รติชาในร่างหลินเฟยเซียนลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ในหัวของนางเริ่มมีความทรงจำเกี่ยวกับจวนแห่งนี้ที่ค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามา ทำให้นางนั้นมีความรู้สึกคุ้นเคยราวกับตัวเองได้พักอาศัยอยู่ที่แห่งนี้มาเนิ่นนาน
ร่างนี้คือร่างของเด็กสาวนามว่า หลินเฟยเซียน ที่ตนเพิ่งเจอในความฝันไม่ผิดอย่างแน่ แต่กระนั้นกลับไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้
เดิมทีรติชาเป็คนที่ใจเย็นและมีสติรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันได้เป็อย่างดี เพียงแต่ครั้งนี้ยอมรับว่านางไม่สามารถควบคุมสติที่แตกกระเจิงของตนได้จริงๆ แต่อย่างไรนางก็มิใช่เด็กๆ แล้ว จะมีก็เพียงต้องรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้
เมื่อเริ่มดึงสติกลับมาได้พอสมควรแล้วรติชาจึงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากเตียงด้วยอาการที่อ่อนเพลียในห้องที่ไร้ผู้ใด แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงเล็กแหลมะโเข้ามาหาตนจากทางหน้าประตู
"คุณหนู! ฟื้นแล้ว!"
"..."
"รอประเดี๋ยวนะเ้าคะ บ่าวจะไปยกน้ำมาให้คุณหนูล้างหน้าเ้าค่ะ"
"เดี๋ยว!"
ยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าวิ่งออกไปเด็กสาวที่ถูกเรียกไว้จำต้องหยุดชะงัก
"คุณ..หนู"
"มานี่สิ"
"อะ..เออ..เ้า..เ้าค่ะ"
เด็กสาวเอ่ยตะกุกตะกุก เป็เพราะสายตาของผู้ที่อยู่บนเตียงช่างแฝงไปด้วยความเยือกเย็นจนนางรู้สึกชาไปทั้งตัว
รติชายังคงจับจ้องคนที่เดินเข้ามานั่งลงบนพื้นข้างๆ เตียง และสังเกตเห็นว่าเด็กสาวมีอาการสั่นเทาคล้ายไข้จับ พลางตั้งคำถามในใจ
'ตัวสั่นทำไมกัน นี่ตนน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวรึ'
ซูมี่ เป็เด็กยากจนคนนึงที่กำลังจะถูกพ่อติดเหล้านำไปขายใช้หนี้ ประจวบกับที่หลินเฟนเซียนผ่านไปทางนั้นเข้าพอดี นางสังเกตเห็นเด็กสาวมีรอยช้ำที่เกิดจากการทุบตีทั่วร่างกายแล้วถูกชะตาปนสงสารจึงได้ขอมารดารับซื้อซูมี่ไว้แทน เด็กสาวมีอายุน้อยกว่าหลินเฟยเซียนเพียงหนึ่งหนาว พอรับนางเข้ามาในจวนซูมี่ก็มีหน้าที่คอยรับฟังคำสั่งและรับใช้อยู่ข้างกายหลินเฟยเซียนตลอดมา รวมถึงรองรับอารมณ์เอาแต่ใจของร่างนี้ด้วยเช่นกัน
'โธ่ เด็กน้อยใยเ้าจึงได้น่าสงสารถึงเพียงนี้'
รติชาในร่างหลินเฟยเซียนเอื้อมมือไปลูบหัวผู้ที่นั่งอยู่เบื้องล่างเบาๆ อย่างเศร้าใจ เด็กสาวมีอาการสะดุ้งในคราแรกเพราะคิดว่าตนได้ทำอันใดให้ผู้เป็นายไม่พอใจเข้าแล้ว แต่เมื่อััได้ถึงฝ่ามืออุ่นก็พลันรู้สึกประหลาดใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าร่างกายนั้นหยุดสั่นไปั้แ่เมื่อใด
"ซูมี่"
รติชาเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่แฝงไปด้วยความเมตตา
"เ้าค่ะคุณหนู"
"เมื่อก่อนข้าต้องขอโทษเ้าด้วย ที่ข้าเอาแต่ใจ..อารมณ์ร้ายใส่เ้า"
"..."
"เ้าอภัยให้ข้าได้หรือไม่"
"บ่าวหาได้โกรธคุณหนูไม่เ้าค่ะ อย่างไรคุณหนูก็เป็ผู้ให้ชีวิตใหม่แก่บ่าว ไม่ว่าคุณหนูจะทำอันใดซูมี่ย่อมรู้สึกเป็เกียรติเ้าคะ"
คำพูดที่แฝงไปด้วยความเทิดทูลของเด็กสาวทำมือบางที่กำลังลูบศรีษะเล็กอยู่ชะงักไป
"เมื่อก่อนข้านิสัยแย่มากใช่หรือไม่"
"อะ..เอ่อ.."
แค่เพียงได้ฟังน้ำเสียงแค่นี้นางก็รู้คำตอบแล้ว
"ไม่เป็ไร เ้ามิต้องกลัวว่าจะถูกทำโทษ ตัวตนข้าในอดีตนั้นไม่อยู่แล้ว จากนี้ไปข้าจะเป็หลินเฟยเซียนคนใหม่"
ที่นางพูดนั้นไม่มีอันใดผิดเพี้ยน หลินเฟยเซียนที่นางเจอได้จากไปแล้วจริงๆ
สิ้นเสียงผู้เป็นาย ซูมี่ที่เอาแต่ก้มมองพื้นเริ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองนาง นางจึงยิ้มให้เด็กสาวอย่างอ่อนโยน เมื่อเห็นถึงความอบอุ่นในแววตาของผู้ได้ชื่อว่าเป็โลกทั้งใบของนาง ซูมี่ก็ไม่อาจเก็บความอัดอั้นที่อยู่ในใจไว้ได้ ใบหน้าเด็กสาวเริ่มเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา รติชาเห็นดังนั้นก็ทำอันใดไม่ถูก
"เ้า..เหตุใดจึงร้องไห้กัน ข้าทำเ้าเจ็บรึ!"
เด็กสาวก็รีบกับส่ายหน้ารัวก่อนจะจับมือของอีกฝ่ายมาอิงที่แก้มเบาๆ
"ไม่เลยเ้าค่ะ ซูมี่เพียงแค่ดีใจเท่านั้น"
"โธ่เด็กโง่"
จึก!
ด้วยน้ำเสียงและหน้าตาที่แสนใสซื่อ ทำให้รติชาเผยรอยยิ้มออกมาพลางแกล้งดีดหน้าผากนางเบาๆ อย่างเอ็นดู
ต่อจากนี้นางจำต้องแสร้งทำตัวเป็หลินเฟยเซียนแต่จะไม่ทำเช่นนิสัยเก่าของนาง ใช่! และนางจะเป็จนกว่าสักวันหนึ่งนางจะสามารถกลับไปยังที่ที่จากมา กลับไปหาครอบครัวของตนได้อีกครั้ง
ซูมี่นำอ่างล้างหน้ามาให้คนที่นั่งรออยู่บนเตียงด้วยความคล่องแคล่ว รติชาจ้องมองอ่างน้ำตรงหน้าพลางหยิบกิ่งไม้เรียวๆ ที่มีความยาวประมาณ3ชุ่น* มาพินิจดู
"ซูมี่สิ่งนี้...ใช่กิ่งต้นหลิวที่เอาไว้ทำความสะอาดฟันหรือไม่"
"เ้าค่ะ ทำไมหรือเ้าคะ"
ซูมี่กระพริบตาปริบๆ พร้อมกับมองนางอย่างไม่เข้าใจ
"ไม่มีอันใด"
ตอนแรกยอมรับเลยว่าหญิงสาวไม่รู้จักวัฒนธรรมหรือข้าวของเครื่องใช้ที่แห่งนี้แม้แต่อย่างเดียว แต่เพียงได้เห็น ได้ยินหรือได้ััสิ่งนั้นความทรงจำและความคุ้นเคยก็เริ่มผุดเข้ามาในหัวของตนเสียแล้ว แม้นจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ก็เป็ยุคที่น่าสนใจไม่เบา
หลังล้างหน้าเสร็จซูมี่ก็ยกข้าวต้มที่มีควันลอยกรุ่นๆ เข้ามา นางกินแค่เพียงไม่กี่คำเพราะรู้สึกไม่ถูกปาก หญิงสาวรู้สึกผิดหวังกับรสชาติเป็อย่างมากพร้อมกับคิดในใจว่าตนคงต้องเข้าครัวไปหาทำกินเองสักครั้งเสียแล้ว
"คุณหนูดื่มยาเ้าค่ะ"
กลิ่นยาสมุนไพรตลบอบอวลไปทั่วห้องทำเอาร่างบางบนเตียงถึงกับอยากจะร้องไห้ หลินเฟยเซียนคงจะป่วยแน่ๆ จำได้ว่าเมื่อรู้สึกตัวก็มีอาการปวดเมื่อยร่างกายไม่ค่อยมีแรง นี่นางจะต้องเทสิ่งนี้ผ่านช่องคอจริงรึ ที่แห่งนี้ไม่มียาเม็ดหรือยังไงกัน!
"เหตุใดข้าต้องกิน"
"มิได้นะเ้าคะ คุณหนูป่วยอยู่ ถ้าคุณหนูไม่ดื่มจะออกไปเที่ยวข้างนอกอย่างเช่นเคยได้อย่างไร"
'นี่เห็นนางเป็เด็กหรืออย่างไรถึงได้เอาเื่เที่ยวมาหลอกล่อ แต่ร่างนี้ก็เด็กจริงๆ นั่นแหละนะ'
รติชาถอนหายใจก่อนจะรับถ้วยยาจากซูมี่มา นางจ้องมองน้ำสีดำข้นสยดสยองด้วยสีหน้าผะอืดผะอมจนต้องรีบยกมือขึ้นปิดจมูกฉับพลันตามสัญชาตญาณ
'เอาเถอะถ้าสิ่งนี้ทำให้ตนมีแรง อย่างไรก็ดีกว่านอนเป็ผักอยู่บนเตียงแบบนี้'
เมื่อปลุกความฮึกเหิมที่มีอยู่น้อยนิดให้ตื่นขึ้นแล้วก็ไม่รีรอรีบเทยาไหลลงคอกลืนอย่างรวดเร็ว ซูมี่ที่ลอบสังเกตถึงอึ้งเพราะเมื่อก่อนคุณหนูของตนไม่เคยแตะยาพวกนี้เลย จะมีก็แต่ตนที่ต้องคอยวิ่งหลบเพราะถูกนางเขวี้ยงถ้วยยาใส่
"แหวะ! นี่ข้าต้องกินสิ่งนี้อีกนานเพียงใดกัน"
"จนกว่าจะหมดหม้อเ้าคะ"
"โอ้วมายก๊อด!"
ได้ยินคำตอบรติชาถึงกับอุทานออกมาเบาๆ ยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกถ้าให้ดื่มสิ่งนี้ทุกวันไม่ใช่ว่าเป็การฆ่ากันโดยอ้อมรึ
"คุณหนูพูดสิ่งใดกันเ้าคะ บ่าวไม่ฟังไม่รู้ความ"
"คุณหนูขอรับนายท่านมาเยี่ยมขอรับ"
เสียงแหลมๆ ปนแหบของพ่อบ้านฮุ่ยเจียงที่เอ่ยขึ้นทำให้บทสนทนาของนายสาวและใช้เป็ต้องจบ แล้วบ่าวทั้งสองก็พากันเดินออกไปจากเรือน
รติชามองชายรูปร่างสูงโปร่งมีเคราปกคลุมเล็กน้อยแม้จะดูมีอายุอยู่บ้างแต่คนผู้นี้ช่างดูน่าเคารพเป็อย่างมาก คงเป็เพราะการวางตัวและท่าทางที่สงบนิ่งกระมั้ง ถ้าคนผู้นี้อยู่ในที่ที่นางจากมาคงจะที่โด่งดังในหมู่หญิงสาวเป็แน่ บิดาเ้าช่างหล่อเหลาไม่เบาจริงๆ หลินเฟยเซียน
"อาเฟยเป็อย่างไรบ้างลูกพ่อ"
หลินชุนเอ่ยถามบุตรสาวด้วยสายตาที่เป็กังวล จ้องมองเข้าไปข้างในดวงตาบุตรสาว แววตานางช่างซับซ้อนเกินจะคาดเดา นางผิดไปจากเมื่อก่อนมากที่เพียงแค่มองแวบเดียวเขาก็รู้แล้วว่านางคิดอันใดอยู่ แต่ตอนนี้กลับไม่อาจเดาได้ว่านางคิดอันใด ภายในใจหลินชุนพลันตกวูบในหัวย้อนกลับไปคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน หรือบุตรสาวของตนจะจำเขาไม่ได้แล้ว
"เออ...ลูกหาได้เป็อันใดไม่เ้าค่ะ.."
"..."
"..ท่านพ่อ"
เมื่อคิดได้ว่านางได้จ้องอีกฝ่ายนานเกินไปแล้วจึงเริ่มเอ่ยปากพูดออกมา
พรึ่บ!
รติชาเบิกตากว้างนั่งตัวแข็งเพราะจู่ๆ หลินชุนก็พุ่งตัวเข้ามาโอบกอดนางไว้แน่น พลางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ดียิ่งที่เ้าไม่ได้ลืมเลือนพ่อ ถ้าเ้าเป็อันใดไป พ่อมิอาจสู้หน้าแม่เ้าได้"
สมองรติชาหนักอึ้งแต่ยังคงนิ่งไม่ไหวติ่งใดๆ นางจำได้ว่าเหรินลี่เซียนมารดาของหลินเฟยเซียนเสียไปั้แ่ยังเล็ก ชายผู้นี้ก็ไม่ได้รับสตรีใดเข้ามาในจวนเลยสักคน
รติชาเลื่อมใสในความรักของคนตรงหน้าจริงๆ จากใจ แต่ในฐานะบิดากลับหาได้สนใจบุตรสาวเท่าที่ควรแม้จะแสดงออกว่ารักนางด้วยการตามใจอีกฝ่ายมากเพียงใดก็ตาม
หลินชุนผละออกจากร่างเล็กเบาๆ รติชาในร่างหลินเฟยเซียนเห็นคนตรงหน้ามีดวงตาที่โศกเศร้าจึงเอ่ยออกมาเสียงใส
"ท่านพ่อพูดอันใดกันเ้าคะ ท่านพ่อทั้งรูปงาม ทั้งแข็งแรงเยี่ยงนี้จะเป็อันใดได้เช่นไรกัน หรือท่านพ่อเลี้ยงลูกไม่ไหวแล้วรึเ้าคะ"
หญิงสาวเริ่มตีสีหน้าให้เศร้าหมองคล้ายกำลังเสียใจจริงๆ เมื่อเห็นดังนั้นยิ่งทำให้หลินชุนรีบปฏิเสธทันควัน
"พ่อหาใช้คนจนจะทิ้งเ้าไปได้เช่นไรกันลูกรัก มีแต่ลูกที่จะต้องจากพ่อไปเป็สมบัติของผู้อื่น"
"ข้าไม่มีวันจากท่านพ่อไปแน่เ้าค่ะ"
"จริงรึ"
"เ้าค่ะ เช่นนั้นท่านก็อย่าได้เอ่ยราวกับจะจากลูกไปเช่นนี้อีก รับปากลูกได้หรือไม่เ้าคะ"
"พ่อรับปาก"
"ดีมากเ้าคะ"
หลินชุนไม่คิาชีวิตนี้จะได้ยินคำพูดที่แฝงไปด้วยการให้กำลังใจจากบุตรสาวผู้นี้ นางช่างเหมือนเ้ามิมีผิดลี่เอ่อร์
"ป่วยครานี้เ้าเปลี่ยนไปนะลูกพ่อ"
"ไม่ดีหรือเ้าคะ"
เขามองหน้าบุตรสาวที่เริ่มทำปากยู่แล้วเป่าลมจนแก้มป่องก็อดยกยิ้มที่มุมปากไม่ได้
"ดียิ่ง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรติชาในร่างหลินเฟยเซียนก็ยิ้มกว้างอวดฟันขาวอย่างสดใสดวงตาเป็ประกายให้ผู้เป็บิดาอีกครั้ง หลินชุนยกมือขึ้นมาลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดูด้วยสายตาที่อ่อนโยน
ต่อจากนี้ไปเขาสัญญากับตัวเองและภรรยาที่จากไปว่าจะดูแลเด็กคนนี้ให้นางมีความสุขที่สุด
รติชาโผล่เข้ากอดผู้เป็บิดาของหลินเฟยเซียนพลันรู้สึกผิดในใจ ช่างน่าเสียดายที่สองพ่อลูกไม่ได้มีโอกาสแสดงความรักต่อกันเท่าที่ควร อันที่จริงรติชาเข้าใจความรู้สึกสูญเสียและการพลัดพรากจากผู้เป็ที่รักดีจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจแต่นางก็ราวกับเป็คนหลอกลวง
'เขาจะรู้หรือไม่ว่าบุตรสาวที่เขารักได้จากไปแล้ว'
ในบรรยากาศที่เงียบจนได้ยินของเสียงนกร้องเบาๆ จู่ๆ ผู้เป็บิดาก็ได้เอ่ยประโยคนึงออกมาทำลายความเงียบนั้นลง
"ลูกยังอยากแต่งงานกับเยี่ยซีห่าวอยู่หรือ"
น้ำเสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความปวดใจของหลินชุนทำให้บุตรสาวยกคิ้วขึ้นข้างนึงพลันเงยหน้ามองบิดาด้วยความสงสัยอย่างอดไม่ได้
"คนผู้นั้นคือใครกันเ้าคะ"
...........................................
*1 ชุ่น = 1 นิ้ว