หลงเทียนหยูวิ่งฝ่าป่ามาได้ระยะหนึ่ง ความรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ แล่นขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ แต่เขาก็ไม่ได้หยุดพัก ขายังคงก้าวไปข้างหน้าเพื่อหาทางเข้าเมือง แสงสลัวรอดผ่านหมู่ไม้หนาตา ภาพผู้คนปรากฏขึ้นรำไร เขาเห็นเส้นทางเดินเท้าชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกำแพงเมืองสูงตระหง่านก็เผยโฉมเบื้องหน้า
หน้ากากดำและผ้าคลุมที่ใช้พรางกายถูกถอดเก็บอย่างรวดเร็ว ซ่อนไว้ในกระเป๋าสะพายหลังที่ยึดมาจากศพ เขาเหลือบมองกระเป๋าถือใบใหญ่อีกใบที่เต็มไปด้วยอาวุธ ชุดเกราะ ยา และที่สำคัญที่สุดคือ ก้อนหินการ์เดี้ยน หลากหลายสีสัน รวมถึงของมีค่าอื่นๆ ที่ได้มาจากการต่อสู้ "หวังว่าของพวกนี้จะทำเงินได้ไม่น้อย" เขาพึมพำกับตัวเอง
เมื่อมาถึงทางเข้าเมือง ภาพที่ปรากฏทำให้หลงเทียนหยูชะงัก ผู้คนมากมายกำลังช่วยกันเข็นรถขนาดมหึมา ที่บรรทุกสัตว์ขนาดใหญ่คล้ายหมีสีดำสนิท ตัวสูงราว 3 เมตร ที่สะดุดตาที่สุดคือปีกสีดำขนาดใหญ่คู่หนึ่งที่งอกออกมาจากแผ่นหลังของมัน มันนอนคว่ำนิ่งสนิทบนรถเข็น ดูเหมือนจะสิ้นใจแล้ว "นี่คงเป็การ์เดี้ยนประเภทสัตว์สินะ" เขาคิดพลางขมวดคิ้ว "ไม่รู้ว่าจะได้หินการ์เดี้ยนสีอะไร...ขาว หรือเหลืองกันนะ?"
หลงเทียนหยูเพ่งสายตามองหาใครสักคนที่จะสอบถามข้อมูลก่อนเข้าเมือง เขาเห็นชายคนหนึ่งท่าทางน่าเชื่อถือ อายุราวสามสิบต้นๆ ยืนอยู่เพียงลำพัง การแต่งกายดูสะอาดสะอ้าน เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา
“น้องชาย... ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?” หลงเทียนหยูเอ่ยปาก น้ำเสียงราบเรียบ
ชายวัยสามสิบหันมามองคนเรียกอย่างประหลาดใจ คนที่ทักเขานั้นดูอ่อนเยาว์มากนัก อายุคงไม่เกินสิบเจ็ดสิบแปบปีด้วยซ้ำ ทำไมถึงเรียกเขาว่า 'น้องชาย' ได้?
ก่อนที่ชายคนนั้นจะเอ่ยอะไร หลงเทียนหยูหยิบเหรียญเงินจำนวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า มันวาววับในแสงสลัว “ถ้านายตอบคำถามของฉันได้ เงินพวกนี้ก็จะเป็ของนาย”
ดวงตาของชายวัยสามสิบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขารีบพยักหน้ารัวๆ “เป็น้องชายก็น้องชายเถอะ ขอแค่ได้เงินพวกนั้นก็พอแล้ว” เขาคิดในใจ
“พี่ชายมีอะไรสงสัยตรงไหน? ถ้าน้องชายคนนี้ตอบได้ก็จะตอบให้แน่นอน!” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ไอ้สัตว์คล้ายหมีตัวนั้นคืออะไร? แล้วระดับของมันคืออะไร?” หลงเทียนหยูถามพลางชี้ไปที่ซากหมีปีกดำ
“อ๋อ เื่นั้นเอง!" ชายวัยสามสิบยิ้มกว้างพลางยกมือขึ้นลูบคลำ "หมีตัวนั้นคือ หมีค้างคาวดำ ครับ เป็การ์เดี้ยนระดับ หินเหลือง! พี่ชายยังมีอะไรสงสัยอีกไหม?”
“ฉันมาจากถิ่นฐานห่างไกล ไม่เคยเข้าเมืองใหญ่แบบนี้" หลงเทียนหยูโกหกหน้าตาย "ถ้าจะเข้าเมืองตรงนี้ต้องทำยังไงบ้าง? แล้วการปกครองข้างในเป็ยังไง? แบ่งหน้าที่กันแบบไหน?”
“พี่ชายมาถามถูกคนแล้ว!" ชายวัยสามสิบตบอกตัวเองอย่างภาคภูมิใจ "ข้อมูลแบบนี้ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าน้องชายคนนี้แล้ว!”
“ถ้าพี่ชายไม่เคยเข้าเมืองมาก่อน ตรงหน้ากำแพงเมืองจะมีจุดทำประวัติและลงทะเบียนรับรองตัวตนเพื่อที่จะผ่านเข้าเมืองไปได้ โดยต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก 10,000 เกท และจะอยู่ในเมืองได้ 100 วัน เมื่อใกล้หมดก็สามารถลงทะเบียนต่ออายุได้ในเมืองครับ”
“ส่วนการปกครองภายในเมือง... ผู้มีอำนาจสูงสุดคือ ผู้นำเขต ครับ รองลงมาก็คือ หัวหน้าผู้คุมกฎหมาย ถัดมาคือ หัวหน้าสมาคมทานอส แล้วก็ เหล่าผู้ถูกเลือกระดับหนึ่ง และสุดท้ายคือ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ คนเหล่านี้คือผู้มีอำนาจในเมือง พี่ชายเข้าไปแล้วพยายามอย่าไปมีปัญหากับพวกเขาเด็ดขาดเลยนะครับ!”
หลงเทียนหยูเอามือลูบคาง สีหน้าครุ่นคิด ต้องลงทะเบียนก่อนสินะ ค่าลงทะเบียน 10,000 เกทไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย จากการรวบรวมเงินจากศพที่เขาฆ่าไปทั้งหมด ตอนนี้เขามีเงินติดตัวถึง 24 ล้านเกท
ส่วนตำแหน่งผู้มีอำนาจในเมือง ก็ไม่ได้ต่างจากที่เขาคาดไว้มากนัก มีเพียง "หน่วยพิทักษ์" เท่านั้นที่เขายังไม่เข้าใจ
“แล้วหน่วยพิทักษ์คืออะไร? มีหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรบ้าง?”
ชายวัยสามสิบยิ้มตอบกลับมา น้ำเสียงแฝงไปด้วยความชื่นชมระคนนับถือ “หน่วยพิทักษ์คือหน่วยที่รับผิดชอบคนธรรมดาที่ออกไปสู้กับพวกการ์เดี้ยนครับ จะมีการลงทะเบียนเป็ผู้พิทักษ์ และรับภารกิจที่ทางหน่วยให้ได้ โดยคนในหน่วยก็มีระดับในการเลื่อนขั้นแบบเดียวกับผู้ถูกเลือก
แต่ของผู้พิทักษ์จะมี เจ็ดขั้น โดยเริ่มสมัครจะเริ่มที่ขั้นเจ็ด เมื่อรับภารกิจแต่ละภารกิจจะมีคะแนนให้ตามความยากง่ายของภารกิจ เมื่อทำภารกิจสำเร็จก็จะได้แต้มมาสะสมลงในบัตรผู้พิทักษ์ที่ทำไว้ตอนสมัคร เมื่อมีแต้มถึงที่กำหนดก็จะเลื่อนขั้นได้ สูงสุดก็คือ ผู้พิทักษ์ระดับหนึ่ง ครับ”
หลงเทียนหยูครุ่นคิด... มนุษย์ที่มีพลังพิเศษและมนุษย์ธรรมดาถูกแยกหน่วยงานกัน วิธีการเลื่อนระดับก็ต่างกัน 'ผู้ถูกเลือก' แค่เก็บหินการ์เดี้ยนตามที่กำหนดก็ได้เลื่อนขั้น แต่ 'ผู้พิทักษ์' ต้องเก็บแต้มสะสมจากภารกิจต่างๆ ดูแล้วผู้ถูกเลือกมีอำนาจและความสำคัญมากกว่ามาก ดูได้จากหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ยังคงมีอำนาจเป็รอง 'ผู้ถูกเลือกระดับหนึ่ง' ด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่าอย่างไร คนที่อยู่ต่ำที่สุดในห่วงโซ่นี้ก็คือประชาชนคนธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน เขาคิดแวบขึ้นมาถึงภาพรวมของโลกนี้ว่ามันปกครองกันยังไงกันนะในตอนนี้
“แล้วโลกตอนนี้มีเมืองใหญ่ขนาดนี้กี่เมือง? แล้วปกครองกันยังไง?”
ชายวัยสามสิบถอนหายใจยาว “พี่ชาย... โลกของเราตอนนี้เหลือเมืองขนาดใหญ่แบบนี้แค่ 13 เมือง แล้วครับ เรียกกันว่า สิบสามเขตปกครอง แต่ละเมืองก็มีผู้นำเขตเป็ผู้มีอำนาจเต็มในการสั่งการ ทำอะไรก็ได้ในเขตปกครองของตัวเอง ผู้นำเขตอื่นก็ไม่สามารถยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขตอื่นที่ตนไม่ได้ดูแลได้ โดยเมืองนี้คือ เขตปกครองที่ 11 เย่โม ครับ”
“เฮ้อ... โลกของเราเมื่อสามสิบปีก่อนมันไม่เป็แบบนี้หรอกครับ มีเมืองมีประเทศมากมาย การเดินทางด้วยเครื่องบินก็เป็เื่ปกติ แต่ตอนนี้เหรอครับ อย่าได้คิดว่าจะขึ้นบินได้เลย พวกการ์เดี้ยนที่บินได้มีเยอะแยะที่พร้อมจะจู่โจมสิ่งที่บินได้ จะไปต่างเมืองแต่ละทีก็ต้องอาศัยการเดินทางทางพื้นดินเท่านั้น ถึงจะไม่ได้ปลอดภัยอะไรมากนัก แต่ก็ดีกว่าขึ้นเครื่องบินเดินทางไปแน่นอนสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้”
“นับั้แ่พวกการ์เดี้ยนจำนวนมากที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาโจมตีมนุษย์เมื่อสามสิบปีก่อน ผู้คนก็ล้มตายลงไปมาก คนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นก็ต้องจับมือร่วมกันเพื่อต่อต้าน กว่าจะมามีเขตปกครองเมืองที่มีกำแพงสูงล้อมรอบได้แบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าต้องมีมนุษย์มากแค่ไหนที่ต้องเสียสละชีวิตจนมาเป็อย่างในปัจจุบันนี้ได้...”
หลงเทียนหยูััได้ถึงแววตาและน้ำเสียงที่เศร้าสลดของชายคนนี้ขณะที่เขาเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต
“โอ๊ะ! โทษทีนะพี่ชาย พอพูดถึงเหตุการณ์นี้แล้วก็อดนึกถึงอดีตขึ้นมาไม่ได้ ตอนที่เกิดเหตุการณ์นั้น ฉันเพิ่งจะอายุได้ประมาณแปดขวบเท่านั้นเอง เฮ้อ... ที่ฉันเองรอดมาได้จนถึงตอนนี้ก็ต้องนับว่าปาฏิหาริย์ช่วยไว้มากจริงๆ” ชายคนนั้นกล่าวพลางยิ้มเจื่อน ๆ