เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    หอคัมภีร์


    เนตรมารสะท้านฟ้า ภาค 2


    (恶魔的眼睛) - The Eye of Devil


    ตอนที่ 70


    หอคัมภีร์


     


                    สามวันต่อมาหลังจากเสร็จสิ้นการประลองจัดลำดับ ซือไฉประมุขสำนักมังกรฟ้าเรียกประชุมรองประมุขรวมถึงเหล่าผู้อาวุโสของสำนักทั้ง 12 คน และแน่นอนว่าการประชุมครั้งนี้มีผลให้จิวอิงถูกถอดออกจากตำแหน่งรองประมุขตามพันธะสัญญา แม้ตำแหน่งรองประมุขจะว่างลง แต่อิทธิพลรวมถึงพลังฝีมืออันสูงส่งของจิวอิงทำให้ไม่มีผู้อาวุโสคนใดกล้าเสนอตัว ทำให้ซืไฉจำต้องปล่อยให้ตำแหน่งรองประมุขของสำนักมังกรฟ้าว่างลง และเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ประมุขซือไฉจึงต้องสรุปว่าระหว่างนี้จะมีรองประมุขแค่โจวอู่เว่ยเพียงคนเดียวไปก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยทำการคัดเลือกลงคะแนนใหม่หลังจากเสร็จสิ้นจากการประลองเก้ามังกรแล้ว โดยในการคัดเลือกในครั้งต่อไปให้ถือว่าข้อตกลงที่ทำให้จิวอิงหลุดจากตำแหน่งสิ้นสุดไปแล้ว ทำให้การคัดเลือกรองประมุขครั้งหน้าจิวอิงจึงสามารถลงสมัครได้อีกครั้ง แม้ข้อเสนอนี้จะไม่ถูกใจผู้คนที่ยืนอยู่ฝั่งรองประมุขโจวอู่เว่ยแต่ก็หาได้มีการคัดค้าน


     


                    ด้านขั้วอำนาจภายในตระกูลจื่อทั้งสองหลังการประลองจัดลำดับเสร็จสิ้นลง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็เด่นชัดกว่าเก่า บวกกับผู้นำคนปัจจุบันจื่อเทียนเฉิงสุขภาพทรุดโทรมจนมีสภาพเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ทำให้การวัดขุมกำลังทั้งสองยิ่งมายิ่งเด่นชัด


    แต่หากวัดกันตามจริงขุมกำลังของจื่อเจียงและจื่อเลี่ยงจินผู้เป็นบิดา มีการลงทุนในธุรกิจหลากหลายทั้งบนดินใต้ดินล้วนลึกลับยากคาดเดา ส่วนขุมกำลังของฝั่งจื่อเจิ้งและจื่อฮุยมีเพียงธุรกิจคุ้มกันสินค้า และเหมืองแร่หินปราณหยาบ (หินปราณหยาบใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุปกรณ์วิเศษต่าง ๆ รวมถึงใช้ในขั้นตอนการผลิตสิ่งของวิเศษ)  แม้ธุรกิจเหมืองแร่จะเป็นสัมปทานผูกขาดเฉพาะไม่กี่ตระกูลซึ่งทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่หลังจากที่ผู้นำตระกูลหลี่ หลี่มี่อิงเลือกข้างชัดเจนก็ทำให้สัมปทานที่หลี่มี่อิงถือตกเป็นของจื่อเจียงและแน่นอนว่าจื่อเจียงจึงได้ประกาศสงครามราคาในทันที ทำให้ราคาของหินปราณหยาบในตลาดเกิดความปั่นป่วน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อฝั่งของจื่อเจิ้ง


                     


     


                    แม้ขุมกำลังทั้งด้านจำนวนคนและความมั่งคั่งจื่อเจียงจะได้เปรียบจื่อฮุยอย่างชัดเจน แต่ในโลกของผู้ฝึกตนหาได้วัดกันที่จำนวนเพียงอย่างเดียว เพราะหากมีบุคคลอันโดดเด่นเพิ่มขึ้นนั้นกลับสำคัญเสียกว่า ดังนั้นการผุดเด่นขึ้นของเสวี่ยหมิงจึงทำให้จื่อเจียงที่ดูเหมือนจะได้เปรียบตลอดมาต้องเป็นกังวล เป็นผลให้จื่อเจิ้งเกิดความหวังขึ้นมา และได้ถ่ายทอดบอกกับจื่อฮุยว่าให้สนับสนุนเสวี่ยหมิงให้เต็มที่หากเสวี่ยหมิงขาดตกบกพร่องสิ่งใดให้รีบนำความมาแจ้งผู้เป็นบิดาในทันที...แม้ในใจจื่อฮุยอยากจะกล่าวออกมาดัง ๆ ว่าแม้แต่ตอนนี้ตัวมันเองยังต้องอาศัยโอสถที่เสวี่ยหมิงมอบให้อยู่เลย หรือหากเอ่ยถึงเรื่องของเงินทองตัวตนของเซียนโอสถอี้เฟยก็สามารถหาเงินทองมากมาย


    .


    .


                    หนึ่งสัปดาห์หลังจากเสร็จสิ้นการประลองจัดลำดับ เสวี่ยหมิงซึ่งกลับไปสะสางเรื่องราวในหมู่บ้านวิหคทอง ก็เดินทางกลับมายังเมืองหยกม่วงอีกครั้ง แต่บนรถม้าขากลับหาได้มีเงาของมู่จินหลันเฉกเช่นขาไป การเดินทางกลับมายังเมืองหยกม่วงครานี้ล้วนแตกต่างกว่าแต่ก่อน เพราะบัดนี้เสวี่ยหมิงได้กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้คนสองฟากถนนที่เห็นรถม้าไร้ม่านกั้นต่างชี้นิ้วไปยังเด็กหนุ่มหล่อเหลาที่นั่งอยู่ภายในตู้โดยสารพลางพูดคุยถึงการประลองของเสวี่ยหมิงเมื่อ 7 วันก่อนอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน


     


                    ล้อรถม้าวิเศษบดเบียดพื้นถนนหนักหนามาตลอดทางไกล ยามเมื่อมันชะลอตัวลงก็ส่งเสียง...เอี๊ยดอ๊าดดังระคายหูอยู่ครู่หนึ่งรถม้าวิเศษจึงหยุดสนิทลงที่หน้าประตูบ้านของโจวอู่เว่ยพอดี


     


                    ทันทีที่เสวี่ยหมิงเปิดประตูเข้าไปยังห้องโถงก็พบว่าโจวอู่เว่ยนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เพราะวันนี้โจวอู่เว่ยนัดหมายเสวี่ยหมิงว่าจะพาลูกศิษย์คนสำคัญไปยังหอคัมภีร์ของสำนักมังกรฟ้าด้วยตนเอง พร้อมอธิบายความเรื่องแต้มคุณูปการให้เสวี่ยหมิงฟัง ซึ่งตอนนี้เสวี่ยหมิงมีแต้มคุณูปการจากการเข้าเป็นศิษย์นอกของสำนัก 20 แต้ม การเข้าเป็นศิษย์ในของสำนักอีก 100 แต้ม ชนะการประลองจัดลำดับ 2 รอบอีกรอบละ 5 แต้ม รวมเป็น 10 แต้ม และแต้มส่วนที่โจวอู่เว่ยมอบให้จากการเจรจากับประมุขซือไฉอีก 500 แต้มทำให้ตอนนี้เสวี่ยหมิงมีแต้มคุณูปการรวมกัน 630 แต้มด้วยกัน หลังจากอธิบายเรื่องแต้มต่าง ๆ แล้วโจวอู่เว่ยก็บอกกับเสวี่ยหมิงว่าให้เลือกทักษะวิชาตามที่ตัวเขาต้องการโดยโจวอู่เว่ยไม่ได้มีข้อแนะนำพิเศษใด ๆ เพราะเชื่อว่าจินตนาการของเสวี่ยหมิงนั้นสูงส่งกว่าตัวเอง การตีกรอบความคิดให้เสวี่ยหมิงอาจจะเป็นการจำกัดศักยภาพที่แท้จริงของเสวี่ยหมิงเสียมากกว่า แม้จะไม่ได้เอ่ยเจาะจงแต่โจวอู่เว่ยยังไม่ลืมกระตุ้นเตือนเรื่องราวการเลือกเคล็ดวิชาลมปราณ ว่าเสวี่ยหมิงควรจะเรียนรู้เคล็ดวิชาลมปราณที่ช่วยก่อเส้นชีพจรลมปราณธาตุไฟ เพื่อก่อเส้นชีพจรลมปราณธาตุในการทะลวงผ่านขั้นผสานชีพจรไปยังระดับลมปราณแรกธรรมชาติในอนาคต ซึ่งเคล็ดวิชาที่ว่าล้วนไม่มีอยู่ในหอคัมภีร์ของสำนักมังกรฟ้า


    .


    .


                    เมื่อผู้อาวุโสที่ดูแลหอคัมภีร์ของสำนักเห็นโจวอู่เว่ยพาเสวี่ยหมิงมาด้วยตัวเอง มันก็ลุกเดินออกมายื่นคำนับให้ ก่อนที่โจวอู่เว่ยจะคำนับตอบ ตามกฎของสำนักนั้นศิษย์ในสามารถเข้าไปเลือกคัมภีร์ได้ครั้งละสองชั่วก้านธูป แต่เพราะโจวอู่เว่ยมาด้วยผู้อาวุโสที่ดูแลหอคัมภีร์จึงได้แต่หลับตาข้างหนึ่งทำให้กฎเรื่องเวลาในการเลือกคัมภีร์ไม่มีผลกับเสวี่ยหมิง


     


                    หอคัมภีร์เป็นห้องกว้างทรงกลมสองชั้น ที่ชั้นล่างกว้างขวางกว่าชั้นบน มีตำรามากมายจัดเก็บอยู่ในชั้นโดยรอบแต่ตำราส่วนใหญ่ในชั้นล่างล้วนเป็นทักษะสามัญทั่วไป และทักษะยุทธ์ชั้นดี แต่ไม่มีทักษะลมปราณหรือเคล็ดวิชาระดับชั้นมนุษย์ปะปนอยู่ทำให้เสวี่ยหมิงเสียเวลาเดินวนอยู่เพียงแค่รอบเดียวก็ละความสนใจจากตำรามากมายในชั้นล่าง และก้าวขึ้นไปยังหอคัมภีร์ในชั้นที่สองทันที


     


                    ชั้นที่สองของหอคัมภีร์มีขนาดที่เล็กกว่าในชั้นล่างมาก รวมถึงตำราต่าง ๆ ก็น้อยกว่าชั้นแรกหลายเท่า แม้จำนวนจะน้อยนกว่าแต่แต้มคุณูปการที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนนั้นสูงกว่าตำราในชั้นล่างเป็นอย่างมาก ซึ่งจากการสรุปโดยคร่าวนั้น ตำราทั่วไปที่ชั้นหนึ่งจะใช้แต้มแลกเปลี่ยนที่ 10 แต้ม แต่หากเป็นตำราชั้นเยี่ยมจะใช้ 20 แต้ม ส่วนเคล็ดฝึกฝนลมปราณจะใช้แต้ม 50 แต้ม ส่วนหอคัมภีร์ชั้นที่สองแม้มีตำราไม่มากแต่ล้วนน่าสนใจ โดยทักษะยุทธ์ลมปราณระดับมนุษย์ขั้นต่ำจะใช้แต้มคุณูปการ 100 แต้ม ส่วนทักษะยุทธ์ลมปราณระดับมนุษย์ขั้นกลางใช้แต้มคุณูปการสูงถึง 300 แต้ม ส่วนเคล็ดวิชาฝึกฝนลมปราณในหอคัมภีร์มีสูงสุดเพียงแค่ระดับมนุษย์ขั้นต่ำเท่านั้น แม้จะเป็นระดับมนุษย์ขั้นต่ำแต่ก็ใช้แต้มแลกสูงถึง 200 แต้ม แม้ว่าเสวี่ยหมิงจะไม่ได้สนใจจะแลกเปลี่ยน แต่ก็อยากที่จะรู้ข้อมูลเบื้องต้นของเคล็ดวิชาฝึกฝนลมปราณทั้ง 3 โดยเคล็ดวิชาแรกนามเคล็ดวิชาลมปราณมังกรเป็นเคล็ดวิชาหลักที่สำนักมังกรเทวะมอบให้กับทุกสำนักย่อย ส่วนเคล็ดวิชาที่สองมีชื่อว่าเคล็ดวิชาลมปราณอัสนีบาต แม้ชื่อว่าอัสนีบาตแต่มิได้บ่งบอกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับธาตุ โดยเคล็ดวิชาลมปราณทั้งสองเพียงบ่งบอกว่าสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซับลมปราณได้ดีกว่าเคล็ดวิชาลมปราณทั่วไปเกินกว่า 2 เท่า และมิได้เอ่ยถึงความสามารถอื่น ๆ ผิดกลับเคล็ดวิชาสุดท้ายนามเคล็ดวิชาลมปราณภูติผี ซึ่งระบุชัดว่าช่วยกระตุ้นพลังธาตุหยินของผู้ฝึก แถมยังเพิ่มความต้านทานพิษร้าย แต่เมื่อมิได้สนใจจะเลือกใช้ เสวี่ยหมิงก็อ่านข้อมูลที่ระบุไว้ผ่าน ๆ เพียงเที่ยวเดียว ก่อนจะเดินลึกเข้าไปยังชั้นของทักษะยุทธ์ลมปราณซึ่งอยู่ถัดไป



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน