ตอนที่ 9: เงาของพรรคมาร
ม่านเมฆาสีดำทะมึนลอยต่ำลงมาบดบังแสงแห่งทิวากาลจนมิดชิด สายฝนที่โปรยปรายแปรเปลี่ยนเป็พายุโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายคาวโลหิตเจือจางในสายลมหนาว เสียงหวีดหวิวของกระแสลมผสมผสานกับเสียงกลองศึกอันดังกึกก้องที่สะท้อนขึ้นมาจากตีนเขากระบี่ฟ้าใส ธงศึกสีเืปักลวดลายพญาัทมิฬนับร้อยผืนโบกสะบัดกลางม่านฝน กองกำลังนับพันคนในชุดเกราะหนังสัตว์สีดำทมิฬกระจายกำลังปิดล้อมทางขึ้นลงยอดเขาทุกเส้นทางไว้จนหมดสิ้น ไร้ซึ่งช่องว่างให้ผู้ใดหลบหนี
ซูเม่ยยืนหอบหายใจอยู่ตรงขอบลานประลองหินอ่อน ละอองฝนชะล้างหยาดน้ำตาและคราบเืที่มุมปากของนางจนเปียกโชก นางจับจ้องมองหลี่เหวินที่ยืนตั้งท่าดาบประจันหน้ากับอาจารย์เฟิงชิงหยาง ทว่าก่อนที่คมดาบสีนิลจะฟาดฟันลงมาเพื่อล้างผลาญชีวิต เสียงะเิตูมใหญ่พลันดังสนั่นขึ้นที่ประตูใหญ่ของสำนัก เศษซากเสาไม้สักทองและอิฐศิลาแหลกละเอียดปลิวกระจายไปทั่วทิศทาง
"ฮ่าๆๆ! ช่างเป็ภาพที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก! ศิษย์คิดล้างครู คนรักกลายเป็ศัตรู ละครฉากใหญ่ที่ข้าจัดวางไว้ช่างคุ้มค่าแก่การรอคอยถึงสิบปีจริงๆ!"
เสียงหัวเราะอันเปี่ยมด้วยพลังลมปราณสะกดิญญาดังสะท้านเข้าไปในแก้วหูของทุกคน ชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีแดงชาดปักดิ้นทองก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามากลางลานประลองอย่างสง่าผ่าเผย ร่างกายของเขาแผ่รังสีมารอันมหาศาลจนทำให้หยาดฝนที่ตกลงมาในรัศมีสามวาแตกสลายกลายเป็ไอควันสีม่วง บนใบหน้ามีรอยแผลเป็พาดผ่านดวงตาข้างซ้าย แววตาคมกริบดุจอสรพิษจ้องมองมายังทุกคนด้วยความเย้ยหยัน ชายผู้นั้นคือ จ้าวเทียนหลง ประมุขพรรคมารทมิฬ ผู้เป็ดั่งฝันร้ายของยุทธภพฝ่ายธรรมะ
"จ้าวเทียนหลง!" เฟิงชิงหยางขมวดคิ้วแน่น ดวงตาที่เคยสงบนิ่งพลันวาวโรจน์ด้วยประกายโทสะ
"เ้ากล้าบุกขึ้นมาถึงยอดเขากระบี่ฟ้าใส เ้าคิดว่าค่ายกลกระบี่เก้าดาราจะยอมให้มารร้ายเช่นเ้าเหยียบย่ำดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้งั้นหรือ!"
"ค่ายกลกระบี่เก้าดาราของเ้างั้นรึ เฟิงชิงหยาง?" จ้าวเทียนหลงแสยะยิ้มชั่วร้าย "ค่ายกลที่ไร้ผู้ควบคุมอย่างสมบูรณ์ เพราะเ้ามัวแต่เอาใจใส่กับการชดใช้ความผิดในอดีต จะหยุดยั้งกองทัพมารของข้าได้อย่างไร! วันนี้คือวันล่มสลายของสำนักกระบี่ฟ้าใส และเป็วันที่ข้าจะรวบรวมชิ้นส่วนคัมภีร์ดาราจรัสทั้งหมดเพื่อครองความเป็ใหญ่ใต้หล้า!"
หลี่เหวินยืนนิ่งงัน ดาบสีนิลในมือลดต่ำลงเล็กน้อย ดวงตาที่แดงก่ำด้วยความแค้นหันไปจ้องมองจ้าวเทียนหลง "เ้าหมายความว่าอย่างไร... ละครฉากใหญ่ที่เ้าจัดวางไว้สิบปีงั้นหรือ?"
จ้าวเทียนหลงหันมามองหลี่เหวินด้วยสายตาสมเพชระคนขบขัน "เ้าเด็กโง่แซ่หลี่! เ้าคิดจริงๆ หรือว่าเ้าสำนักผู้ยึดมั่นในคุณธรรมจอมปลอมผู้นี้ จะเป็คนลงมือสั่งฆ่าล้างตระกูลหลี่อันบริสุทธิ์ของเ้า? จดหมายสั่งการฉบับนั้น ตราประทับสีชาดนั่น... ล้วนเป็ข้าที่ขโมยตราสัญลักษณ์ของมันมาประทับ และปลอมแปลงลายมือเพื่อหลอกใช้พรรคมารและชาวยุทธ์นอกรีตให้ไปกวาดล้างตระกูลเ้าเพื่อแย่งชิงเศษเสี้ยวคัมภีร์!"
คำเปิดเผยนั้นดั่งอัสนีบาตฟาดลงกลางใจของหลี่เหวิน ร่างสูงโปร่งสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความจริงที่ถูกบิดเบือนมานานนับสิบปีเพิ่งจะกระจ่างแจ้งในบัดนี้
"ทำไม... เ้าทำเช่นนั้นทำไม!" หลี่เหวินคำรามก้อง ลมปราณในร่างปั่นป่วนจนกระอักเืออกมา
"เพราะตระกูลหลี่ของเ้าเคล็ดวิชาครึ่งแรก ส่วนสำนักกระบี่ฟ้าใสเคล็ดวิชาครึ่งหลัง!" จ้าวเทียนหลงหัวเราะร่า "ข้า้าให้พวกเ้าฆ่าฟันกันเอง ให้สายเืตระกูลหลี่เต็มไปด้วยความแค้นต่อกระบี่ฟ้าใส เพื่อที่ในวันนี้... เมื่อพวกเ้าตามหาลายแทงจนพบ ข้าจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งหมดโดยไม่ต้องเปลืองแรง!"
เฟิงชิงหยางถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง ชายชราก้าวออกมายืนข้างหน้าหลี่เหวิน "สิบปีก่อน เมื่อข้ารู้ว่าตราประทับของข้าถูกนำไปใช้ก่อโศกนาฏกรรมล้างตระกูลหลี่ ข้าก็รีบนำกำลังไปช่วยเหลือ... แต่ก็สายเกินไป คฤหาสน์ตระกูลหลี่ถูกเผาวอดวาย ข้าพบเพียงซากศพและไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ใดไว้ได้เลย ความประมาทเลินเล่อที่รักษาตราสำนักไว้ไม่ดีของข้า คือบาปมหันต์ที่ข้าไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ตลอดสิบปีที่ผ่านมา"
"ท่านอาจารย์..." ซูเม่ยวิ่งเข้ามากอบกุมแขนเสื้อของเฟิงชิงหยางไว้ทั้งน้ำตา ความจริงทั้งหมดกระจ่างชัด อาจารย์ของนางมิได้เป็ฆาตกรใจอำมหิต แต่กลับแบกรับตราบาปและความรู้สึกผิดนี้ไว้เพียงลำพังมาเนิ่นนาน
หลี่เหวินทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหิน ดาบสีนิลปักลงดินเพื่อพยุงกาย ความเกลียดชังที่สั่งสมมาตลอดสิบปี ความโกรธแค้นที่เขาเทใส่ซูเม่ยและอาจารย์ของนาง แท้จริงแล้วเป็เพียงหมากในกระดานของจ้าวเทียนหลง ความรู้สึกผิดและเ็ปถาโถมเข้าใส่หัวใจของชายหนุ่มจนแทบแหลกสลาย เขาเงยหน้าขึ้นมองซูเม่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำขอโทษและความร้าวราน
"ซูเม่ย... ข้า..." หลี่เหวินเอ่ยปากด้วยเสียงสั่นเครือ
"พอได้แล้ว! หมดเวลาพร่ำพรรณนาเื่ในอดีต!" จ้าวเทียนหลงตวาดก้อง รังสีสังหารสีม่วงเข้มะเิออกจากร่าง "ส่งชิ้นส่วนคัมภีร์ดาราจรัสทั้งหมดมาให้ข้าเสียดีๆ มิเช่นนั้น ข้าจะสังหารทุกคนบนยอดเขานี้ให้ตกตายตามตระกูลหลี่ไป!"
เหล่าสมุนพรรคมารนับร้อยกู่ร้องคำราม ชักดาบวงพระจันทร์และทวนเหล็กพุ่งทะยานเข้าใส่ลานประลอง การต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษเริ่มต้นขึ้นกลางสายฝนที่บ้าคลั่ง เฟิงชิงหยางสะบัดแขนเสื้อ ชักกระบี่ฟ้าใสออกจากฝัก ประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์สว่างวาบดุจสายฟ้าฟาด ชายชราตั้งจิตมั่นพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อปกป้องศิษย์รักและชดใช้ความผิดพลาดในอดีต ขณะที่ซูเม่ยและหลี่เหวินต่างกระชับอาวุธในมือแน่น เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพายุมรณะที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งในศึกสะบั้นแค้นครั้งนี้!