ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 169 คำว่า ‘บิดา’ ก็ออกมา

            “นี่ก็ดึกมากแล้ว คุณหนูเยี่ยนควรรีบพักผ่อนจะดีกว่า”

            เยี่ยนรั่วเสวี่ยถูกเสียงของเขาดึงสติให้กลับมาสู่ความเป็นจริง “อ๋อ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ขณะพูดก็หันหลังจะกลับห้องแต่จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรได้จึงหันกลับมาอีกรอบ “ดึกเช่นนี้แล้วเจ้าคงยังไม่ได้ทานข้าวสินะ ให้ข้าต้มบะหมี่ให้เจ้าสักถ้วยดีหรือไม่?”

            ช่วงที่ผ่านมาเยี่ยนรั่วเสวี่ยได้เรียนรู้การทำอาหารเรียบง่ายทั่วไปและสามารถซักผ้าทำงานบ้านด้วยตนเองได้เรื่องที่ทำไม่เป็นในสมัยก่อนตอนนี้ก็ทำเป็นหมดแล้วแม้ว่าลุงเยี่ยนจะคอยขวางไม่ให้นางทำ แต่นางก็อยากค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละอย่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครอบครัวนางเข้าใจแล้วว่าตนเองไม่อาจพึ่งพาบิดามารดาไปได้ตลอดและจำเป็นต้องเติบโตด้วยตนเองได้แล้ว

            เดิมทีลั่วจิ่งเฉินคิดจะปฏิเสธแต่พอเห็นความวาดหวังจากแววตาของนาง จึงพยักหน้า “เช่นนั้นก็รบกวนคุณหนูเยี่ยนแล้ว”

            เมื่อเห็นเขาตอบรับเยี่ยนรั่วเสวี่ยก็ยิ้มแย้ม “ไม่รบกวนไม่รบกวนเลย!”

            เยี่ยนรั่วเสวี่ยเริ่มนวดแป้งในครัวขณะที่ลั่วจิ่งเฉินก็ช่วยนางก่อไฟและต้มน้ำอย่างคล่องแคล่ว ทำให้เยี่ยนรั่วเสวี่ยรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย

            “เจ้าก่อไฟเป็นด้วยหรือ ข้าคิดว่าบัณฑิตไม่ต้องทำสิ่งเหล่านี้เสียอีก”

            ลั่วจิ่งเฉินยิ้ม “แม้จะมีคำพูดว่าบัณฑิตควรอยู่ห่างจากครัวแต่อันที่จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปเรื่องอาหารเครื่องนุ่งห่มเป็นเรื่องสำคัญในการดำรงชีพหากกระทั่งเรื่องเหล่านี้ยังทำไม่เป็น เกิดวันหนึ่งมีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นคงแย่”

            “เรื่องนี้ ตอนแรกข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจรู้สึกว่าหากมีเวลาก็ควรทุ่มเทให้กับการเล่าเรียน ต่อมาก็ได้ท่านแม่คอยชี้แนะข้า”

            เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงชีเหนียงเยี่ยนรั่วเสวี่ยก็พยักหน้า “ท่านน้าลั่วมีสติปัญญาหลักแหลมนักมักจะทำให้คนรู้สึกว่าสิ่งที่นางพูดมีเหตุผล ครั้งนี้น้าลั่วเข้าวังไปไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด”

            มือของลั่วจิ่งเฉินที่กำลังเติมฟืนถึงกับชะงัก “ท่านแม่เข้าวังหรือ?”

            “ใช่แล้ว ท่านน้าลั่วกับท่านน้าของข้า พวกนางจัดงานประมูล ไปได้สองวันแล้วไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะกลับมาได้หรือไม่”

            จากนั้นเยี่ยนรั่วเสวี่ยก็บอกเล่าว่าเหตุใดจึงต้องจัดงานประมูลให้ลั่วจิ่งเฉินฟังเขาถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดหลายวันมานี้ที่โรงเตี้ยมจึงมีการพูดถึงเรื่องสูตรอะไรสักอย่างซึ่งครึกครื้นเป็นอย่างมากเพราะเขามัวแต่สนใจการจับตาดูคนกลุ่มนั้น จึงไม่ได้ใส่ใจนัก

            “ท่านแม่ทำถูกต้องแล้ว!”

            ลั่วจิ่งเฉินได้ฟังคร่าวๆก็สามารถคาดเดาแผนการของนางได้ ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าอย่างไรหากต้องมอบออกไปให้ใครสักคน ก็ต้องดูว่าให้ใครจึงจะก่อเกิดประโยชน์สูงสุดในเมื่อไม่สามารถมอบให้คนที่ใช้อำนาจข่มเหงตนเช่นนั้นก็ต้องใช้มันตักตวงผลประโยชน์ให้แก่ตนเองให้มากที่สุด

            “บะหมี่เสร็จแล้ว เจ้าลองชิมดู”

            ลั่วจิ่งเฉินรับบะหมี่มาเห็นว่ามีการโรยหน้าด้วยต้นหอม จากนั้นเขาจึงหยิบตะเกียบคีบขึ้นมาชิม รสชาติของมันช่างดีอย่างน่าประหลาด

            “รสชาติดี ยอดเยี่ยมมาก”

            เดิมทีคิดว่านางเป็นเพียงคุณหนูตระกูลขุนนางที่สิบนิ้วไม่เคยเปียกน้ำมาก่อนคิดไม่ถึงว่าในด้านการทำบะหมี่ นางกลับทำได้อร่อยเช่นนี้

            เมื่อเห็นเขาทานไปหลายคำเยี่ยนรั่วเสวี่ยก็รู้ว่าคำพูดของเขาไม่ได้พูดเพียงเพื่อให้นางดีใจเท่านั้นพอเห็นเขาดื่มน้ำแกงจนหมดชามก็ยิ่งรู้สึกว่าฝีมือการทำอาหารของตนเองนั้นได้รับการยอมรับ

            ลั่วจิ่งเฉินมองดูชามที่หมดเกลี้ยงพลันเกิดความเขินอายเล็กน้อย “พอได้กินถึงรู้ว่าหิวข้าจึงกินหมดเกลี้ยง”

            หลังจากทั้งสองแยกกันลั่วจิ่งเฉินก็กลับห้องของตน ถึงพบว่าห้องของอาซียังสว่างอยู่ เมื่อเขาเดินเข้าไปดูก็เห็นเงาคนอยู่ในห้อง

            “อาซี? อาซี?”

            ลั่วจิ่งเฉินเรียกอยู่สองครั้งแต่ไม่ได้ยินการตอบรับจากในห้อง “อาซีข้าจะเข้าไปแล้วนะ”

            เขาหยิบไม้ที่อยู่ด้านข้างไว้ในมือจากนั้นถีบประตูออกเต็มแรง ทำให้ลั่วจิ่งซีที่กำลังจะเตรียมเปิดประตูถึงกับสะดุ้งโหยง

            “พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้วหรือ? เหตุใดจึงโมโหหนักเช่นนี้ข้าเกือบถูกท่านถีบจนล้มแล้ว”

            เมื่อเห็นลั่วจิ่งซีปรากฏตัวอยู่ในบ้านก็อดคิดไม่ได้ว่าข่าวจากผู้กองหงอาจจะผิดพลาด

            เพียงแต่เมื่อเห็นรอยเลือดบนเสื้อของอาซีที่ยังไม่ทันได้เปลี่ยนเขาจึงรู้ว่าข่าวของนายกองหงนั้นไม่ผิด เพียงแต่อาซีหนีออกมาได้เองต่างหาก

            “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ทำไมถึงเป็นแบบนี้?”

            ลั่วจิ่งซีมองดูบาดแผลบนร่างกายตัวเองแวบหนึ่ง “ไม่เป็นไร แค่แผลเล็กน้อย ดีขึ้นมากแล้ว” ลั่วจิ่งซีกลัวถูกพี่ชายดุจึงรีบลากเขาเข้าห้อง “พี่ใหญ่ ท่านอย่าด่าข้านะครั้งนี้ข้าหาเฉียงจื่อพบแล้ว!”

            ดั่งที่คาดในห้องมีเฉียงจื่อนั่งอยู่ด้วย รอยเลือดบนตัวเฉียงจื่อมากกว่าลั่วจิ่งซีมากนัก

            แม้ว่าทั้งสองจะมีบาดแผลแต่ดูยังแข็งแรงดี

            “เจ้าเจอเขาที่ไหน? รีบเล่ามาให้ละเอียด”

            ลั่วจิ่งซีเห็นเขาสีหน้าเคร่งเครียดจึงรีบเล่าเรื่องที่ตนเองถูกจับให้เขาฟัง แน่นอนว่าได้ปกปิดเรื่องของสือซานเอาไว้

            “ในเมื่อคุ้มกันเข้มงวด ถึงพวกเจ้ามีกุญแจก็ไม่น่าจะหนีออกมาได้โดยไร้รอยขีดข่วนเช่นนี้”

            ลั่วจิ่งซีลูบศีรษะ “พี่ใหญ่ ท่านฉลาดเกินไปแล้ว”

            เนื่องจากลั่วจิ่งซีมีอำนาจในการเคลื่อนไหวอย่างอิสระอีกทั้งยังมียาสลบที่เคยได้มาจากท่านตาก่อนหน้านี้อีกเขาจึงทำให้ยามที่เฝ้าสลบได้อย่างราบรื่น จากนั้นก็เตรียมพาเฉียงจื่อหนีใครจะรู้ว่าพอออกจากห้องขัง กลับพบว่าด้านนอกเป็นเหว ไม่มีทางให้หนีด้วยซ้ำ

            ขณะที่พวกเขากำลังอับจนหนทางคนที่ถูกเรียกว่าชิงเหยาฮูหยินก็ปรากฏตัวที่ห้องขัง ทั้งสองคนจึงไม่สามารถออกไปได้ทั้งยังกลับไปไม่ได้ด้วย จึงได้แต่ซ่อนตัวอยู่ข้างๆ

            แต่ไม่นานนักก็เกิดเสียต่อสู้ขึ้นพวกเขาสองคนจึงหลบอยู่อย่างเงียบๆ

            “คุณชายรอง ดูเจ้าตัวนี้สิ ไฉนจึงวนเวียนอยู่รอบตัวท่านตลอด?” เริ่มแรกเฉียงจื่อยังไม่รู้สึกแปลกแต่ผีเสื้อตัวนี้กลับบินวนอยู่รอบตัวลั่วจิ่งซีตลอดตั้งแต่ตอนที่หนีออกจากห้องขังแล้ว ตอนนี้ยิ่งเกาะติดบนเสื้อของเขา

            ลั่วจิ่งซีไม่มีความรู้เรื่องนี้เมื่อเห็นของสิ่งนี้ก็ไม่ได้คิดว่าแปลก “ก็แค่ผีเสื้อหนึ่งตัวจะตกใจอะไรกันนักหนา”

            “ไม่ใช่สิ ที่แห่งนี้เคยมีผีเสื้อที่ไหนกัน ต้องมีปัญหาแน่”

            เฉียงจื่อยืนกรานว่าผิดปกติแต่ลั่วจิ่งซีคว้าผีเสื้อไว้ในฝ่ามือ ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่เห็นความผิดปกติ

            “ความระมัดระวังตัวยังไม่พอ!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับมีดสั้นปักเข้าที่ต้นไม้ด้านหลังพวกเขา ที่มีดสั้นนั้นมีงูหลามตัวหนึ่งเลื้อยพันอยู่ทั้งสองจึงรีบลุกขึ้น

            “ท่านลุงจ้าว!”

            ลั่วจิ่งซีคิดไม่ถึงว่าจะเจอท่านลุงจ้าวที่นี่ “ท่านลุงจ้าว ท่านมาช่วยข้าหรือ?”

            “เจ้ารู้จักอันตรายด้วยหรือ? คราวหน้ายังกล้าบุ่มบ่ามเช่นนี้อีกหรือไม่!”

            “มิกล้า มิกล้าแล้ว”

            การปรากฏตัวของจ้าวจือชิงทำให้ลั่วจิ่งซีโล่งใจมากดวงตาของเฉียงจื่อยังคงจับจ้องที่ผีเสื้อตัวนั้นอย่างไม่วางตา

            “ในเมื่อรู้สึกว่าผิดปกติ นำกลับไปตรวจสอบก็พอ” จ้าวจือชิงเก็บผีเสื้อไว้โดยไม่พูดจาจากนั้นก็ยื่นขวดผีเสื้อให้ลั่วจิ่งซี

            …...

            เมื่อลั่วจิ่งเฉินได้ฟังจนจบถึงรู้ว่าจ้าวจือชิงช่วยพวกเขาไว้นี่เอง

            “แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าเกิดเรื่องกับพวกเจ้า?” ตอนที่เขาไป จ้าวจือชิงยังไม่กลับมา เหตุใดพอเขากลับมาจ้าวจือชิงกลับทำอะไรได้มากมายเช่นนี้

            จ้าวจือชิงที่ก้าวเข้าห้องได้ยินคำพูดนั้นก็เอ่ยขึ้น “เจ้าเด็กนี่จับผิดบิดาอีกแล้วหรือ ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าจะจับตาดูบิดาทำไมทั้งวัน”

            จ้าวจือชิงอารมณ์ไม่ดีจนหลุดปากใช้คำว่า ‘บิดา’ [1] 

            -----

            [1] 老子 เหล่าจือ หรือบิดา ในที่นี้เป็นสรรพนามเรียกแทนตัวเอง ในเชิงไม่ค่อยสุภาพนอกจากนี้ยังแปลว่า ผู้เป็นพ่อ ได้เช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน