ตอนที่9 เดินทาง
อ๋าว!
ยามฟ้าสางหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรยืนอยู่ด้วยกันคนผู้นี้คือบุรุษหนุ่มที่เป็องค์ชายแห่งอาณาจักรต้าเหว่ยนามของเขาคือเฟิงอี้
“รับไป”มือหนึ่งถือกระต่ายป่าสามเขาเอาไว้ในมือแล้วยื่นให้พยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ั์ที่ใหญ่กว่าช้างตัวเต็มไวเสียอีก
อ๋าว!
พยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ั์หรือเ้าแมวน้อยของเฟิงอี้มันก็รับไปอย่างว่าง่ายและกลืนกระต่ายป่าสามเขาไปในคำเดียว
แม้ว่ากระต่ายป่าสามเขาจักตัวเล็กจ้อยแต่ทว่าพลัง์และสารอาหารของมันที่อัดแน่นนั้นทำให้อิ่มเอมและฟื้นฟูพลังได้อย่างรวดเร็วดังนั้นเฟิงอี้มิต้องกังวลว่าเ้าแมวน้อยของเขาจักมิอิ่มเลย
ทั้งสัตว์อสูรมิจำเป็ต้องกินดื่มมากมายอันใดมากอยู่แล้วเพราะพวกมันก็เหมือนกับมนุษย์ยิ่งระดับพลังสูงขึ้นพวกมันก็ยิ่ง้าอาหารน้อยลงเพราะพวกมันสามารถดูดซึมพลัง์มาแทนที่สารอาหารและส่วนประกอบสำคัญต่างๆได้มากมาย
เฟิงอี้เองก็มิจำเป็ต้องกินอาหารมากเช่นกันเขาสามารถอยู่ได้โดยมิหิวโหยได้หลายสัปดาห์หรือเป็เดือนเพราะวิชาอัสนีะเื์ของเฟิงอี้นั้นอย่างที่รับรู้กันมันมีความสามารถน่าอัศจรรย์เพียงใดในด้านพลังชีวิตและการดูดซับพลัง์และขัดเกลากลั่นกรองมันจนบริสุทธิ์มากที่สุดเท่าที่จักกระทำได้
แม้ว่าเฟิงอี้จักต้องขับถ่ายพลัง์ทิ้งไปส่วนหนึ่งก็ตามทีในทุกครั้งที่ดูดซับแต่มันก็มินับเป็อันใดได้เลยในส่วนที่ขับถ่ายทิ้งไปนั้น
ฟุบ!
หลังจากที่ให้อาหารเ้าแมวน้อยแล้วเฟิงอี้ก็ะโขึ้นขี่หลังอันใหญ่โตของมันทันทีด้วยความง่ายดายราวกับบินขึ้นก็ไม่ปาน
เ้าแมวน้อยหรือพยัคฆ์ขาวอัสนีมันมีชื่อของมันแล้วในตอนนี้คือเสี่ยวฉุนเฟิงอี้ได้ตั้งชื่อให้มันง่ายๆเท่านั้นแต่ทว่าแค่นี้มันก็ดีใจมากแล้ว
“ตรงไป!”เฟิงอี้ได้ไปสำรวจมาคร่าวๆแล้วว่าห่างออกไป4-5กิโลมีทางลับออกจากพระราชวังได้ซึ่งความจริงแล้วหากจักให้กล่าวจริงๆก็คือเฟิงอี้ได้เป็คนสร้างมันขึ้นมาเองด้วยการทุบทำลายมันลง
ฟังไม่ผิดมันคือการทุบทำลายจริงๆเฟิงอี้ได้ไปทุบทำลายกำแพงพระราชวังในบริเวณที่มิมีคนอยู่หรือเพ่นพ่าน...
แน่นอนว่ามันมีค่ายกลป้องกันที่มีระดับค่อยข้างสูงกางเอาไว้แต่ทว่าสำหรับเฟิงอี้แล้วการจักแทรกแซงไม่ใช่เื่ยากเขาสามารถแทรกแซงมันได้อย่างไร้ร่อยรอยแม้แต่การแจ้งเตือนของค่ายกลก็มิมีให้เห็น
“เหอะ! ก็แค่ค่ายกลเด็กเล่นที่แม้แต่เด็กสามขวบก็สร้างขึ้นมาได้”เฟิงอี้ดูิ่ในทันทีเพราะค่ายกลนี้ตอนเฟิงอี้สามขวบนั้นเขาได้สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาได้ใช้ป้องกันคอกสัตว์อสูรที่เลี้ยงไว้ดูเล่นซึ่งมันยังดีกว่านี้ด้วยซ้ำไป
นับได้ว่าเฟิงอี้เป็อัจฉริยะระดับเทพเลยผู้หนึ่งในด้านค่ายกล
ฟุบๆ!
ร่างใหญ่โตของพยัคฆ์ขาวอัสนีช่างน่าอัศจรรย์แม้ว่ามันจักตัวใหญ่ยิ่งกว่าช้างตัวเต็มวัยเสียอีกแต่ทว่ามันกับวิ่งได้อย่างรวดเร็วและแทบจักไร้เสียงก้าวเท้า
ร่างของมันเร็วเสียจนหากคนธรรมดาหรือผู้ที่มีระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่2มาขี่อยู่บนหลังมันตอนนี้ทัศนวิสัยจักกลายเป็พร่าเลือนไป
แต่ทว่าสำหรับเฟิงอี้แล้วมันช่างแจ่มชัดยิ่งนักด้วยพลังลมปราณของกำเนิดเส้นชีพจรที่ลึกซึ้งและบริสุทธิ์ทั้งประสบการณ์อันลึกล้ำแล้วมันมินับเป็อันใดได้เลยความเร็วเพียงแค่นี้
“คาดว่าหนึ่งวันก็คงจักถึง”เฟิงอี้คาดเดาเพราะเส้นทางมิได้ราบรื่นถึงเพียงนั้นมันช่างคดเคี้ยวและรกรุงรังทั้งยังอาจจักมีสัตว์อสูรระดับสูงที่อาจจักโผล่ออกมาโดยมิได้คาดคิดก็เป็ไปได้
หากว่าถ้าให้เฟิงอี้ขี่เสี่ยวฉุนเดินทางไปด้วยทางที่เรียบง่ายราบรื่นและสะดวกสบายแล้วคงถึงได้ภายในมิกี่ชั่วโมง!
“หลายพันหลายหมื่นปีมาแล้วโลกดวงเล็กแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมิน้อยเลย”เฟิงอี้ส่ายหัวแม้จักเปลี่ยนแปลงไปมากแต่ทว่าเท่าที่เขาได้มองดูผู้คนในยุคสมัยนี้คร่าวๆแล้วช่างอ่อนแอกันเสียมากแถมมิได้พัฒนาวิทยาการอันใดเลยแม้แต่น้อยมีแต่ถอยหลังลง
สัตว์ปีศาจก็ดูเหมือนจักรุ่งเรืองกว่าเสียอีกจากความทรงจำของเ้าของร่างคนเก่าเขาก็พอได้รับรู้ความเป็ไปอยู่บ่างอย่างเช่นการต่อสู้ของเหล่ามนุษย์กับสัตว์ปีศาจซึ่งได้แบ่งพักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนโลกใบเล็กทั้งใบนี้มากกว่ากึ่งหนึ่งเป็เขตแดนของเหล่าสัตว์ปีศาจ
สัตว์ปีศาจนั้นพวกมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์อสูรเสียอีกพวกมันทุกตัวต่างมีสายเืของเหล่าเทพปีศาจที่ยิ่งใหญ่หลายๆตนซึ่งเผ่าที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของเผ่าสัตว์ปีศาจนั้นคือเผ่าัทมิฬ9หัว เผ่าสมิงอเวจี และ เผ่าเขาแดง
พวกเผ่าสัตว์ปีศาจอันดับต้นๆเหล่านี้นั้นมีพลังอันน่าหวาดหวั่นที่ทำให้มนุษย์หวาดผวาได้อย่างแท้จริงเมื่อได้ต่อสู้รบรากัน
ยังดีที่มนุษย์ยังมีพลังพันธมิตรที่เป็เหล่าสัตว์เทพซึ่งมีพลังสายเืสูงส่งพอๆกับสัตว์ปีศาจช่วยเหลือแต่ทว่าเหล่าสัตว์เทพนั้นมีน้อยยิ่งนักในโลกใบเล็กน้อยเห็นจักมีเพียงราวๆ ร้อยกว่าตัวเท่านั้นและพวกที่พลังสูงจริงๆเองก็มีอยู่ไม่กี่สิบตัวเท่านั้นเอง
เช่นพยัคฆ์ขาวอัสนีหรือเสี่ยวฉุนเองก็เป็เชื่อสายของสัตว์เทพแต่ใช่ว่าสัตว์เทพจักเป็มิตรกับมนุษย์ร้อยส่วนเพราะยังคงเกิดการต่อสู้กลืนกันเองอยู่ในหลายครั้งแต่ก็เป็ที่ยอมรับได้เพราะสัตว์เทพก็คือเหล่าสัตว์อสูรที่พัฒนาแล้วนั่นเอง
ปลาใหญ่กินปลาเล็กสำหรับโลกที่โหดร้ายนี้เป็เื่ธรรมดายิ่ง
แต่ทว่าสู้กันกลืนกินกันกับมนุษย์ก็ยังดีกว่าถูกกลืนกินโดยเหล่าสัตว์ปีศาจซึ่งมันโเี้ยิ่งกว่าพวกมันไร้เหตุผลยิ่งนักแทบจักล่าสังหารมนุษย์และสัตว์อสูรหรือสัตว์เทพเป็เื่ฆ่าเวลา
พวกมันมิได้สังหารเพื่อประโยชน์ใดๆหรือสังหารเพื่อกินดื่มเพิ่งพลังเท่านั้นแต่พวกสัตว์ปีศาจสังหารเป็การละเล่นทิ้งขว้างราวกับมนุษย์และสัตว์อสูรหรือสัตว์เทพเป็หนอนแมลงที่ไร้ค้าเสียอย่างนั้น
“แต่ว่าข้าอยากกินเนื้อสัตว์ปีศาจเสียจริงๆหึหึ”เฟิงอี้กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มเพราะว่าเฟิงอี้นั้นรู้คุณค่าของเนื้อสัตว์ปีศาจดีมันรสชาติยอดเยี่ยมและมีพลัง์ที่อัดแน่นยิ่งกว่าเหล่าสัตว์เทพเสียอีก!
“โดยเฉพาะเทพปีศาจมันยอดเยี่ยมมากเลยที่เดียวเ้าอยากลองหรือไม่เสี่ยวฉุน”เฟิงอี้ถามเสี่ยวฉุนด้วยรอยยิ้มและครุ่นคิดก่อนที่จักลูบหัวของเสี่ยวฉุนเบาๆ
อ๋าว!
เสี่ยวฉุนเหมือนจักตกตะลึงใน่แรกแต่ทว่ามันก็เผยแววตาคาดหวังออกมาในครู่ต่อมาแววตาของมันสว่างวาบ
เนื้อสัตว์ปีศาจงั้นหรือ? เ้านายจักให้ข้ากินมันจริงๆ? มันจักเป็เช่นไรกันนะจักรสชาติยอดเยี่ยมถึงเพียงใด? และเนื้อยังเป็ระดับเทพปีศาจ? คงอร่อยน่าดูแต่ว่าเทพปีศาจมันคือันใดกัน?
เสี่ยวฉุนมันก็ขานรับอย่างขอไปทีตามที่เ้านายมันกล่าวออกมาให้ฟังเพราะมันมิอาจเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดที่เ้านายเอ่ยขึ้นแต่ละอย่างอยู่ดี
ดังนั้นหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรก็พูดคุยเื่น่าตื่นตะลึงกันไปอย่างมิอายผู้ใดและหนึ่งตัวยังงุนงงในหลายเื่มันก็แค่ทำเสียงแอ๋วๆแบบใสซื่อไปเรื่อยๆเท่านั้น
จบ...โปรดติดตามตอนต่อไป...