ภายในห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
ผู้อำนวยการนิ่งอึ้งไปนานกว่าจะดึงสติกลับมาได
ในเมื่อหัวหน้าทีมลาดตระเวนทั้งสามคนยืนยันว่าเห็นกับตา ย่อมหมายความว่าสิ่งที่ซูหยางแสดงออกมาคือ ขั้นพลังแปรเปลี่ยนของจริง
ระดับจิติญญายุทธ์ขั้นแปดระดับเริ่มต้น แต่กลับบรรลุขั้นพลังแปรเปลี่ยน...
ในแง่หนึ่ง มันก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้เสียทีเดียว
เพราะพลังแปรเปลี่ยนไม่ใช่ค่าพลังโจมตีที่วัดด้วยตัวเลข แต่มันคือระดับความเข้าใจในหลักการของวรยุทธ์
หากผู้ใดมีพร์ในการหยั่งรู้วรยุทธ์สูงล้ำ ย่อมมีโอกาสบรรลุขั้นพลังแปรเปลี่ยนได้ล่วงหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซูหยางฝึกฝนเคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัด ซึ่งเป็วิชาสายป้องกันเป็หลัก ย่อมส่งผลให้บรรลุความเข้าใจในเื่การสลายแรงได้ง่ายกว่าวิชาสายอื่น
"ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ!" ผู้อำนวยการสำนักอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "อายุยังไม่ถึงสามสิบก็บรรลุขั้นพลังแปรเปลี่ยนได้แล้ว พร์ช่างเลิศเลอหาตัวจับยาก มีพร์ระดับนี้ ทำไมถึงไปเลือกเป็ครูสอนหนังสือกันนะ!?"
"แถมต่อให้จะอยากเป็ครู อย่างน้อยก็ควรไปอยู่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งสิ!" ผู้อำนวยการขมวดคิ้ว "มัธยมแห่งที่สามนั่นสวัสดิการก็แย่ แถมทรัพยากรในการฝึกฝนก็แทบไม่มี ทำไมถึงคิดสั้นไปเป็ครูที่นั่นได้ล่ะเนี่ย!?"
อย่าว่าแต่ผู้อำนวยการสงสัยเลย แม้แต่หัวหน้าทีมทั้งสามคนเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้
คนที่มีพร์ระดับสัตว์ประหลาดขนาดนี้ กลับเลือกไปเป็ครูธรรมดา ๆ ในมัธยมแห่งที่สาม
ด้วยเหตุนี้ ระหว่างทางกลับสำนัก พวกเขาจึงแวะไปที่สมาคมวรยุทธ์เพื่อขอดูประวัติของซูหยางโดยเฉพาะ
ทว่าพอได้เห็นข้อมูลแล้ว ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่
ั้แ่วัยประถมจนถึงปัจจุบัน ผลงานทางด้านวรยุทธ์ของซูหยางเรียกได้ว่าธรรมดาจนถึงขั้นจืดชืด หรือถ้าพูดตรง ๆ คือแย่กว่าเด็กในรุ่นเดียวกันเสียด้วยซ้ำ
เขาเริ่มเข้าสู่เส้นทางวรยุทธ์ั้แ่วัยประถม จนกระทั่งจบมัธยมปลาย ใช้เวลาถึงสิบแปดปีเต็มในการฝึกจนถึงแค่ระดับนักรบขั้นเก้าขั้นสูง และเพิ่งจะมาแตะระดับขั้นสุดยอดได้เอาตอนอยู่มหาวิทยาลัย
ตามหลักการแล้ว คนที่มีความเข้าใจลึกซึ้งถึงขั้นบรรลุพลังแปรเปลี่ยนได้ พลังฝีมือไม่น่าจะพัฒนาช้าเต่าคลานขนาดนี้
เมื่อหัวหน้าทีมทั้งสามนำความสงสัยนี้ไปถามผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
"เข้าใจแล้ว"
"ไอ้หนุ่มคนนี้ช่างมีความมุ่งมั่นที่น่านับถือ!"
ทั้งสามคนฟังแล้วยังงงเป็ไก่ตาแตก
"ท่านผู้อำนวยการครับ หมายความว่ายังไง?"
"พวกเราคิดซับซ้อนกันไปเอง" ผู้อำนวยการถอนหายใจด้วยความทึ่ง "ชายหนุ่มคนนี้ใช้เวลากว่ายี่สิบปีทุ่มเทให้กับการวิจัยเื่พลังแปรเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว จนละเลยการฝึกฝนระดับพลังของตัวเองยังไงล่ะ!"
"นี่คือเส้นทางที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีใครกล้าเลือกเดินเด็ดขาด!"
คำพูดนี้ทำเอาหัวหน้าทีมทั้งสามถึงกับตาสว่าง ความเคารพที่มีต่อซูหยางพุ่งสูงขึ้นทันที!
นี่มัน... ยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว!
กล้าสละเวลายี่สิบปีเพื่อศึกษาวิจัยพลังแปรเปลี่ยน มันคือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะเห็นฝั่งเมื่อไหร่ ตลอดเวลายี่สิบปีเขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจที่คนปกติจินตนาการไม่ถึง และต้องอดทนต่อคำเย้ยหยันถากถางจากคนรอบข้างมาเท่าไหร่กัน
ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า และความกล้าหาญอันมหาศาล!
กระบี่จะคมได้ต้องหมั่นลับ ดอกเหมยจะหอมได้ต้องผ่านความเหน็บหนาว!
แม้ตอนนี้ซูหยางจะบรรลุขั้นพลังแปรเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่เขาก็ยังคงเก็บงำความโดดเด่นเอาไว้ เขาปฏิเสธคำเชิญจากหน่วยลาดตระเวนอย่างไม่ไยดี เพียงเพื่อจะกลับไปสถิตอยู่ที่มัธยมแห่งที่สาม เพื่อทำหน้าที่ครูผู้สร้างคนต่อไป
"นี่สิถึงจะเป็จิติญญาของผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง ไม่ยินดีกับลาภยศ ไม่ยินดียินร้ายกับโชคชะตา!"
"ไม่แสวงหาชื่อเสียงหรือเงินทอง มุ่งมั่นเพียงการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของชาติ!" ผู้อำนวยการสำนักกล่าวด้วยความศรัทธา "มีเพียงจิตใจที่นิ่งสงบเช่นนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถบรรลุขั้นพลังแปรเปลี่ยนได้สำเร็จ!"
......
ทางด้านซูหยางที่เพิ่งยื่นเอกสารกับฝ่ายธุรการเสร็จก็กำลังอารมณ์ดีสุด ๆ
เงินเดือนขึ้นตั้งห้าร้อยหยวน ถ้าอดทนทำต่อไปอีกสักสองสามปีจนได้เลื่อนขั้นเป็ครูาุโ รับรองว่ารายได้ต่อเดือนต้องเกินหมื่นแน่นอน!
ทว่าไม่นานเขาก็รีบสงบจิตสงบใจลง
เราเป็ถึงคนที่จะกลายเป็เทพยุทธ์ในอนาคต จะมาตื่นเต้นกับเงินห้าร้อยหยวนจนเสียอาการไม่ได้ ต้องสุขุมและเยือกเย็นเข้าไว้
แต่พอซูหยางกลับมาถึงห้องเรียน เขาก็พบว่าหลังจากจบการฝึกยามเช้าในวันนี้ เหล่าศิษย์ทรยศห้อง 5 มองเขาด้วยสายตาที่ลดความรุนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
ร้อยทั้งร้อยคงเป็เพราะหลี่อีิไปเล่าเื่วีรกรรมเมื่อวานให้ฟัง จนทำให้เ้าเด็กพวกนี้เริ่มรู้สึกดีกับเขาขึ้นมาบ้าง
"วันนี้ครูมีเื่จะประกาศหน่อยนะ" ซูหยางคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เื่ที่ครูใช้พลังแปรเปลี่ยนได้ ทุกคนพยายามอย่าไปป่าวประกาศข้างนอกล่ะ"
ซูหยางก็ี้เีแสร้งทำเป็ไม่รู้แล้ว ในเมื่อตอนนี้ทุกคนในห้อง 5 ปักใจเชื่อว่าเขาบรรลุขั้นพลังแปรเปลี่ยนไปแล้ว เขาก็ถือโอกาสใช้เื่นี้เป็ข้ออ้างเสียเลย
"แล้วพวกผมจะได้ผลประโยชน์อะไรล่ะครับ?"
"มีค่าปิดปากไหมครู?"
ซูหยางทำเป็ครุ่นคิด "ครูจำได้ว่าทุกเดือนครูประจำชั้นสามารถพาออกไปทำกิจกรรมภาคปฏิบัตินอกสถานที่ได้ครั้งหนึ่งนะ แต่ดูทรงแล้ว ครูว่ายกเลิกดีกว่ามั้ง..."
นักเรียนห้อง 5 ถึงกับหูผึ่ง ดวงตาเบิกกว้าง
"ทำอะไรนะครู?"
"ไม่สิครับ มีเื่แบบนี้ด้วยเหรอ?"
"ครูครับ เมื่อกี้ครูพูดว่าอะไรนะครับ!?"
ซูหยางหันมามองด้วยสีหน้าจริงจัง "ไม่มีอะไร ครูแค่กำลังคิดว่าจะพาพวกเธอไปทำกิจกรรมภาคปฏิบัติที่ไหนดีน่ะ"
ั้แ่ซูหยางรู้ว่าจุดอ่อนของห้อง 5 คือความอยากออกจากโรงเรียน เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือโอกาสดีในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างครูและศิษย์
โดยปกติแล้ว กิจกรรมภาคปฏิบัตินอกสถานที่คือการพานักเรียนไปประลองฝีมือและแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนอื่นเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์ แต่ซูหยางไม่ได้คิดจะพาพวกเขาไปโรงเรียนอื่น
เพราะเขารู้ดีว่าเ้าเด็กพวกนี้ลงมือรุนแรงแค่ไหน ถ้าพาไปประลองกับโรงเรียนอื่น มีหวังได้เกิดเื่ใหญ่แน่ ๆ
ที่สำคัญ การคุยเื่วรยุทธ์กับพวกเขาในตอนนี้ก็เหมือนการสีซอให้ควายฟัง ไม่มีใครสนใจฟังหรอก สู้หาสถานที่ให้ทุกคนได้ไปนั่งคุยเปิดอก นั่งเล่นกันน่าจะดีกว่า
การสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงคือหัวใจสำคัญของการคุมห้อง 5 ให้อยู่หมัด
และจากการคลุกคลีกันมาหลายวัน เขาััได้ว่าจริง ๆ แล้วเด็กพวกนี้ไม่ได้มีพื้นฐานนิสัยที่เลวร้ายเลย
พอคิดได้แบบนั้น ซูหยางก็นั่งลงที่เก้าอี้ แต่กลับรู้สึกเจ็บแปลบที่ก้นจนทนนั่งต่อไม่ไหว
"..."
เขาลุกขึ้นเปิดเบาะนิ่มออกมาดู พบว่ามีใครบางคนแอบยัดแผ่นตะปูเอาไว้ ข้างบนเต็มไปด้วยหนามแหลมคม
เคร้ง!
ซูหยางโยนแผ่นตะปูทิ้งไปข้าง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะวางเบาะนิ่มลงไปใหม่แล้วนั่งลงต่อ
ครูขอถอนคำพูดเมื่อกี้ทั้งหมด!
ไอ้พวกศิษย์ทรยศนี่มันต้องโดนสังคมสั่งสอนให้เข็ดหลาบเสียบ้าง!
"คราวหน้าอย่ามาเล่นมุกตื้น ๆ แบบนี้อีกนะ ไม่สนุกเลย"
เมื่อเห็นว่าซูหยางไม่ติดกับ นักเรียนในห้องต่างก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมา
ซูหยางกวาดตามองกิริยาของทุกคน และให้ความสนใจเป็พิเศษไปที่จูเทา
เขาพบว่าจูเทาดูไม่มีสมาธิเอาเสียเลย คอยเหลียวมองไปรอบ ๆ ตลอดเวลา
ซูหยางแอบสงสัยว่าจูเทากำลังมองหาอะไรอยู่ เมื่อตรวจสอบข้อมูลสถานะก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ
เขามอบสมุดบันทึกสรุปการฝึกคู่ให้จูเทาไปแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะตั้งใจอ่านหรือเปล่า
แต่ด้วยนิสัยปากแข็งใจอ่อนของจูเทา เขาต้องแอบไปอ่านเงียบ ๆ แน่นอน
ส่วนจะได้ผลอย่างไรนั้น คงต้องรอดูกันต่อไป
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่ซูหยางที่สังเกตเห็นอาการแปลกๆ ของจูเทา เพื่อน ๆ ในห้อง 5 เองก็สังเกตเห็นว่าั้แ่เช้าจูเทาดูเหม่อลอยเหมือนิญญาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่จูเทาก็ยืนยันว่าไม่มีอะไร
ในเมื่อจูเทาไม่อยากพูด ทุกคนก็รู้ดีว่าเซ้าซี้ไปก็ไม่ได้ความ เลยเลิกสนใจ
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่ค่ำ
สมาชิกห้อง 5 มารวมตัวกันที่ห้องของหลี่อีิเพื่อเล่นเกมออนไลน์ด้วยกันเหมือนปกติ แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ พวกเขาก็พบว่าจูเทาไม่ได้มาด้วยอีกแล้ว
"่นี้เทาจื่อ เป็อะไรไปกันแน่เนี่ย?
"นี่หายหัวไปแอบในห้องตัวเองมาสามคืนติดแล้วนะ"
"ไม่รู้ว่าเหล่าซูแอบสั่งให้ไปฝึกวิชาบ้าบออะไรอีก!"
ในขณะเดียวกัน ที่อาคารเรียน...
เงาร่างหนึ่งแอบย่องเข้าไปในห้องเรียนของห้อง 5 อย่างเงียบเชียบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ จึงหยิบมือถือขึ้นมาเปิดไฟฉาย พร้อมควักกล่องเข็มและด้ายออกมา เดินตรงไปที่ผ้าม่านหน้าต่าง
"ไอ้รูโหว่เล็ก ๆ พวกนี้มันขัดตาฉันชะมัด!"
"ต้องซ่อมให้เรียบกริบให้หมด!"