อี้หานใช้เวลากว่าเจ็ดวันในการซ่อมแซมและปรับปรุงร้านขายยาเก่าให้กลายเป็สำนักแม่หมอแห่งซูโจว และวันนี้ก็เป็วันแรกที่จะมีการเปิดสำนักขึ้น ก่อนหน้านี้อี้หานได้ให้คนไปปล่อยข่าวว่าสำนักแม่หมอแห่งซูโจวนั้นทำนายได้แม่นยำยิ่งกว่าตาเห็น ทั้งยังให้ชาวบ้านที่เคยดูชะตาชีวิตกับลี่มี่พูดกันปากต่อปากถึงความแม่นยำของแม่หมอ
“ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่” อี้หานเอ่ยถามลี่มี่ที่พึ่งแต่งตัวเสร็จ ชุดที่ลี่มี่ใส่ใช่ว่าอี้หานจะมิเคยเห็น แต่ตอนนั้นนางนั่งอยู่ เขาจึงมิได้สังเกตว่าอาภรณ์นี้ค่อนข้างจะเผยให้เห็นเนื้อหนังของหญิงสาวมากเกินไป
“เตรียมพร้อมแล้วเ้าค่ะ”
“ข้าว่า…ชุดนี้มันออกจะเปิดเผยไปหน่อย อย่างไรก็หาผ้ามาปกปิดบ้าง”
“เ้าคะ?”
“อะแฮ่ม! ข้ากลัวว่าคนอื่นจะเคืองตาเอาได้” ประโยคต่อมาทำเอาลี่มี่ถึงกับถลึงตาใส่ชายหนุ่มตรงหน้า
ฝีปากยังคงเส้นคงวาเช่นนี้ เป็ท่านเ้าเมืองตัวจริงมิผิดแน่
ลี่มี่มิได้นำอาภรณ์ตัวนอกมาสวมทับ เพียงเอ่ยอธิบายไปว่ายามที่นั่งตรวจดวงชะตาของผู้คนมีโต๊ะบังเรือนร่างของนางอยู่แล้ว เมื่อตกลงกันได้อี้หานจึงกลับไปทำงานของตนเอง ส่วนท่านยายและน้องชาย ลี่มี่ก็จัดอาภรณ์ที่มีผ้าปิดหน้าให้กับทั้งสอง เพราะอย่างไรการเป็สายข่าวให้กับท่านเ้าเมืองก็ถือว่าอันตราย นางจึงอยากป้องกันไว้
“ท่านยายเรียกคนแรกเข้ามาเลยเ้าค่ะ ข้าพร้อมแล้ว”
แม้จะเป็วันเปิดสำนักวันแรก แต่ก็มีคนมารออยู่หน้าสำนักกว่าสิบคน เหมาไป่และอาิจึงช่วยกันต้อนรับผู้ศรัทธาด้านนอก หากว่าผู้ศรัทธาเป็ชายเหมาไป่จึงจะเข้าไปอยู่กับหลานสาวด้านในด้วย
ทุกวันหลังจากที่ดูนิมิตของผู้ศรัทธาเสร็จ นางจะต้องนำเื่ที่น่าสงสัยเกี่ยวกับคดีความไปรายงานกับท่านเ้าเมืองที่เรือน ทว่าั้แ่ที่นางเปิดสำนักแม่หมอมากว่าห้าวันก็มิมีเื่ที่น่าสงสัยแม้แต่น้อย เว้นก็แต่ชายผู้นี้…
“วันนี้ท่านมาด้วยเื่ใด” ลี่มี่เอ่ยถามชายวัยกลางคนที่มีท่าทีลุกลี้ลุกลน
“ขะ ข้าจะมาถามว่าข้าจะตาย เพราะถูกฆ่าหรือไม่ขอรับ”
“เหตุใดท่านจึงถามเช่นนั้นเล่า” ลี่มี่ขมวดคิ้วเข้าหากัน พยายามใช้คำถามหลอกล่อเอาข้อมูลดังที่ท่านเ้าเมืองเคยสอน
“มะ มิมีสิ่งใดขอรับแม่หมอ”
“แน่ใจหรือว่าท่านจะมิบอกข้า เื่นี้เื่เดียวอาจจะพลิกชะตาชีวิตของท่านได้เลย คิดให้ดี ท่านก็รู้ว่าข้าช่วยผู้คนมานักต่อนักแล้ว” วาจาอ่อนหวาน ทว่าแฝงไปด้วยความน่าเชื่อถือ ประกอบกับแววตาที่มุ่งมั่นของลี่มี่ ทำให้ชายตรงหน้ายอมเปิดปาก
“ขะ ข้าเห็นคนร้าย ทะ ที่ฆ่าหญิงคณิกาผู้นั้นขอรับ แม่หมอช่วยข้าด้วยเถิด ยามนี้ข้ามิเป็อันกินอันนอน มิกล้าเอ่ยบอกผู้ใด เพราะกลัวว่ามันจะมาตามฆ่า” ร่างใหญ่สั่นเทาไปด้วยความกลัว
“ใจเย็นลงก่อน บอกข้าทีเถิดว่าเขามีรูปร่างหน้าตาหรือว่าชื่อแซ่อันใด เอ่อ…ข้าจะนำไปตรวจดูในภาพนิมิต ว่าคนผู้นี้จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับท่านอีกหรือไม่” ดวงใจของหญิงสาวเต้นถี่ระรัว ทั้งดีใจและขลาดกลัวไปในคราเดียวกัน นางดีใจเพราะในที่สุดก็หาเบาะแสสำคัญได้เสียที แต่นางก็ขลาดกลัวว่าจะร้อนรนจนทำพลาด
“ข้ามิเห็นหน้าขอรับ เห็นเพียงด้านหลัง รู้เพียงว่าเป็ชายตัวสูงใหญ่แล้วกำลังถือดาบเข้าฟันร่างของหญิงผู้นั้นขอรับ”
“อืม เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ยื่นมือท่านมาเถิด” ลี่มี่ใช้นิ้วแตะลงไปบนฝ่ามือที่สั่นเทา ภาพนิมิตที่นางเห็นจากชายผู้นี้มิมีเื่ที่เกี่ยวกับคนร้ายเลย เห็นเพียงชายผู้นี้กำลังจะเดินทางไปต่างแดนและถูกโจรดักปล้น
“ท่านจะออกจากเมืองซูโจวด้วยเหตุใด” เมื่อได้ยินแม่หมอเอ่ยถึงเื่นี้ชายตรงหน้าก็ใทันที
“ท่านรู้ด้วยหรือขอรับ”
“อืม ทางที่ดีควรเลื่อนวันเดินทางหรือไม่ก็เปลี่ยนเส้นทาง จะให้ดี่นี้ท่านอย่าพึ่งออกจากซูโจวดีที่สุด ส่วนเื่คนร้าย เขามิได้ตามรังควานท่าน ไม่แน่ว่าอาจจะไม่เห็นท่านด้วยซ้ำ”
“ขอบพระคุณขอรับ” เมื่อแม่หมอเอ่ยยืนยันถึงเพียงนี้ เขาก็เบาใจลงได้บ้าง ต่อไปจะได้ทำมาหากินได้เสียที ชายวัยกลางคนเมื่อได้สิ่งที่้าแล้วจึงกลับออกไป ลี่มี่ดูนิมิตของผู้ศรัทธาต่ออีกไม่กี่คนก็ปิดสำนัก เพราะวันนี้นางจะต้องนำเื่ไปรายงานต่อท่านเ้าเมือง จึงได้ปิดสำนักเร็วขึ้น
“อาิอยากแวะซื้อขนมหรือไม่ วันนี้พี่จะไปแวะที่เรือนท่านเ้าเมืองด้วยนะ เอาขนมไปเผื่อคุณชายโจวเสียหน่อย”
“หึๆ มิใช่ว่ามิชอบเด็กดื้อหรอกหรือ” เหมาไป่เอ่ยเย้าหลานสาว เพราะทุกคราที่พบหน้ากัน ลี่มี่และคุณชายโจวหวังเยี่ยนเป็อันต้องตีฝีปากกันทุกที
“ดื้อรั้นเป็เื่ธรรมดาของเด็กมิใช่หรือเ้าคะ อีกอย่างไปแวะเวียนก็ควรมีของติดไม้ติดมือไปบ้าง ท่านยายเป็คนสอนหลานเอง” ดูทีเถิด ยอกย้อนยายเสียแล้ว
เหมาไป่ยิ้มขำให้กับหลานสาว เพียงแค่เอ่ยว่าเอ็นดูคุณชายโจว มันยากถึงเพียงนั้นเลยหรืออย่างไร
สามยายหลานเดินเลือกซื้อของกันได้ไม่นาน ก็สะดุดตาเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์สามคนที่กำลังฉุดกระชากลากถูเด็กสาวเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่ง รอบข้างมิมีผู้ใดยื่นมือเข้ามาช่วยเลยสักคน
“พวกเ้าทำสิ่งใด เหตุใดต้องลากนางมาเช่นนี้” ลี่มี่ทนมองไม่ได้ จึงอยากเข้าไปช่วยพูดคุย
“นางเป็ทาสของข้า เ้าอย่ายื่นมือเข้ามาสอด” ชายหนุ่มร่างสูงยกมือชี้หน้าลี่มี่ ทั้งยังมิหยุดดึงลากเด็กสาว
“มิใช่เ้าค่ะ ฮึก! ข้าเป็ขอทานไร้บ้าน ข้าถูกบังคับมาเ้าค่ะ” น้ำตาที่รวยรินจากตายิ่งส่งเสริมให้เด็กตรงหน้าน่าสงสารเข้าไปอีก
“เงียบปากไป!!!”
“ไม่!!! พวกมันจะเอาข้าไปขายเ้าค่ะ ฮื่อออ ช่วยข้าด้วย”
“เ้ามีสัญญาทาสหรือไม่ เอาออกมาให้ข้าดู” ลี่มี่ดูจากสถานการณ์แล้ว เด็กสาวน่าจะเป็ขอทานจริงอย่างที่นางว่า ด้วยเสื้อผ้าที่ใส่และเนื้อตัวที่มอมแมม หากว่าเป็ทาสมีนายย่อมต้องมีความเป็อยู่ที่ดีกว่านี้กระมัง
“คุณหนูท่านอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกนั้นเลย มันเป็นักเลงรับหาคนไปขายให้หอนางโลม” เสียงจากแม่ค้าแถวนั้นดังขึ้น ทำให้เหมาไป่ถึงกับรีบเข้ามากันหลานสาวเอาไว้
“ฟังที่นังแก่นั่นพูดเถิดคุณหนู มิเช่นนั้นข้าจะจับท่านไปแทนนังเด็กเหลือขอนี่”
“คิดว่าบ้านเมืองมิมีกฎหรืออย่างไร จึงกล้าทำเช่นนี้ หากเ้ามิยอมเอาสัญญาทาสให้ข้าดู ข้ามิยอมให้เ้าพานางไปแน่”
“หาเื่ใส่ตัวนัก” ชายหนุ่มทำท่าทางรำคาญลี่มี่เหลือทน ตรงดิ่งเข้ามาหมายจะจับตัวลี่มี่ไปแทนเด็กสาวอย่างที่ขู่
แต่ทว่า…
“หากเ้ากล้าแตะต้องนาง ข้าจะตัดมือเ้าเสีย” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างเยือกเย็น จนคนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับขนลุก ชายฉกรรจ์เ่าั้เองก็ชะงักนิ่งงัน เมื่อผู้ที่เดินเข้ามาบดบังร่างของคุณหนูผู้นั้นเป็ถึงเ้าเมืองซูโจว
ลี่มี่เห็นดังนั้นถึงกับถอดหายใจออกมาอย่างโล่งอก แม้ว่านางจะตีสีหน้าเคร่งขรึมมิเกรงกลัว แต่ขาน้อยๆ ของนางกลับสั่นจนแทบจะยืนต่อไม่ไหว จะว่าหน้าใหญ่แต่ใจเสาะก็มิผิดสักนิด ชายฉกรรจ์พวกนั้นมากันถึงสามคน ทั้งแต่ละคนก็รูปร่างสูงใหญ่ นางย่อมต้องกลัวบ้าง
“ทะ ท่านเ้าเมือง” เสียงสั่นเครือของชายชั่วเ่าั้ ยิ่งทำให้ลี่มี่อยากจะหัวเราะเยาะ มิรู้เสียแล้วว่านางเป็คนของใคร หึ! …เอ๊ะ!
แล้วนางเป็คนของใครเล่า…ท่านเ้าเมืองอย่างนั้นหรือ
“ทหาร! จับไปสอบสวน หากผิดจริง อย่าให้พวกมันได้ออกมาสร้างความเดือดร้อนอีก” ออกคำสั่งเพียงเท่านั้น ทหารก็เข้ามาจับกุมชายฉกรรจ์เ่าั้ไป เหลือไว้เพียงเด็กสาว ที่บัดนี้กำลังก้มคำนับผู้ช่วยเหลือนางไว้
“เ้าลุกขึ้นเถิด จากนี้ก็ระมัดระวังให้มาก กลับไปหาครอบครัวเสีย” ลี่มี่และลี่ิเข้าไปพยุงเด็กสาวให้ลุกขึ้น
“ข้าน้อยมิมีครอบครัวเ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ข้าตายไปแล้ว”
“งั้นหรือ…” ลี่มี่เคยคิดว่าตนเองโชคร้ายที่บิดามารดาตายจาก ทั้งครอบครัวมิรักใคร่ แต่ตอนนี้นางกลับรู้สึกว่านางยังโชคดีกว่าอีกหลายคน อย่างน้อยนางก็มีน้องชายและท่านยาย เห้อ~
“ข้าน้อยขอไปอยู่กับคุณหนูได้หรือไม่เ้าคะ ข้าทำได้ทุกอย่าง งานบ้าน งานแบกหาม ข้าทำได้ทั้งหมดเ้าค่ะ และข้ามิคิดจะรับเงินใดๆ ทั้งนั้น ขอเพียงมีที่อยู่ที่กินเท่านั้นเ้าค่ะ” เด็กสาวคุกเข่าลงอ้อนวอนลี่มี่อีกครั้ง
“แต่เรือนของข้าก็มิใช่จะใหญ่โต เป็ครอบครัวยากจนเช่นกัน”
“มิเป็ไรเ้าค่ะ ขอข้าไปอยู่ด้วยเถิด ข้าทำได้ทุกอย่างจริงๆ นะเ้าคะ” ร่างบางหันไปสบตากับท่านยายและน้องชาย ทั้งสองคนเองก็พยักหน้าตอบรับ ลี่มี่จึงหันไปเอ่ยกับท่านเ้าเมือง
“ได้หรือไม่เ้าคะ” ลี่มี่เอ่ยถามเสียงเบา มิรู้ว่าเมื่อใดที่นางรู้สึกว่าท่านเ้าเมืองมีอำนาจต่อการตัดสินใจของนาง คงจะเป็เพราะเขาเป็เ้าเมืองกระมัง…
“ได้” ท่านเ้าเมืองตอบเพียงเท่านั้น แม้คำตอบจะมิได้ขัดขวาง แต่ทว่าสายตาที่มองไปยังเด็กสาวขอทานยังคงเคลือบแคลงอยู่ไม่น้อย
หลังจากที่จัดการเื่ของผิงผิงเด็กสาวที่นางช่วยมาแล้วเสร็จ ลี่มี่ก็พาครอบครัวกลับเรือน โดยมีผู้ใจดีมาส่งถึงเรือน
“ขอบพระคุณท่านเ้าเมืองที่มาส่งถึงเรือน จริงสิ! ข้าเกือบลืมไปแล้วว่ามีเื่รายงานท่าน” ลี่มี่เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้ฟังมาจากผู้ศรัทธาให้ท่านเ้าเมืองฟังจนหมด
“เป็ชายแน่ใช่หรือไม่”
“คนที่พบเห็นเอ่ยว่าเป็ชายแน่เ้าค่ะ ทั้งยังมีรูปร่างสูงใหญ่” อี้หานนิ่งคิดอยู่นาน หากเป็เช่นลี่มี่ว่าก็จำกัดกลุ่มคนเข้ามาอีก เป็ชาย ร่างสูงใหญ่ ถือดาบ
เช่นนี้คงมิพ้นพวกทหารกระมัง
“อืม หากมีสิ่งใดก็รีบมารายงานเล่า อีกอย่างเ้าควรตรวจสอบเด็กนั่นให้ดี อย่าได้ประมาท” สายตาที่ท่านเ้าเมืองมองมาทำให้ลี่มี่ทำตัวไม่ถูก เป็ห่วงอย่างนั้นหรือ อ่า~ ก็มิแปลกอันใด เพราะนางยังมีประโยชน์กับท่านเ้าเมืองอยู่ อย่างไรก็ต้องห่วงว่านางจะมีอันตราย
“อะแฮ่ม! ข้าหมายถึงคนของเ้าอาจจะทำให้ข้าเสียเื่ได้…ข้าต้องกลับแล้ว”
“เ้าค่ะ ข้าจะตรวจสอบให้ดี แล้วพบกันเ้าค่ะ”
“…?”
“ข้า…หมายถึงหากมีเื่สำคัญ ข้าจะแวะไปรายงานให้ท่านทราบ” ร่างสูงพยักหน้าตอบรับแล้วจึงหันหลังกลับขึ้นรถม้าไป เมื่อรถม้าแล่นออกไปจากตัวเรือน ลี่มี่ถึงกับเอามือทุบหัวตนเอง
“ฟู่ว~ เหตุใดต้องพูดจาแปลกๆ ไปด้วยนะ แล้วพบกันงั้นหรือ ฮื่อออออ”
อี้หานที่กลับมาถึงเรือนพร้อมกับความโมโหตนเอง เขามิรู้ว่าเหตุใดต้องกล่าวว่าลี่มี่ว่าจะทำเสียเื่ ทั้งที่เขาอยากเตือนให้นางระวังตัวเท่านั้น แต่ปากเ้ากรรมกลับเอ่ยเชิงตำหนิออกไป มิรู้ว่านางจะโกรธเคืองเขาหรือไม่…
แล้วทำไมเขาต้องสนใจด้วยเล่า ตำแหน่งหน้าที่เช่นเขาย่อมมีทั้งคนรักและคนชังอยู่แล้ว
ร่างสูงเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้าเรือน เพราะในหัวมีความคิดมากมายที่ตีกันไปตีกันมาอยู่ จนบ่าวรับใช้หลายคนมิกล้าสู้หน้า นานทีปีหนจะเห็นท่านเ้าเมืองเคร่งเครียดเช่นนี้ เห็นทีคงจะคิดเื่กิจราชการเป็แน่
“ท่านเ้าเมืองขอรับ”
“ช่างปะไร ประเดี๋ยวก็คงจะหายโกรธเอง”
“ท่านเ้าเมืองขอรับ!!!” เสียงะโของพ่อบ้านจาง ทำให้อี้หานหลุดจากภวังค์
“หืม มีอันใดหรือพ่อบ้านจาง เหตุใดต้องะโด้วยเล่า”
“เอ่อ ขออภัยขอรับ ข้าน้อยจะแจ้งว่า นายท่านโจวให้บ่าวมาเรียนว่าอยากพบท่านเ้าเมืองขอรับ”
“ท่านพ่ออยากพบข้าอย่างนั้นหรือ”