครัวมาสอนทำอาหารที่จวนและทำตามที่สอนทุกอย่างทำไมถึงแพ้ได้อีก
ตู่ถิงอันเรียนทำอาหารเพื่อที่สักวันจะได้ทำให้ชายในดวงใจได้กินแล้ววันนี้ก็มาถึงแต่เขากับไม่กินของนางแม้แต่น้อยกลับไปเลือกของบุรุษผิดเพศที่มีใบหน้าราวกับสตรีผู้นั้น
นางไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะมีดีตรงไหนอาหารที่ทำก็รสชาติธรรมดา หึ เพียงแค่นำดอกไม้มาทำผู้คนก็พากันตื่นเต้น อีกฝ่ายแค่ใช้ใบหน้าล่อลวงคนอื่นเท่านั้นเหมือนกับที่คุณหนูอันกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
“ ท่านพ่อไม่น่ารีบพาข้าออกมาเลย ”
“ หึ หากข้าไม่พาเ้าออกมาก่อน มีหวังเ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยเ้าอยากจะโดนจับไปขังคุกเหมือนสองคนก่อนหน้านี้หรือ " ท่านเ้าเมืองดุบุตรสาว
“ ข้าเกลียดมันเ้าค่ะ ”หากไม่มีมันสักคนองค์รัชทายาทก็จะต้องสนใจแต่นางเพียงผู้เดียว
นางจะต้องแก้แค้นที่อีกฝ่ายทำให้นางต้องอับอายต่อหน้าผู้คนอย่างสาสมยิ่งกว่าที่นางได้รับ เสียงหัวเราะ เสียงเยาะเย้ย สายตาที่มองมาอย่างสะใจจากพวกเหล่าคุณหนูนางไม่มีวันลืมเด็ดขาด
“ สงบปากของเ้าไว้ถิงอัน ที่นี่วังหลวงไม่ใช่ในจวนที่เ้าจะพูดอะไรก็ได้หากมีใครได้ยินข้าก็ช่วยเ้าไม่ได้ ”ท่านเ้าเมืองเอ็ดบุตรสาวที่พูดอะไรไม่ระวังพร้อมกับมองไปรอบ ๆ
ตู่ถิงอันแม้อยากจะเถียงแต่ต้องอดกลั้นเอาไว้ มองไปยังเย่วชิงที่มีผู้คนคอยอ้อมล้อมสักวันนางจะต้องกำจัดมันให้หายไปจากโลกนี้ แล้วเป็ฝ่ายที่จะขึ้นไปยืนที่จุดนั้นแทนให้ได้
“ ท่านพ่อต้องช่วยข้านะเ้าคะ ”
“ เ้าไม่ต้องเป็ห่วงไป เวลานี้เ้าควรอยู่ให้นิ่งอย่าหาเื่อีกก็พอ ส่วนเื่ช่วยข้าพอจะมีวิธี” พูดดักไว้เผื่อนางจะไปก่อเื่ที่ไหนอีก
“ เ้าค่ะท่านพ่อ ”
หญิงสาวคิดไปไกลนางคิดว่าเมื่อใดที่นางได้ขึ้นเป็ใหญ่ ไม่ว่าใครก็จะต้องทำความเคารพเมื่อเจอ ไม่กล้าผยองต่อหน้าเหมือนที่ทำอยู่วันนี้อีก
หากใครไม่เชื่อฟังหรือเคารพก็จะสั่งลงโทษให้หมดจะได้เป็ตัวอย่างให้กับคนอื่น
ตู่ถิงอันรู้สึกมีความสุขกับภาพความฝันในอนาคตข้างหน้าแล้วยกยิ้มอยู่ในใจ
“ พี่สะใภ้ยินดีด้วยนะ ข้าขอดื่มจอกนี้ให้ท่าน มา ๆ ข้ารินให้ท่านด้วย ดื่ม” องค์ชายสามโจวหยางเหวินเอ่ย
“ ดื่ม! ” เย่วชิงยกจอกเหล้าดื่มรวดเดียวหมดเขาไม่ค่อยไปได้สังสรรค์กินเหล้ากับคนอื่นบ่อยนัก เพราะทำงาน ไม่มีเวลาเลิกงานเสร็จก็เหนื่อยแล้วไปเที่ยวต่อไม่ไหว
โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ที่จะได้กินเหล้าที่หมักไว้ในไหจากคนสมัยก่อนไม่เหมือนกับเหล้าเป็ขวดที่ซื้อกินกัน
ดื่มสักนิดคงไม่เป็ไรเมาก็มีคนพากลับอยู่ดี
“ อย่าดื่มเยอะ ” โจวหยางิเอ่ยพร้อมกับดึงจอกเหล้าในมือของเย่วชิงร่างสูงมองเย่วชิงที่เริ่มเมาเอนตัวไปมา แก้มขาวใสเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อเอื้อมมือไปรวบเอวบางไว้ให้อยู่นิ่ง ๆ
“ อื้อ หยางิ เอาคืนมานะ ” เย่วชิงตวัดสายตามองร่างสูงอย่างเคือง ๆที่โดนขัดใจ
“ เ้าเมาแล้ว ” เอ่ยเสียงเรียบ
“ ไม่เมา ข้าดื่มไปนิดเดียวเอง ขอดื่มอีกสักนิดไม่ได้หรือ ”ซุกหน้าลงที่ไหล่กว้าง ดวงตาใสซื่อช้อนขึ้นสบตากับดวงตาคู่คมอย่างออดอ้อนเพื่อให้ได้สิ่งที่้า
“ จอกเดียว ” สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ให้กับร่างบางยอมให้จนได้
“ ขอสองได้หรือไม่ ”
“ เลือกเอา จอกเดียวกับไม่ต้องดื่มอีก ถ้าให้ข้าเลือกคืออย่างหลัง ”ได้แต่ขมอารมณ์เอาไว้ไม่ให้ตัวเองเพลอใจอ่อน เขาไม่อยากตามใจอีกฝ่ายในเื่นี้เป็ห่วงว่าจะไม่ดีต่อร่างกาย
ก่อนหน้านี้ก็มีคนมาแวะเวียนมาชนเหล้าให้เย่วชิงดื่มไปหลายจอกหากเขาไม่ส่งสายตาห้ามปรามก็ยังพากันมาอีก
“ จอกเดียวก็จอกเดียวสิ ”
เหอะขอดื่มหน่อยก็ไม่ได้ งกจริง
ที่จริงเย่วชิงก็เริ่มมึนหัวแล้วนิดๆ แต่สติยังปกติ คิดว่าจะหยุดดื่มแล้วเหมือนกันเพราะยังไม่อยากเมาในสถานที่แบบนี้ให้คนอื่นเห็น เอาไว้เขาขอโจวหยางิดื่มอีกที่ห้องก็ได้
ทุกคนรู้สึกเอ็นดูท่าทางน่ารักของพระชายาไม่รู้ว่าองค์รัชทายาททนใจแข็งได้อย่างไร ยามที่คนตัวเล็กมาออดอ้อนถ้าเป็พวกเขาคงไม่กล้าขัดใจแน่
“ กระหม่อมเห็นท่าทางคล่องแคล่วในการทำอาหาร ไม่ทราบว่าพระชายาทำบ่อยหรือพะยะค่ะ”
“ อ๋อ ไม่ค่อยบ่อยหรอก ” ส่วนมากเขาจะซื้อกินเองมากกว่า
“ แต่อาหารที่ท่านทำ ข้าว่ามันอร่อยมาก ” องค์ชายสองโจวหยางหลิวเอ่ย
“ นั่นสิ ” ท่านรองแม่ทัพจ้าวเอ่ย
“ หากพวกท่านชอบ ไว้วันหลังข้าทำให้กินอีกดีหรือไม่ ข้าทำขนมเป็ด้วยนะถ้าทำเสร็จจะแบ่งให้ทุกคนเลย ” ร่างบางเอ่ยอย่างใจกว้าง มีความสุขที่มีคนมาชอบอาหารที่เขาทำ
“ พี่สะใภ้ช่างมีน้ำใจงามยิ่งนัก ” องค์ชายสามโจวหยาง เหวินเอ่ยพร้อมยิ้มชอบใจที่จะได้กินของอร่อยมีพี่สะใภ้สวยแล้วใจดีแบบนี้ ลาภปากเขายิ่งนัก รู้สึกอิจฉาพี่ใหญ่แล้วสิ
องค์รัชทายาทโจวหยางิไม่ค่อยเต็มใจนักที่ร่างบางทำอาหารให้ผู้อื่นกินเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเหนื่อย แต่เมื่อมองใบหน้าที่มีความสุขหากไม่มากจนเกินไปเขาก็จะยอมปล่อยผ่านไป
“ แล้วก็ท่านแม่ทัพ ข้าต้องขอโทษด้วยนะที่ตอนนั้นดึงท่านมาเกี่ยวเพราะข้าแท้ ๆ เลยพลอยทำให้ท่านเดือดร้อนไปด้วย ”เย่วชิงนึกขึ้นได้ว่าเพราะตนทำให้คนอื่นต้องเข้าใจผิดท่านแม่ทัพไปด้วย
“ ไม่เป็ไร พะยะค่ะ ” ท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ยเอ่ยเสียงเรียบ
“ แต่ข้าเกรงใจ หากใครไม่พอใจข้าขึ้นมาแล้วไปเล่นงานที่ท่าน ท่านจะแย่เอาได้นะ”
“ โธ่~ พระชายาไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก ผู้ใดจะกล้าลงมือกับท่านแม่ทัพผู้พิชิตศึกมานับครั้งไม่ถ้วนกัน” ท่านรองแม่ทัพเซี่ยหลิวเอ่ย
อย่างหานเจี้ยนะหรือจะมีใครมาทำอะไรได้แม้ว่าเขาจะเก่งกาจเื่ต่อสู้แต่ก็ไม่เคยชนะอีกฝ่ายได้สักที
เขาคิดว่าคนที่เข้ามาหาเื่พวกนั้นต่างหากที่จะชะตาขาดในไม่ช้า
“ อย่างที่ทั้งสองคนได้พูดไป เ้าไม่ต้องกังวลไป ” โจว
หยางิบอกกับร่างบาง
“ มันจะไม่เป็ปัญหาในตอนหลังหรือ ถ้ามีคนรู้เื่นี้ล่ะ ถ้าพวกเขารู้ว่าข้าไม่ใช่น้องชายที่แท้จริงของท่านแม่ทัพ”
“ จะไม่มีใครรู้เื่นี้ ” ตอนที่พูดต่อหน้าทุกคนเขาคิดมาดีแล้ว และหากมีใครรู้เขาก็จะจัดการไม่ให้มันได้พูดอีก
แค่นี้ก็สิ้นเื่ เขาจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายร่างบางได้เด็ดขาด
ภายในงานเลี้ยงยามค่ำมืดแสงไฟจากตะเกียงส่องแสงสว่างไสวเสียงพูดคุยเฮฮาที่ดังค่อย ๆ ลดลง ผู้คนต่างพากันเอ่ยคำร่ำลาแยกย้ายเดินทางกลับจวน
ดวงตาสีน้ำเงินปรือตาง่วงดึกมากแล้วถึงเวลาที่จะต้องเข้านอน บวกกับก่อนหน้านี้เย่วชิงได้ดื่มเหล้าไปไม่น้อยทำให้รู้สึกมึนหัวนิด ๆ
“ ข้าว่าเสด็จพี่ใหญ่พาพี่สะใภ้ไปพักเถอะ นั่งตาจะปิดอยู่แล้วคนก็เริ่มถยอยกันกลับออกจากงานกันหมดแล้ว ” องค์ชายสองโจวหยางหลิวเอ่ย มองรอบ ๆ มีคนอยู่ไม่มาก
“ กระหม่อมก็เห็นด้วย นี่ก็ดึกมากแล้ว พระชายาก็คงจะเหนื่อย กระหม่อมกับท่านแม่ทัพก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” ท่านรองแม่ทัพจ้าวเอ่ยเขาเห็นพระชายาหาวหลายครั้งแล้ว
“ อืม เช่นนั้นข้ากับเย่วชิงขอตัวก่อน ” โจวหยางิเอ่ยจบก็ลุกขึ้นพาร่างบางกลับตำหนัก
“ ราตรีสวัสดีนะทุกคน ไว้เจอกันใหม่ ” เย่วชิงโบกมือลา
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องนอนเย่วชิงพุ่งตัวไปยังเตียงนอนล้มตัวนอน มือคว้าผ้าห่มคลุมตัวแล้วหลับลงไปทันทีที่หัวถึงหมอน
เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเ้าตัวหลับสนิท ปล่อยให้ร่างสูงยืนมองอย่างอ่อนใจ เขาไม่ได้รีบร้อนถอดเสื้อนอกไปแขวนไว้ เอนตัวลงนอนก่อนจะคว้าร่างบางมากอดไว้ แล้วหลับตาลงไม่นานลมหายใจมองทั้งสองก็ผสานเป็เสียงเดียวกัน