ตอนที่ 57: เผชิญหน้ากองหน้าสำนักอัคคีสวรรค์
ขบวนรถยนต์ลีมูซีนหรูหราของตระกูลถังนับสิบคันแล่นเบรกจอดสนิทอย่างรวดเร็วหน้าวิหารประมูลการค้าใจกลางมหานครเซี่ยงไฮ้ ภาพเบื้องหน้าที่สะท้อนผ่านกระจกหน้ารถคือกลุ่มควันดำทะมึนและเปลวเพลิงสีส้มแดงที่กำลังลุกไหม้ซากปรักหักพังของเสาหินอ่อนสลักลายโบราณ เศษกระจกหนานิรภัยและป้ายชื่อตระกูลถังขนาดใหญ่แตกหักเกลื่อนกลาดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสดของพนักงานรักษาความปลอดภัยที่นอนครวญครางจมกองเลือดระนาว เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างป่าเถื่อนของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีแดงเพลิงสลับดำสนิทดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณราวกับฝูงหมาป่ากระหายเลือดที่กำลังฉลองชัยชนะ
"กรี๊ดดด! ช่วยด้วย!... อย่ายิง!... ปล่อยพวกเราไปเถอะ!..." เสียงกรีดร้องหวีดหวิวด้วยความหวาดกลัวสุดขีดของพนักงานหญิงและผู้ดูแลคลังสินค้าตระกูลถังดังแทรกเสียงระเบิดเป็นระยะๆ กลุ่มคนชุดคลุมเพลิงตวัดดาบยาวที่มีเปลวไฟลุกท่วมฟันทำลายตู้จัดแสดงโบราณวัตถุและบดขยี้ข้าวของมีค่าราคาพันล้านพังพินาศอย่างไม่แยแส
"คุณเย่เฉินคะ... พวกมันบุกมาถึงใจกลางเมืองขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!" ถังลู่เหยาที่นั่งอยู่เบาะหลังข้างกายผมในชุดเดรสราตรีสีน้ำเงินเข้มตัวหรูเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน มือเรียวนุ่มของเธอกุมท่อนแขนแกร่งของผมไว้แน่น ดวงตากลมโตฉายแววโกรธแค้นระคนกังวลใจในความปลอดภัยของธุรกิจตระกูล
"พี่ลู่เหยา... พวกมันคือ 'สำนักอัคคีสวรรค์' ตัวจริงแน่ๆ ค่ะ!" ถังหลิงเอ๋อร์ คุณหนูรองคนงามวัยยี่สิบเอ็ดปีที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของผมชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่างรถด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ร่างกายแรกรุ่นของเธอที่เพิ่งผ่านการบำบัดรักษาชีพจรวารีแช่แข็งจนผิวกายกลับมานุ่มเนียนอมชมพูสดใส บัดนี้กลับมีไอสังหารลุกโชนในดวงตาหวานฉ่ำ "หนูจำสัญลักษณ์เปลวเพลิงทมิฬแปดแฉกที่ปักอยู่บนหน้าอกเสื้อของพวกมันได้... ตอนที่หนูอยู่ฝรั่งเศส ปู่เคยเตือนว่าพวกมันคือนิกายฝึกวิชามารโบราณที่โหดเหี้ยมที่สุดในยุทธภพแดนใต้!"
จางเสวี่ยฉีที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับรีบหันกลับมารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด: "นายท่านคะ... หน่วยรักษาความปลอดภัยระดับสูงของตระกูลถังกว่าสามสิบนายโดนพวกมันซัดฝ่ามือเพลิงสลบเหมือดหมดแล้วค่ะ บอร์ดบริหารและผู้จัดการวิหารประมูลถูกจับมัดรวมกันไว้ในห้องโถงใหญ่ชั้นหนึ่ง ผู้อาวุโสสิงฟงสั่งการให้คนของมันจุดไฟเผาทำลายทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อล่อให้นายท่านก้าวออกมามอบตัวค่ะ!"
ผมคลี่ยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น แววตาสีทองฉายประกายคมปลาบดุจพญามังกรสงครามที่กำลังมองดูกลุ่มมดปลวกไร้ค่า ลมปราณหยางบริสุทธิ์ภายในร่างของผมหมุนเวียนรวดเร็วปานกระแสน้ำวนในมหาสมุทร ร่างกายแกร่งสมส่วนใต้ชุดสูททักซิโด้สีดำขลับเปล่งออร่าความร้อนสีทองจางๆ ออกมาจนอากาศภายในห้องโดยสารรถยนต์เริ่มอบอุ่น
"ไม่ต้องกังวลไปครับลู่เหยา... หลิงเอ๋อร์... เสวี่ยฉี..." ผมยกมือหนาขึ้นลูบเรือนผมนุ่มสลวยของสองพี่น้องตระกูลถังเพื่อปลอบประโลมจิตใจ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบทว่าแฝงอำนาจราชันสะกดวิญญาณ "ในเมื่อพวกสุนัขสำนักอัคคีสวรรค์มันกล้าจุดไฟเผาบ้านของพวกเธอ... คืนนี้ผมจะใช้เลือดของพวกมันทั้งสำนักมาดับไฟและล้างพื้นหินอ่อนของวิหารประมูลแห่งนี้ให้สะอาดเอี่ยมเองครับ!"
"นายท่านระวังตัวด้วยนะคะ... พวกเราเชื่อมั่นในตัวนายท่านที่สุดค่ะ!" ถังหลิงเอ๋อร์ส่งสายตาหวานฉ่ำที่เปี่ยมล้นไปด้วยความจงรักภักดีระดับสูงสุดร้อยเปอร์เซ็นต์ มือเล็กๆ ของเธอบีบกระชับมือผมแน่นเพื่อส่งกำลังใจ
ผมผลักประตูก้าวลงจากรถลีมูซีนหรูหราอย่างสง่างาม ทันทีที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นลานหินอ่อนหน้าวิหาร คลื่นลมปราณสีทองหนาแน่นพลันระเบิดแผ่ออกไปรอบทิศทางเป็นวงกว้าง "ตู้มมม!..." แรงอัดอากาศอันมหาศาลพัดฝุ่นควันและเปลวเพลิงที่กำลังลุกลามให้ดับมอดลงพริบตาดุจดั่งถูกพายุหมุนลูกใหญ่พัดกระหน่ำ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงของผมดึงดูดสายตาทั้งหมดของกลุ่มศิษย์สำนักอัคคีสวรรค์กว่าสามสิบคนในลานกว้างให้หันมามองเป็นตาเดียว พวกมันต่างพากันชะงักงันไปชั่วครู่เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มรูปงามในชุดสูทดำเพียงคนเดียว
"เฮ้ย!... ไอ้หนุ่มหน้ามนคนนี้เป็นใครวะ?! กล้าก้าวขาเข้ามาเสนอหน้ารับความตายถึงที่นี่เชียวเรอะ!" ชายหนุ่มร่างกำยำผิวคล้ำใบหน้ามีรอยแผลเป็นรูปเปลวไฟที่ยืนถือดาบยาวเคลือบเพลิงตวาดลั่น มันคือ 'จ้าวหู่' ศิษย์เอกอันดับหนึ่งของผู้อาวุโสสิงฟง ยอดฝีมือพลังปราณโบราณระดับสองขั้นปลาย
"พี่จ้าวหู่!... มันคือไอ้สวะเย่เฉินที่พวกเราตามล่าตัวอยู่ครับ! ตาแก่วังเทียนเต๋อกับหลิวซานคงพลาดท่าโดนมันลอบกัดตายแน่ๆ!" ศิษย์คนหนึ่งข้างๆ ตะโกนบอกพลางชี้ปลายกระบี่เพลิงมาทางผมด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
"ฮ่าๆๆๆ!... ที่แท้ก็เป็นไอ้เด็กเมื่อวานซืนจากปักกิ่งนี่เอง!" จ้าวหู่แค่นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม "กูคิดว่ามึงจะมีสามหัวหกกรซะอีก ที่แท้ก็แค่ขยะหน้าขาวที่แอบเกาะชายกระโปรงคุณหนูตระกูลถังหากิน! กล้าบุกมาหาพวกกูคนเดียวแบบนี้ คิดว่าวิชาปาหี่ของมึงจะต้านทานเปลวเพลิงสวรรค์ของสำนักกูได้งั้นเหรอวะ?!"
ผมยืนกอดอกนิ่ง กวาดสายตามองพวกมันด้วยความเฉยเมย แววตาสีทองทอประกายเย็นเยียบ: "พวกแกพล่ามจบหรือยังครับ? ถ้าพล่ามจบแล้วก็รีบชักอาวุธเข้ามาพร้อมกันเถอะครับ... ผมไม่อยากเสียเวลากับเศษสวะที่กำลังจะกลายเป็นศพเฝ้าหน้าประตูนานเกินไป"
"ปากดีนักนะมึง! ล้อมมันไว้แล้วสับร่างมันให้กลายเป็นเศษเนื้อย่างสดเดี๋ยวนี้!" จ้าวหู่คำรามสั่งการด้วยความเดือดดาลสุดขีด
"ฆ่ามันนน!..."
สิ้นเสียงคำราม ศิษย์สำนักอัคคีสวรรค์กว่าสามสิบคนพากันพุ่งทะยานร่างเข้ามาล้อมกรอบผมเป็นวงกลม ดาบเพลิงและกระบี่สลักยันต์อัคคีในมือของพวกมันสว่างวาบ เปลวไฟสีส้มอมดำลุกโชนพวยพุ่งส่งกลิ่นกำมะถันฉุนกึก คมดาบเปลวเพลิงนับสิบเล่มฟันสับลงมาจากทุกทิศทางหมายจะฉีกร่างของผมให้ขาดสะบั้นเป็นชิ้นๆ
ทว่าในสายตาของผมที่มีพลังสแกนของระบบจำลองระดับเทพเลเวล 4 การเคลื่อนไหวของพวกมันกลับช้าปานภาพสโลว์โมชั่น!
[ระบบ: ตรวจพบศัตรูกลุ่มย่อยระดับสอง 32 เป้าหมาย - พลังโจมตีธาตุไฟต่ำ ไม่สามารถทะลวงผ่านการป้องกันของ 'พลังกายศิลาหยางฟ้า' ได้]
[ระบบ: แนะนำให้กำจัดจุดศูนย์กลางลมปราณด้วยเข็มทองคำสวรรค์เพื่อความเด็ดขาด!]
"ฟึ่บ!..."
ผมขยับเท้าเพียงก้าวเดียวด้วยทักษะ 'ก้าวพริบตา' ร่างของผมพลันเลือนหายไปจากจุดเดิมราวกับภูตพราย คมดาบเพลิงนับสิบเล่มฟันปะทะเข้ากับอากาศธาตุจนเกิดประกายไฟลั่นเปรี๊ยะ
"เฮ้ย!... มันหายไปไหนแล้ววะ?!" ศิษย์คนหนึ่งร้องอุทานด้วยความตระหนก
"ผมอยู่ข้างหลังแกครับ..." เสียงทุ้มเย็นชาดังขึ้นชิดใบหูด้านหลังของมัน
ก่อนที่มันจะได้ทันหันกลับมา ฝ่ามือขวาของผมก็ฟาดประกบเข้าที่ท้ายทอยของมันอย่างรุนแรง "ผัวะ!..." แรงกระแทกของลมปราณทองคำบดขยี้กระดูกต้นคอของมันหักสะบั้น ร่างของมันปลิวกระเด็นไปไกลกว่าห้าเมตรกระแทกเข้ากับเสาหินอ่อนจนแตกละเอียด สิ้นใจตายคาที่โดยไม่มีโอกาสได้แม้แต่จะร้องอ้อนวอน
"อ๊ากกก! มันอยู่ตรงนั้น! ยิงพลังเพลิงใส่มันเลย!"
ศิษย์อีกห้าคนพากันซัดฝ่ามือปล่อยลูกบอลเพลิงสีดำขนาดเท่ากำปั้นพุ่งเข้าใส่หน้าอกผมพร้อมกัน ลูกไฟมรณะระเบิดปะทะร่างของผมเสียงดังสนั่น "ตูม! ตูม! ตูม!..." เปลวไฟลุกท่วมเสื้อสูทดำของผมอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าๆๆ! โดนเพลิงสวรรค์เข้าไปเต็มๆ แบบนี้ มึงไหม้เกรียมเป็นตอตะโกแน่!" จ้าวหู่หัวเราะลั่นอย่างสะใจ
ทว่าเสียงหัวเราะของมันต้องชะงักค้างลงทันควัน เมื่อเปลวเพลิงสีดำที่ลุกท่วมร่างของผมพลันมอดดับสลายไปในพริบตา เผยให้เห็นร่างแกร่งของผมที่ยืนตระหง่านอย่างสงบนิ่ง เสื้อสูททักซิโด้ไร้รอยขีดข่วนแม้แต่เส้นด้ายเดียว ผิวกายของผมเปล่งประกายสีทองอร่ามดุจทองคำบริสุทธิ์ที่หลอมไม่ละลาย
"บะ...บ้าน่า!... เพลิงทมิฬเผามันไม่เข้าเลยเรอะ?!" ศิษย์ทั้งกลุ่มหน้าถอดสี ขวัญหนีดีฝ่อจนขาสั่นพั่บๆ
"เล่นปาหี่เสร็จแล้วใช่ไหมครับ? คราวนี้ถึงตาผมบ้างล่ะนะ..."
ผมสะบัดปลายนิ้วมือทั้งสองข้าง ประกายแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งวาบออกจากแขนเสื้อ "ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!..." เข็มทองคำสวรรค์เก้าทิศนับสิบเล่มที่ห่อหุ้มด้วยลมปราณหยางร้อนแรงพุ่งทะลวงผ่านม่านอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียง ปักเข้าใส่จุดชีพจรสำคัญที่ลำคอ หน้าอก และหน้าผากของกลุ่มศิษย์สำนักอัคคีสวรรค์อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
"อั่ก!... อ๊าส์!... ลมปราณกู!... ลมปราณกูแตกสลายแล้ว!..."
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วลานประมูล ร่างของศิษย์นับสิบคนทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นพร้อมกัน เลือดสดๆ ทะลักออกจากทวารทั้งเก้า จุดตันเถียนภายในร่างกายระเบิดพังพินาศกลายเป็นคนพิการไร้วิชาต่อสู้ในเสี้ยววินาที
ผมก้าวเดินอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ตรงเข้าหากลุ่มศิษย์ที่เหลือที่กำลังแตกตื่นถอยหนี สองมือแกร่งขยับเหวี่ยงเตะต่อยบดขยี้อย่างต่อเนื่อง หมัดตรงของผมทะลวงผ่านหน้าอกของศิษย์คนที่สิบหักซี่โครงปอดฉีก ส้นเท้าตวัดเตะตัดก้านคอศิษย์คนที่สิบเอ็ดและสิบสองจนกระเด็นลอยไปฟาดกำแพงปูนหักครึ่ง เสียงกระดูกแตกหัก "กร๊อบ! กร๊อบ! กร๊อบ!..." ดังกังวานสอดประสานกับเสียงกรีดร้องอย่างน่าสยดสยอง
เพียงเวลาไม่ถึงสองนาที ศิษย์สำนักอัคคีสวรรค์กว่าสามสิบนายต่างนอนจมกองเลือดกลายเป็นศพและคนพิการเกลื่อนกลาดทั่วลานหน้าวิหารประมูล เหลือเพียงจ้าวหู่หัวหน้ากลุ่มที่ยืนตัวสั่นงันงก ดาบเพลิงในมือสั่นระริกจนแทบหลุดมือ แววตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวดั่งเห็นยมทูตเสด็จลงมาจากนรก
"แก... แกมันไม่ใช่คน!... แกคือปีศาจ!..." จ้าวหู่ละล่ำละลักถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับบันไดหินอ่อน
"เมื่อครู่นี้แกบอกว่าจะสับผมเป็นเศษเนื้อย่างสดไม่ใช่เหรอครับ?" ผมก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้ามันในระยะประชิด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าของผมทำให้หัวใจของมันแทบจะหยุดเต้น "ทำไมตอนนี้ถึงได้สั่นเป็นลูกสุนัขตกน้ำแบบนี้ล่ะครับ?"
"อยะ...อย่าเข้ามานะเว้ย! กูคือศิษย์เอกของท่านผู้อาวุโสสิงฟง! ถ้ามึงกล้าแตะต้องกู ท่านอาจารย์จะต้องเผาวิญญาณมึงให้ดับสูญแน่!..."
"งั้นเหรอครับ? ถ้าอย่างนั้นก็รีบลงไปจองที่ในนรกให้อาจารย์ของแกก่อนเลยเถอะครับ!"
"ฟึ่บ!..."
ผมยื่นมือขวาออกไปคว้าคอหอยของจ้าวหู่แล้วยกตัวมันลอยขึ้นเหนือพื้นด้วยมือเดียว ออกแรงบีบปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย ลมปราณหยางสีทองก็แล่นทะลวงเข้าสู่ลำคอของมันจนกระดูกคอหักสะบั้น "กร๊อบ!..." ดวงตาของจ้าวหู่เบิกกว้างทะลัก เลือดสดไหลรินออกจากมุมปากก่อนที่ร่างของมันจะอ่อนปวกเปียกหมดลมหายใจคาอุ้งมือผม
ผมสะบัดเหวี่ยงร่างไร้วิญญาณของมันทิ้งลงพื้นราวกับขยะเปียก จากนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวขึ้นมาเช็ดคราบฝุ่นที่ปลายนิ้วอย่างสุขุมเยือกเย็น
ถังลู่เหยา ถังหลิงเอ๋อร์ และจางเสวี่ยฉีที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์อยู่บนรถ พากันก้าวลงมาด้วยความตื่นตะลึงและเลื่อมใสบูชาขีดสุด
"นายท่านสุดยอดมากเลยค่ะ!... กำจัดศัตรูสามสิบคนได้ในพริบตาเดียว!" ถังหลิงเอ๋อร์วิ่งเข้ามากอดท่อนแขนของผมไว้แน่น อกอวบคัพ D นุ่มนิ่มของเธอเบียดบดเข้ากับแผ่นอกของผมอย่างไม่แคร์สายตาใคร ดวงตาหวานฉ่ำเป็นประกายระยิบระยับด้วยความหลงใหลคลั่งไคล้
"คุณเย่เฉินคะ... รีบเข้าไปช่วยคนข้างในเถอะค่ะ!" ถังลู่เหยาเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
ผมพยักหน้ารับเบาๆ ทว่าในวินาทีนั้นเอง อุณหภูมิรอบตัววิหารประมูลพลันพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจนอากาศรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยวกลายเป็นคลื่นความร้อนระอุ ผนังหินอ่อนและซากปรักหักพังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งก้อนถ่านในเตาหลอม!
"ตึงงง!..."
เสียงคลื่นลมปราณอันมหาศาลกระแทกประตูวิหารชั้นในจนระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับร่างของชายชราผมขาวโพลนในชุดคลุมเพลิงสีเลือดลอยตัวเหาะข้ามซากปรักหักพังออกมาอย่างช้าๆ ร่างกายของมันแผ่รังสีเพลิงทมิฬสีดำสนิทที่ส่งกลิ่นไหม้เกรียมคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
รอบกายของมันมีแผ่นยันต์สีดำทมิฬโบราณสามแผ่นลอยหมุนวนอยู่รอบตัว เปล่งประกายแสงสีแดงเพลิงดั่งดวงตาสัตว์ร้ายจากขุมนรก มันคือ 'ผู้อาวุโสสิงฟง' ปรมาจารย์สะกดวิญญาณแห่งสำนักอัคคีสวรรค์!
"ฮ่าๆๆๆ!... ไอ้หนูสารเลว! มึงกล้าสังหารศิษย์เอกของกูและทำลายแผนการของสำนักอัคคีสวรรค์งั้นเรอะ?!" ผู้อาวุโสสิงฟงแสยะยิ้มชั่วร้ายจนเห็นฟันดำ แววตาสีแดงก่ำจับจ้องมองผมและสองพี่น้องตระกูลถังด้วยความละโมบและอาฆาตมาดร้ายสูงสุด "ดีมาก!... คืนนี้กูจะใช้ยันต์อัคคีผลาญวิญญาณเผาร่างมึงให้แหลกเป็นผุยผง แล้วจับนังหนูตระกูลถังทั้งสองคนไปเป็นเตาหลอมบำบัดกามารมณ์เพื่อฝึกวิชามารเพลิงขั้นสูงสุดของกูเดี๋ยวนี้!"
ผู้อาวุโสสิงฟงยกมือขวาขึ้นชี้ฟ้า ยันต์อัคคีทมิฬทั้งสามแผ่นพลันเปล่งแสงเจิดจ้าลุกโชนไปด้วยเปลวไฟนรกสีดำทมิฬที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้ราบเป็นหน้ากลองในไม่กี่อึดใจนี้ทันควัน!...