[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 6 บทที่ 161 ทำเนียบนักศึกษาอาวุโส

        บทที่ 161 ทำเนียบนักศึกษาอาวุโสทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ โลกนี้มีอัจฉริยะมากมาย เซิ่งยังคงต้องพยายามต่อไป! (5)

        “นี่คือบัตรนักศึกษาของนายฉันจัดการเชื่อมต่อกับคีย์การ์ดของวิลล่าหลังนี้ให้แล้ว

        คีย์การ์ดนี้เป็นบัตรอเนกประสงค์

        ด้วยบัตรนี้นายสามารถใช้อุปกรณ์ทุกชนิดในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดได้

        นอกจากนี้ทุกเดือนนายยังสามารถใช้บัตรนี้ไปรับเลือดสัตว์ประหลาดระดับสี่ที่ฝ่ายกิจการนักศึกษาได้หนึ่งขวด...”

        ชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง สูงปานกลางยืนอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่งอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าเรียนให้นักศึกษาใหม่อย่างละเอียดถี่ถ้วน

        ข้างกายเขามีกล่องวางอยู่

        ในกล่องบรรจุของใช้ส่วนตัวสำรอง

        คนเหล่านี้มาจากฝ่ายกิจการนักศึกษาพวกเขามาเพื่อจัดการเรื่องเอกสารการเข้าเรียนให้ลู่เซิ่งและนำสิ่งของมาให้โดยเฉพาะ

        ลู่เซิ่งพยักหน้า แสดงว่ารับทราบแล้ว

        หลังจากที่ชายหนุ่มผอมบางพูดทุกอย่างที่ต้องพูดจบสีหน้าของเขาก็เริ่มลังเล

        ลู่เซิ่งเหลือบมองตามสายตาของเขาเห็นชายหนุ่มหน้าเป็นสิว ผิวซีดเซียว ตัวเต็มไปด้วยฝุ่นยืนอยู่ข้างๆ เขาโดยมีนักศึกษาจากฝ่ายกิจการนักศึกษาอีกคนประคองอยู่ชายหนุ่มหน้าเป็นสิวกำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ

        ลู่เซิ่งอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

        “ทำไม ยังรอให้ฉันขอโทษนายอยู่อีกหรือ?”

        เขายกศีรษะขึ้นเล็กน้อยกล้ามเนื้อที่สมส่วนบนร่างกายที่ขาวเนียนของเขา เคลื่อนไหวราวกับสายน้ำ

        กระแสพลังที่น่าสะพรึงกลัวราวกับลาวาใต้แผ่นน้ำแข็งปะทุขึ้นมาจากร่างของลู่เซิ่ง

        ร่างของคนทั้งสามสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

        ชายหนุ่มหน้าเป็นสิวที่ถูกสายตาของลู่เซิ่งจับจ้องอยู่รู้สึกเหมือนหนังศีรษะชาไปหมด หน้าอกก็เจ็บปวดราวกับแตกสลาย

        เขารีบก้มศีรษะลงและพูดอย่างรวดเร็วว่า“ไม่ได้หมายความอย่างนั้น...”

        จากนั้นทั้งสามคนก็แทบจะวิ่งหนีออกจากที่พักของลู่เซิ่ง

        สีหน้าของลู่เซิ่งไม่สู้ดีนักสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการที่ใครบางคนมารบกวนตอนที่เขากำลังฝึกฝนไม่มีอะไรเกินไปกว่านี้อีกแล้ว

        ในบ้าน เขาอาจจะยอมตามใจลู่ชิงเหอแต่ข้างนอก ถ้าใครโดนเขาต่อยจนตายก็สมควรแล้ว

        ...

        นอกวิลล่าชายหนุ่มทั้งสามจากฝ่ายกิจการนักศึกษาวิ่งหนีออกมาอย่างทุลักทุเล

        เมื่อหันกลับไปมองวิลล่าด้านหลังสีหน้าของคนทั้งสามก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

        “ให้ตายสิ อึดอัดชะมัด ในฐานะรุ่นพี่กลับโดนนักศึกษาใหม่กระทืบ...”

        ชายหนุ่มหน้าเป็นสิวพูดออกมาอย่างขุ่นเคือง

        เมื่อพูดถึงหน้าอกของเขาเขาก็ไออย่างรุนแรงราวกับคนเป็นวัณโรค

        เพื่อนของเขามองเขาด้วยสายตาเห็นใจและพูดว่า“จะแก้แค้นก็ไปคนเดียว ฉันไม่ไปด้วยหรอกนะ”

        ชายหนุ่มหน้าเป็นสิวเกือบจะสำรอกเอาเครื่องในออกมาและโบกมือ

        “แก้แค้นอะไรกันคราวที่แล้วที่ฉันออกปฏิบัติภารกิจเจอกับสัตว์ประหลาดระดับหกยังไม่สาหัสขนาดนี้เลย...ไอ้เด็กนี่มันวิปริตเกินไปยั่วยุไม่ได้หรอก”

        เพื่อนของเขาถอนหายใจ“ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้นายคิดว่าไงล่ะ”

        “แล้วเรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปงั้นเหรอ?”

        อีกคนดูเหมือนจะไม่ยอม

        ชายหนุ่มหน้าเป็นสิวมองไปที่วิลล่าสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมา “จะปล่อยไปได้ไงไอ้บ้านั่นยังไม่ได้ซ่อมสวนหินหน้าบ้านเลย กลับไปรายงานฝ่ายกิจการนักศึกษาก่อนวันนี้ต้องเปลี่ยนให้มัน!”

        “...”

        ...

        “ทุกเดือนยังสามารถรับเลือดสัตว์ประหลาดระดับสี่ได้หนึ่งชุดสวัสดิการดีจริงๆ...”

        ลู่เซิ่งหยิบคีย์การ์ดในมือขึ้นมาเล่น

        แม้ว่าเลือดสัตว์ประหลาดจะไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับเขาแต่ก็สามารถนำไปขายเพื่อทำเงินได้

        เขาคาดว่าในมหาวิทยาลัยน่าจะมีคนทำแบบนี้ไม่น้อย

        ไม่อย่างนั้นเงินที่ใช้ซื้ออาวุธเย็นในการเรียนวิชาอาวุธเย็นจะมาจากไหนกัน?

        ก็คงต้องขุดมาจากซอกฟันนั่นแหละ

        ลู่เซิ่งวางคีย์การ์ดลงลุกขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นสอง

        หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาเช็ดผมที่เปียกชื้นแล้วสวมกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ นั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์

        เขาใช้รหัสนักศึกษาบนบัตรนักศึกษาของเขาเข้าสู่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดอีกครั้ง

        คลิกเปิดวิดีโอที่เขายังดูไม่จบก่อนหน้านี้แล้วกดจ่ายคะแนนสะสม

        ไม่คาดคิดว่า การจ่ายเงินจะสำเร็จจริงๆ

        คาดว่าทุกบัญชีใหม่ที่ลงทะเบียนจะได้รับคะแนนสะสมสำหรับนักศึกษาใหม่เล็กน้อย

        วิดีโอแสดงเต็มหน้าจอ ดำเนินการเล่นต่อ

        คราวนี้ลู่เซิ่งจึงได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังดวลกันในวิดีโออย่างชัดเจน

        คนที่ถือดาบสวมชุดสูทเข้ารูปดูหล่อเหลาและมีบุคลิกเย็นชา

        ลู่เซิ่งไม่ค่อยชอบพวกที่ชอบแต่งตัวหรูหราเวลาต่อสู้แต่ก็เพราะลักษณะที่โดดเด่นของอีกฝ่ายทำให้เขาสามารถระบุตัวตนของอีกฝ่ายได้จากข้อความที่เลื่อนขึ้นมาเต็มหน้าจอ

        คนนั้นคือเฉินอี้เสวียน

        ส่วนอีกคนก็คือเซียวหลาน

        เซียวหลานกับเฉินอี้เสวียนมีสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

        ผมสั้นเหมือนเข็มใบหน้าไม่ได้หล่อเหลาหรือขี้เหร่อะไร ดวงตาทั้งสองข้างกลับเปล่งประกายเจิดจ้า

        สวมเสื้อกล้ามสีดำและกางเกงลายพรางดูเหมือนหน่วยรบพิเศษที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

        วิดีโอน่าจะถูกตัดต่อมีการข้ามช่วงพูดคุยที่ไม่จำเป็นออกไป เมื่อเริ่มก็เข้าสู่การต่อสู้ทันที

        ลู่เซิ่งปิดข้อความไร้สาระที่เลื่อนขึ้นมาเต็มหน้าจอแล้วตั้งใจดูการต่อสู้

        เขาอยากรู้ว่าพรสวรรค์ด้านศิลปะการต่อสู้ที่แสดงถึงระดับสูงสุดของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ที่สูงที่สุดในดินแดนหลงกั๋วจะมีความแข็งแกร่งอย่างไร

        วิดีโอมีความยาวทั้งหมดสิบกว่านาทีบางฉากถูกทำให้ช้าลง

        ในที่สุดเฉินอี้เสวียนที่สวมชุดสูทและถือดาบก็เป็นฝ่ายชนะ

        ความแข็งแกร่งของเซียวหลานด้อยกว่าเล็กน้อยซึ่งน่าเสียดาย

        หลังจากที่ลู่เซิ่งดูจบสีหน้าของเขาก็ค่อนข้างจริงจัง

        ความแข็งแกร่งของคนทั้งสองนี้...

        แข็งแกร่งมาก

        แม้แต่เขา ถ้าไม่ใช้เจตจำนงแห่งปรมาจารย์อย่างน้อยก็ต้องใช้พลังถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์จึงจะสามารถจัดการพวกเขาได้

        นั่นเป็นสิ่งที่เกินจริงมากแล้ว

        ต้องรู้ว่าตอนนี้ลู่เซิ่งมีพลังแกร่งกล้าขั้นต้นแล้วพลังการต่อสู้ของเขาสูงกว่าสองล้านอย่างแน่นอน

        พลังห้าสิบเปอร์เซ็นต์ต้องเกินหนึ่งล้านไปแล้ว

        ดังนั้นคนทั้งสองนี้จึงเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง แม้จะยังไม่ได้เข้าสู่ระดับปรมาจารย์แต่กลับมีความสามารถในการต่อสู้ระดับปรมาจารย์แล้ว

        “นี่คือมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดยังมีมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อีกหกแห่ง

        คนที่แข็งแกร่งกว่าคนทั้งสองนี้จะต้องมีอย่างแน่นอนและน่าจะมีไม่น้อยเลย...”

        ลู่เซิ่งเคยได้ยินหลินเจ๋อพูดว่าสถานการณ์การรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดไม่ค่อยดีนักในแต่ละปี

        ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสายศิลปะการต่อสู้ในรุ่นก่อนๆอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ทั้งนั้น

        “ดังนั้น โลกนี้ยังมีอัจฉริยะมากมายฉันยังต้องพยายามให้มากขึ้นกว่านี้...”

        ดวงตาของลู่เซิ่งเปล่งประกายสีทองมีดวงอาทิตย์เจิดจ้ากำลังลุกโชน

        ตงฉิงเสวี่ยพูดถูกนักสู้ทุกคนควรมาที่มหานครจิงตูสักครั้งในชีวิต

        ที่นี่คือสถานที่ที่ผู้มีความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้ที่แท้จริงมารวมตัวกัน

        ลู่เซิ่งรู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนพลังในเส้นเลือดของเขากำลังตื่นขึ้น

        ในเมืองไป๋เหอ มณฑลตงหนิงซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แบบนั้น ไม่มีใครที่สามารถสร้างแรงกดดันให้กับเขาได้เลยเขาทำได้เพียงฝึกฝนอย่างหนักด้วยตัวเอง

        แต่ในมหานครจิงตูเพียงแค่เปิดวิดีโอขึ้นมาก็สามารถพบอัจฉริยะสองคนที่เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากจึงจะสามารถกำจัดได้

        ความรู้สึกที่จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย...

        มันดีจริงๆ

        อย่างไรก็ตามลู่เซิ่งก็สังเกตเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเฉินอี้เสวียนหรือเซียวหลานทั้งสองคนนี้ยังไม่ได้เข้าใจเจตจำนงแห่งปรมาจารย์

        แม้แต่รูปร่างเริ่มต้นก็ยังไม่มี

        แต่พวกเขายังเด็กบางทีในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้เป็นปรมาจารย์ที่แท้จริง

        เพื่อหารายได้จากการดูวิดีโอลู่เซิ่งพิมพ์ข้อความ “666 ท่านเทพสุดยอด”ส่งออกไป จากนั้นก็ปิดหน้าต่าง (ในโลกออนไลน์ของจีน “666” มักใช้เพื่อแสดงความชื่นชมคนที่ทำบางอย่างได้ดี เช่น เล่นเกมเก่งทำอะไรเทพๆ)

        เขาเรียกดูเว็บไซต์ต่อไป

        จากการเรียกดูลู่เซิ่งสังเกตเห็นคำที่พบบ่อยที่สุดคือ

        ทำเนียบนักศึกษาอาวุโสทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ หอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ และภารกิจหน่วยกิต

        สองอย่างหลังไม่ต้องพูดถึงส่วนใหญ่คือสองอย่างแรก

        ดูเหมือนว่าทุกคนจะกระตือรือร้นกับทำเนียบรายชื่อทั้งสองนี้มากและวิดีโอการต่อสู้ส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นจากการแย่งชิงอันดับในทำเนียบรายชื่อเหล่านี้

        “งานเขียนไม่มีอันดับหนึ่งการต่อสู้ไม่มีอันดับสอง การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังต้องจัดอันดับแล้วนักสู้ที่กระตือรือร้นจะทำอะไรไม่ได้?”

        “การจัดอันดับนี้ช่วยประหยัดเวลาของฉันไปได้มากเมื่อถึงเวลาที่ต้องการท้าทายผู้แข็งแกร่งและตรวจสอบความแข็งแกร่งของฉันก็แค่หารายชื่อในอันดับ”

        ลู่เซิ่งเปิดดูไปมา จู่ๆเขาก็เลื่อนไปเจอกับวิดีโอที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาไม่นาน

        [นักศึกษาใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด?วันแรกของการเข้าเรียนกระทืบผู้แข็งแกร่งสามร้อยอันดับแรกในบัญชีรายชื่อรุ่นพี่!]

        ลู่เซิ่งชะงัก แล้วคลิกเปิดวิดีโอ

        แน่นอนว่าวิดีโอที่บันทึกไว้คือภาพที่เขากระทืบชายหนุ่มในชุดดำสองคนก่อนหน้านี้ในเขตหอพัก

        เมื่อมองจากมุมมองของบุคคลที่สามฉากนั้นค่อนข้างน่าตกใจ

        ในภาพ ลู่เซิ่งที่รูปร่างสูงสง่าถือกระเป๋าเดินทางอยู่ในมือข้างหนึ่ง และใช้มืออีกข้างจับคอของชายหนุ่มในชุดดำกดลงไปกับพื้นอย่างแรง

        “โครม!”

        พื้นดินแตก

        จากนั้นก็เป็นคนที่สอง

        วิธีการที่เรียบง่ายและหยาบคายเมื่อรวมกับรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของลู่เซิ่งแล้วนั้น ทำให้เกิดความตกตะลึงอย่างมาก

        ผู้ตัดต่อวิดีโอนี้ไม่รู้ว่ามีจิตใจแบบไหนช่วงครึ่งหลังยังทำเป็นช่วงที่น่าขยะแขยง

        ให้ชายหนุ่มในชุดดำและเพื่อนของเขาถูกลู่เซิ่งเหวี่ยงลงบนพื้นซ้ำๆ“ปังๆๆ” อย่างน่าอนาถ

        ลู่เซิ่งดูความคิดเห็นด้านล่าง

        มีแต่คำว่า “ว้าว!”

        “สุดยอด 666!”

        “ช่วงครึ่งหลังขำจนหัวจะหลุด!”

        “นักศึกษาใหม่คนนี้โหดมากสมกับเป็นผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสายศิลปะการต่อสู้ไม่มีใครที่จัดการได้ง่ายๆ!”

        นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้ที่เป็นผู้หญิงแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนว่า“น้องชายคนนี้หล่อและเป็นลูกผู้ชายมาก รุ่นพี่รักเลย”

        ลู่เซิ่งดูแล้วพูดไม่ออกปิดเว็บบอร์ดโดยไม่เสียเวลาอีกต่อไป

        ในใจก็รู้สึกสงสารชายหนุ่มในชุดดำทั้งสองคน

        เมื่อวิดีโอนี้เผยแพร่ออกไปสองคนนี้คงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาในกลุ่มรุ่นพี่ของมหาวิทยาลัยอีกนาน

        เมื่อดูเวลา ก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้วได้เวลาอาหารเย็นแล้ว

        ลู่เซิ่งค่อนข้างคาดหวังกับโรงอาหารของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด

        เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งก็เปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาด หยิบคีย์การ์ดแล้วเดินออกจากวิลล่า

        เมื่อออกจากประตูบ้านเขาก็เห็นคนกำลังเดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าประตู

        คือหลินเจ๋อที่เข้าเรียนพร้อมกับเขาก่อนหน้านี้

        “นายออกมาแล้ว?!”

        เมื่อหลินเจ๋อเห็นลู่เซิ่งสีหน้าของเขาก็แสดงความยินดี “ฉันเดาว่านายอาจจะออกมากินข้าวเวลานี้”

        “ทำไมไม่เคาะประตู?”

        ลู่เซิ่งเดินเข้าไปแล้วพูดออกมา

        เมื่อได้ยินคำถามของลู่เซิ่งหลินเจ๋อก็เริ่มพูดตะกุกตะกัก

        “ฉันเพิ่งได้ยินคนพูดว่า...คนจากฝ่ายกิจการนักศึกษามาส่งของแล้วโดนนายกระทืบ...”

        “...”

        ลู่เซิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า“ไปกินข้าวกันเถอะ”

        “ได้”

        หลินเจ๋อรีบพยักหน้า

        ในสายตาของเขาตอนนี้ลู่เซิ่งเป็นบุคคลที่เก่งที่สุดและน่าชื่นชมที่สุดในหมู่คนรุ่นเดียวกันในโลก

        ไม่มีใครเกินไปกว่านี้

         

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน