รุ่งรางของอีกวันหนึ่งมู่อี้นอนอยู่บนเตียงไม้เล็กๆ ในกระท่อมหลังเดิมอันคุ้นเคยของเขา เปลือกตาที่ปิดสนิทลืมขึ้นอย่างช้าๆ ภายในหัวยังคงสับสนกับเื่ที่เกิดขึ้น เป็เวลากว่าสองชั่วยามจนกระทั่งยามสายร่างของเด็กชายจึงลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียงน้อย สายตาของเขาต่างไปจากเดิมอย่างลิบลับ! ความสดใสร่าเริงที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็เยือกเย็นสุขุมไร้สิ้นสุด!
สายตาของเขาเริ่มมองสำรวจร่างกายภายนอกของตัวเองขณะเดียวกันก็ตรวจสอบภายในด้วยความประหลาดใจ เวลาก่อนหน้านี้สองชั่วยามเขาเพียงทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและทำความเข้าใจลำดับเหตุการณ์เท่านั้นจึงได้ข้อสรุปว่าตัวเขาแท้จริงก่อนหน้านี้มีนามว่าหยางอี้! ด้วยเหตุการณ์บางอย่างจึงทำให้เขาฝ่าพันธนาการของโลกใบเล็กเพื่อมาจุติยังโลกใบใหญ่ใบนี้...เพื่อทำเป้าหมายบางอย่างให้บรรลุ!
ความทรงจำทั้งสองผสานรวมกันอย่างรวดเร็วเนื่องจากไม่ว่าจะเป็หยางอี้หรือมู่อี้ก็คือตัวเขามิใช่จิติญญาอื่นมายึดครองร่างหรือเขาไปยึดครองร่างผู้ใด ดังนั้นทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างไหลลื่นไม่มีติดขัด มู่อี้ก็คือหยางอี้! และหยางอี้ก็คือมู่อี้!
อย่างไรก็ตามความประหลาดใจยังปรากฏอยู่ในดวงตาของเขาอย่างชัดเจนเมื่อทำการตรวจสอบร่างกายของตัวเองในเวลานี้
“เมล็ดเพลิงศักดิ์สิทธิ์ กายปฐมเซียน และความทรงจำ...นี่คือหนึ่งในผนึกทั้งสามที่คลายออกกระมัง?”
มู่อี้ลูบคางพลางครุ่นคิด ด้วยร่างกายของเขาจึงทำให้ภาพที่ออกมาดูตลกเล็กน้อยหากมีผู้ใดมาเห็น ย้อนกลับไปในความทรงจำของเขานั้นเสียงลึกลับเคยกล่าวไว้ว่าเขาจะถือกำเนิดใหม่อีกครั้งพร้อมกับผนึกทั้งสามที่เป็ของขวัญติดตัวมาจากความพยายามในครั้งอดีต
แต่เื่นี้มู่อี้สนใจเพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่เขาจะจมอยู่กับความสนใจในพื้นฐานการฝึกตนของตัวเอง ในโลกใบเล็กนั้นมีการแบ่งขั้นการฝึกฝนเช่นเดียวกันโดยแบ่งออกเป็สองขอบเขตใหญ่เช่นกันคือนักสู้และเซียน แต่เนื่องจากมู่หรงเหอกล่าวเกี่ยวกับเซียนไว้เล็กน้อยเท่านั้นจึงทำให้เขาไม่รู้ลายละเอียดเกี่ยวกับเซียนมากนัก
ทว่าในขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง! ฝนโลกใบเล็กนั้นขอบเขตนี้แบ่งออกเป็แปดขั้นทว่าในโลกใบนี้เทียบเท่ากับขอบเขตดินซึ่งมีเพียงสี่ขั้นย่อยเท่านั้น! และยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาที่อายุเพียงสิบขวบปีก็สามารถฝ่าทะลุมาถึงขั้นที่สองแล้ว! หากมองย้อนกลับไปในอดีตต่อให้เป็คนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดที่สามารถฝ่าทะลุมาถึงขั้นนี้ด้วยวัยเพียงสิบขวบปี!
ทว่าในโลกใบใหญ่นี้เขากลับสามารถทำได้ง่ายๆ นอกจากนี้หากจำไม่ผิดยังมีเด็กอีกหลายคนถึงแม้จะด้อยกว่าเขาเล็กน้อยแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ไล่เลี่ยกันอยู่ดี! ที่สำคัญที่สุดสถานที่แห่งนี้เป็เพียงดินแดนกันดารอันห่างไกลเท่านั้น! มู่อี้อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับฝ่ามือที่สั่นขึ้นมาเล็กน้อย...เขากำลังตื่นเต้น!
นี่ก็คือขอบเขตที่เหนือกว่า! พรรณนาการในครั้งอดีตได้ถูกทลายลงแล้ว! แม้จะต้องใช้เวลาอยู่บ้างแต่เขาสามารถแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมได้! และยังสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายด้วยเช่นกัน!
หลังจากสติทั้งหมดฟื้นฟูแล้วมู่อี้ก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยให้กับตัวเองก่อนจะลุกขึ้นผลักประตูออกไปด้านอก เนื่องจากความทรงจำของเขาได้ผสานรวมกันแล้วดังนั้นมู่อี้จึงไม่ได้รู้สึกเคอะเขินใดๆ และตรงไปยังกระท่อมไม้อีกหลังหนึ่งทันที ที่ด้านหน้านั้นมูงหงกำลังนั่งปักผ้าอยู่ผืนหนึ่งด้วยรอยยิ้ม
“ท่านแม่”
มู่อี้ทักทายพร้อมกับยิ้มออกมาแล้วเดินเข้าไปหามารดา ในอดีตนั้นเขาไม่ได้มีโอกาสได้พบหน้ามารดาและมีเพียงบิดาเท่านั้นที่คอยเลี้ยงดูเขามา อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็ในอดีตหรือตอนนี้มู่หงก็คือมารดาของเขาอย่างแท้จริง! มู่เหอเห็นบุตรชายก็รีบวางมือเข้ามากอดมู่อี้จนแน่น สามวันก่อนมู่หรงเหอแบกร่างของเขาที่ไร้สติกลับมาทำให้นางเป็กังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
“เ้าฟื้นแล้ว เป็อย่างไรบ้าง? เ้าไม่สายตรงไหนหรือไม่?”
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ข้าเพียงแค่เหนื่อยจนหมดแรงเท่านั้น! กลับกันตอนนี้ข้ารู้สึกว่าแข็งแกร่งกว่าเดิมเป็สิบเท่า!”
มู่อี้ดิ้นออกจากอ้อมกอดของมารดาก่อนจะทำท่าเบ่งกล้ามทำให้มู่หงหัวเราะออกมาพลางลูบหัวของลูกชายตัวน้อย มู่อี้กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นมู่หรงเหอจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา
“ท่านแม่ ท่านลุงเหอไปไหนงั้นหรือ?”
เห็นท่าทีสงสัยของบุตรชายมู่หงจึงหัวเราะก่อนจะกล่าวออกมา ก่อนหน้านี้มู่อี้มีแต่จะหนีห่างมู่หรงเหอเพราะ้าออกไปเที่ยวเล่นในป่า แต่ตอนนี้เขากลับถามหาอีกฝ่าย?
“เ้าหมดสติไปั้แ่วันพิธีดังนั้นสองสามวันนี้ลุงเหอของเ้าจึงต้องไปที่เมืองศิลาเหลืองเพื่อเตรียมการเื่ต่างๆ ให้เ้า”
“เตรียมการ?”
“อืม...ดูเหมือนเื่นี้ท่านลุงของเ้าคงยังไม่ได้บอกสินะ หลังจากผ่านพิธีผสานฟ้าดินแล้วเ้าจะมีสิทธิ์ในการสอบเข้าสำนักชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ตามทางสำนักชั้นหนึ่งนั้นจะเปิดรับศิษย์ที่มีอายุสิบสองปีถึงสิบห้าปีเท่านั้น! ดังนั้นระหว่างนี้เป็เวลาสองปีเ้าจึงต้องเข้าร่วมค่ายฝึกที่ตอนนี้ลุงเหอกำลังไปดำเนินการให้เ้า!”
“ค่ายฝึก?”
มู่อี้เบิกตากว้างด้วยความไม่เข้าใจ ตอนนี้เมื่อได้รับความทรงจำมามู่อี้ก็ไม่ใช่เด็กอายุสิบขวบธรรมดาๆ อีกแล้ว จากการประเมินของเขานั้นมู่หรงเหอเป็คนที่แข็งแกร่งมาก! และเป็ไปมากที่จะแข็งแกร่งจนอยู่ในลำดับต้นๆ ของเทือกเขาวิหคเพลิงแห่งนี้เสียด้วยซ้ำ!
ดังนั้นแล้วมีเหตุผลอะไรที่ต้องส่งเขาไปยังค่ายฝึก? มู่อี้มั่นใจว่าการเด็กคนหนึ่งหากได้รับการสั่งสอนจากมู่หรงเหอจะต้องดีกว่าการไปค่ายฝึกหรือสำนักพวกนั้นเป็อย่างมาก!
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งวันมู่อี้ไม่ได้ทำอะไรนอกจากพูดคุยกับมู่หงจนกระทั่งตื่นนอนในตอนเช้ามู่หรงเหอก็กลับมาแล้ว ค่ายฝึกพิเศษนี้มีชื่อว่าค่ายพยัคฆ์ขาวโดยจะเป็ค่ายฝึกของเด็กที่ผ่านพิธีผสานฟ้าดินทางเขตตะวันตกของเทือกเขาวิหคเพลิง
มู่หรงเหออธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับค่ายฝึกพยัคฆ์ขาวให้มู่อี้ฟัง แม้ว่าเขาจะไม่ได้บอกทั้งหมดแต่ก็พอจะเดาได้ว่าการจะฝึกฝนในค่ายนี้ไม่ง่ายเลย ในเขตตะวันตกนั้นมีเด็กมากกว่าพันคนที่เข้ารับพิธีผสานฟ้าดินและมีอย่างน้อยสามร้อยคนที่ผ่านพิธีมาด้วยความสำเร็จ อย่างไรก็ตามค่ายฝึกทั้งสี่ของเทือกเขาวิหคเพลิงนั้นจะรับเพียงหนึ่งร้อยคนเท่านั้น! และในเวลาสองปีจำนวนเด็กที่ผ่านการฝึกฝนได้นั้นมีไม่ถึงครึ่ง!
มู่หรงเหอไม่ได้สงสัยหรือถามอะไรมู่อี้มากนัก หลังจากบอกเล่าเื่ค่ายฝึกและถามอาการของมู่อี้อีกเล็กน้อยก็อนุญาตให้มู่อี้ออกไปเที่ยวเล่นบนเขาได้ อีกสองวันค่ายฝึกจึงจะเปิดรับคนดังนั้นระหว่างนี้มู่หรงเหอจึงไม่ได้เคร่งครัดกับมู่อี้มากนักและปล่อยให้เขาผ่อนคลายใน่เวลานี้
หลังจากมองแผ่นหลังของหยางอี้จากไปสีหน้าของมู่หรงเหอก็กลายมาเป็จริงจังอีกครั้งก่อนจะตรงไปยังกระท่อมไม้ของมู่หง
ก้อก! ก้อก!
“เข้ามาเถอะพี่เหอ”
มู่หรงเหอเปิดประตูเข้าไปด้านใน แม้ว่ามู่หงจะพยายามปกปิดอย่างดีแต่ก็ยังไม่อาจลบกลิ่นเืจางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศได้ มู่หรงเหอถอนหายใจออกมาไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพราะรู้ดีว่านางต้องไม่ยอมรับอย่างแน่นอน และเมื่อถามอาการนางออกไปก็ได้รับเพียงรอยยิ้มและคำตอบเช่นเดิมที่ได้ยินมาตลอดสิบปี
“นายหญิง ข้าได้เตรียมการไว้หมดแล้ว...ระหว่างที่เขาฝึกฝนอยู่ในค่ายท่านจะต้องย้ายไปอยู่ที่สำนักแพทย์ของหมอจู ข้าส่งสารไปยังหลิวหลัวแล้ว อีกหนึ่งเดือนนางจะเดินทางมาถึงเมืองศิลาเหลือง”
ดวงตาของมู่หงเป็ประกายขึ้นมาขณะที่มองไปยังมู่หรงเหอ นางเม้มปากลงแน่นแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกมาเพียงพยักหน้าก่อนจะยิ้มอวยพรให้กับมู่หรงเหอ
“พี่เหอท่านไม่ต้องห่วงข้า ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”
มู่หรงเหอพยักหน้ารับคำและมองนางด้วยสายตาเวทนา สุดท้ายก่อนจะเดินออกจากกระท่อมไม้เขาก็หยุดลงครู่หนึ่งแล้วหันกลับมากล่าวกับนาง
“นายหญิงท่านไม่ต้องกังวล! หากมีโอกาสครั้งนี้ข้าจะต้องพาเขากลับมาหาท่านแน่นอน!”
มู่หรงเหอปิดประตูไม้เดินจากไปเวลาเดียวกันมู่หงก็ไม่สามารถอดกลั้นเอาไว้ได้อีก ใบหน้าของนางอาบย้อมไปด้วยน้ำตา ริมฝีปากเม้มแน่นสองมือกำแน่น...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพริบตาก็มาถึงวันกำหนดเปิดรับคนของค่ายพยัคฆ์ขาว มู่หรงเหอพามู่อี้และมู่หงไปยังสำนักแพทย์ของหมอจูก่อนจะจัดการบางอย่างอีกเล็กน้อยแล้วก็เตรียมจะจากไปทันที ความจริงแล้วไม่ใช่เพียงมู่หงเท่านั้นที่เป็กังวลแต่มู่หรงเหอเองก็ไม่แพ้กัน! ยิ่งเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวบางอย่างรั่วไหลออกมาจากภายในยิ่งทำให้เขาเป็กังวลและรีบร้อนยิ่งกว่าเดิม!
“มู่อี้เ้าจะต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดีอย่างเกียจคร้านเข้าใจหรือไม่? ข้าต้องเดินทางออกไปทำธุระเป็เวลานานดังนั้นทุกครึ่งปีเมื่อค่ายฝึกหยุดเ้าจะต้องกลับมาเยี่ยมท่านแม่ของเ้าด้วย!”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านลุงเหอไม่ต้องกังวล!”
มู่อี้ทุบอกตัวเองพร้อมกับกล่าวอย่างจริงจัง แม้ว่าภายในใจจะคิดถึงเหตุผลของความรีบร้อนที่มู่หรงเหอแสดงออกมารวมไปถึงความกังวลในสายตาของเขาแต่ภายนอกมู่อี้ยังคงเป็เด็กชายตัวน้อยที่ยิ้มอย่างร่าเริง หลังจากล่ำลาทุกคนแล้วมู่หรงเหอก็จากไปทันที
วันนี้เป็วันเปิดค่ายฝึกเช่นเดียวกันดังนั้นมู่อี้เองก็ไม่สามารถทำตัวเฉื่อยชาได้ เขาล่ำลามารดาและตกปากรับคำมู่หงอยู่หลายคำสุดท้ายก็ขึ้นเกี้ยวที่หมอจูเตรียมไว้เพื่อไปยังจุดรวมพลของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกค่ายพยัคฆ์ขาวของเมืองศิลาเหลือง!