บทที่ 10 กลับบ้าน
สะใภ้จี้คงไม่เชื่อคำสัญญาใด ๆ ของหญิงคนนี้ แต่เนื่องจากพ่อแม่ของเฉินเถียนเถียนยังมีชีวิตอยู่ การอาศัยอยู่ในบ้านของลุงใหญ่จึงไม่เหมาะสม แน่นอนว่าจะต้องส่งตัวนางกลับไป แต่หลินชุนฮวาก็ยังต้องถูกตีให้หนักเสียก่อน
“หลินชุนฮวา อย่าคิดว่าทุกคนเป็คนโง่ มีแต่น้องชายสามีข้าที่สมองไม่ดี ถึงได้ยอมให้เ้าจัดการ ต่อไปนี้หากเถียนเถียนได้รับความอับอายขายหน้าอะไร ข้าจะขอให้ผู้าุโในตระกูลลงมือ ข้าจะจัดการแม่ม่ายอย่างเ้าเสีย ไม่เชื่อก็ลองดู” เฉินผิงอันรู้สึกไม่สบายใจ นางพูดถึงแม่ม่ายอยู่ตลอด นี่ไม่ใช่กำลังสาปแช่งให้ข้าตายหรอกหรือ
“พี่สะใภ้ใหญ่พูดเช่นนี้ก็เกินไปแล้ว ตอนนี้ชุนฮวาเป็ภรรยาของข้า แล้วจะเป็แม่ม่ายได้อย่างไร แล้วก็เ้าตัวแสบนี่อย่างไรก็เป็ลูกแท้ ๆ ของข้า ไม่จำเป็ต้องให้พี่สะใภ้ใหญ่มายุ่งวุ่นวายหรอก” ได้ยินดังนั้น มุมปากของเฉินเถียนเถียนก็ยิ้มเยาะ ส่งลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองให้คนอื่นไปเป็ของเล่นอีกแล้วหรือ แต่ตอนนี้สะใภ้จี้ก็เป็แค่ภรรยาของลุงใหญ่เท่านั้น ความช่วยเหลือที่มีให้นางก็มีจำกัด เฉินเถียนเถียนไม่อยากทำให้คนที่ใจดีกับนางลำบากใจ ดังนั้นจึงแค่ถอยหลังไปด้วยความกลัว แล้วแสร้งทำท่าทางขี้ขลาดอ่อนแอ
“ท่านพ่อ…” เฉินผิงอันโกรธจัด นังตัวแสบนี่ ทำให้ข้าอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายรอกลับไปแล้ว ดูซิว่าจะจัดการเ้าอย่างไร เฉินเถียนเถียนจับได้ว่าความชั่วร้ายวูบผ่านในดวงตาของเฉินผิงอัน นางหัวเราะเยาะในใจ ยังไม่ทันกลับไปเลยก็คิดจะจัดการนางแล้ว เห็นเฉินเถียนเถียนตัวสั่นเทิ้ม ถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างโซเซ น้ำตาเริ่มคลอในดวงตา
“ท่านพ่อ ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว ไม่กล้าทำให้ท่านเสียหน้าอีกแล้ว ท่านอย่าจ้องข้าแบบนี้เลยนะ ข้าเป็ลูกแท้ ๆ ของท่านนะ…” เฉินผิงเหอเป็พี่ชายคนโต เขารู้สึกว่าตัวเองควรจะมีอำนาจเหนือน้องชายพอสมควร ใครจะไปรู้ว่าเฉินผิงอันกล้าดื้อดึงและข่มขู่เฉินเถียนเถียนต่อหน้าเขา
“เฉินผิงอัน เ้าเก่งจริง ๆ นะ ดูเหมือนข้าผู้เป็พี่ชายจะไม่มีความหมายอะไรในสายตาเ้าแล้ว ต่อหน้าข้า เ้ายังกล้าปฏิบัติต่อเถียนเถียนเช่นนี้ได้ แล้วพอเถียนเถียนกลับไปแล้ว จะยังคงรังแกนางอีกหรือไม่?” เฉินผิงอันยังไม่ทันพูดอะไร หลินชุนฮวาก็รีบตอบไปก่อนแล้ว
“ท่านพี่ใหญ่พูดอะไรของท่านเนี่ย ราวกับว่าพวกเราทั้งครอบครัวต้องปฏิบัติต่อนางเหมือนเทพเ้าอย่างนั้นแหละ บ้านไหนเลี้ยงลูกสาวเช่นนี้กัน พวกเรากล้ารังแกนางตรงไหนล่ะ นางโตขนาดนี้แล้ว ท่านเคยเห็นนางลงมือทำงานสักครั้งหรือไม่” สะใภ้จี้โกรธจนหน้ามืด หลินชุนฮวาเป็อะไรกัน เพิ่งจะเป็ม่ายใหม่ ๆ ก็มาคบชู้สู่ชายกับเฉินผิงอันแล้ว หญิงไร้ศีลธรรมเช่นนี้ ยังกล้าโต้แย้งพี่ชายได้ถึงเพียงนี้อีก นี่มันบ้าไปแล้วหรือไร
“ใช่ เถียนเถียนไม่เคยลงมือทำงาน แต่นางเคยกินข้าวที่โต๊ะกับพวกเ้าั้แ่เมื่อไหร่ ทุกครั้งนางต้องรอให้พวกเ้ากินเสร็จก่อน แล้วค่อยกินเศษอาหารที่เหลือ พวกเ้าเลี้ยงลูกสาวไม่ไหวแล้วหรือ ถ้าเลี้ยงไม่ไหวก็ส่งมาให้ข้าเลี้ยงเอง หลินชุนฮวา เ้าคิดว่าในโลกนี้มีแต่เ้าคนเดียวที่ฉลาดใช่หรือไม่ ใคร ๆ ก็มองเจตนาชั่วร้ายของเ้าออกทั้งนั้น” หลินชุนฮวาทำหน้าเศร้าสร้อย ยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็ถูกสะใภ้จี้ขัดจังหวะไปเสียก่อน
“พอแล้ว เ้าก็ไม่ต้องพูดมากแล้ว ในฐานะสะใภ้ใหญ่ ข้าไม่อาจกักขังหลานสาวไม่ให้กลับบ้านหรอก เถียนเถียน เ้าตามนางกลับไปก่อนเถอะ แต่ถ้านางกล้าแกล้งเ้าอีก เ้าก็วิ่งมาหาป้าสะใภ้ใหญ่ได้เลย ข้าไม่เชื่อหรอกนะว่าในหมู่บ้านนี้จะไม่มีที่ที่เราพูดความจริงไม่ได้” จริง ๆ แล้วเฉินเถียนเถียนไม่อยากกลับเลย พอกลับไปแล้ว หลายเื่ก็จะตกอยู่ในมือของแม่เลี้ยง ถึงแม้นางจะเป็ตำรวจ แต่หลายครั้งที่นี่ก็ไม่มีความจริงให้พูดหรอก
พอคิดอีกที นางอาศัยอยู่ในบ้านของป้าใหญ่ ก็ไม่ถูกต้องตามครรลองอยู่แล้ว ตอนนี้ใบหน้าที่แท้จริงของหลินชุนฮวาก็ถูกสะใภ้จี้ประกาศให้ทุกคนรู้กันหมดแล้ว ทุกคนจับตามองนาง ขอแค่นางแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอีกนิด เฉินเถียนเถียนก็มีวิธีออกไปพูดได้ สะใภ้จี้ก็เป็คนมีความสามารถ นางจึงดึงมือเฉินเถียนเถียนไว้ แล้วกระซิบที่ข้างหูว่า
“เ้าไปกับพวกมันได้อย่างสบายใจ ถ้าพ่อแม่ที่เลวร้ายกว่าสัตว์ของเ้ากล้าส่งเ้าไปอยู่บ้านนั้นอีก กฎของตระกูลเฉินก็ไม่ใช่ขี้ผงหรอก” ถึงแม้จะพูดข้างหูเฉินเถียนเถียน แต่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็ได้ยินกันหมด นี่แหละคือสิ่งที่สะใภ้จี้้า เฉินเถียนเถียนจะทำอย่างอื่นได้อีกหรือ ก็ได้แต่เดินตามเฉินผิงอันกลับไปอย่างอ้อยอิ่ง เมื่อเฉินผิงอันอยู่ด้วย หลินชุนฮวาก็ไม่กล้าทำอะไรมากมาย ได้แต่กลั้นใจไม่พอใจ พูดกับเฉินเถียนเถียนอย่างอ่อนโยน
“เถียนเถียน คราวหน้าอย่าทำตัวเกเรแบบนี้อีกนะ เ้าอายุสิบหกแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคู่หมั้น ลูกชายคนโตของบ้านตระกูลหลี่เป็คนรักคนสวยคนงาม ถ้าเ้าแต่งงานเข้าไป อย่างน้อยก็ยังช่วยเหลือพ่อแม่ได้บ้าง เ้าก็รู้ว่าครอบครัวเราไม่ค่อยสะดวกสบายนัก” เฉินเถียนเถียนรู้ดีว่าการดื้อรั้นในตอนนี้จะเป็แค่ข้ออ้างให้พ่อเลวของนางลงมือเท่านั้น ดังนั้นจึงก้มหน้าลงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ท่าทางน่าสงสารเช่นนี้ ยิ่งทำให้เฉินผิงอันรำคาญ
“เ้าลองคิดดูสิ หากเ้าได้แต่งเข้าไปเป็อนุของตระกูลหลี่ แม้จะเป็เพียงอนุ แต่เ้าก็จะได้สวมใส่ผ้าไหมผ้าแพร ได้กินอาหารโอชะ จะเอาไปเทียบกับขี้ข้าได้อย่างไร” เฉินเถียนเถียนไม่พูดอะไรมากก็ตบหน้าหลินชุนฮวาไปฉาดหนึ่ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างใ ไม่คิดว่านางที่ปกติขี้ขลาดจะมีความกล้าเช่นนี้
“หลินชุนฮวา ใจของท่านช่างสกปรกเสียจริง ข้าไม่รู้ว่าเฉินผิงอันทนท่านได้อย่างไร ส่วนข้าหากต้องแต่งเข้าไปเป็อนุ ได้ใช้ชีวิตสุขสบาย แต่ท่านจะทนได้หรือ”
“หรือจะให้ข้าออกไปพูดให้คนอื่นฟังว่า บุตรชายตระกูลเฉินผู้นี้มีโอกาสไปเรียนที่ตระกูลหลี่ได้อย่างไร ด้วยการขายน้องสาวต่างมารดา ท่านแม่คงไม่รู้ว่าในยุคนี้ ชื่อเสียงของบัณฑิตมีความสำคัญมากเพียงใด หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป จะมีสถานศึกษาใดกล้ารับพี่ชายข้าไปเรียนอีกหรือ ข้าว่าชั่วชีวิตนี้เขาก็คงเป็ได้แค่ขี้ข้าเท่านั้น” หลินชุนฮวาถูกตบอย่างแรง ตอนนี้โกรธจนหน้าแดง แต่เพราะเฉินผิงอันอยู่ด้วยจึงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่หันหน้าไปอีกทางพลางร้องไห้น้ำตาคลอ
“ผิงอัน เ้าดูสิ นั่นไงลูกสาวที่ดีของเ้า ข้ายังพูดไม่ทันไรนางก็มาลงมือกับข้า เช่นนี้ข้าจะไปสอนนางได้อย่างไร” เฉินผิงอันถูกยุยงแบบนี้ก็หลงกลทันที รีบทำหน้าดุพลางะโว่า
“เด็กอกตัญญู เ้าไม่รู้หรือว่าการลงมือกับพ่อแม่จะถูก์ลงโทษ รีบไปขอขมาท่านแม่เ้าเดี๋ยวนี้!”