[ในยุคของสงครามเย็นของโลกมนุษย์ พวกเราไม่เคยได้เปิดสงครามกันเลยอย่างแท้จริง ต่างฝ่ายต่างสะสมอาวุธกัน สำแดงเทคโนโลยีอวดอ้างให้โลกรู้ แข่งขันกันทุกด้าน เกิดสงครามตัวแทนไปทุกหนแห่ง และเสี้ยมจากภายในของอีกฝ่ายเพื่อทำลายพวกเขา สร้างกฎเกณฑ์อันโง่เขล่าเพื่อทำสงครามน้ำลาย เพราะพวกเราต่างรู้กันดีว่าไม่ควรล้ำเส้นแห่งหายนะนั้นไป]
วันที่ 127 เกมส์แห่งสงคราม
***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
"ให้ทุกคนเตรียมพร้อมติดอาวุธกับสวมเกราะเรียบร้อยแล้วครับท่านองค์ราชินี"
"ดี นอกจากคนที่ต้องไปขึ้นศาลแล้ว ให้คนอื่นเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้วย และอย่าลืมเตือนเรื่องเครื่องตรวจวัดใต้ดินของศัตรูด้วยละ"
"รับทราบครับ"
กระผมก้มหัวคำนับองค์ราชินีแฟต ก่อนที่จะลุกขึ้นเพื่อไปสวมสูทสีดำทับลงบนชุดเกราะแขนกล
ท่านราชินีคิดที่จะก่อสงคราม
ถ้าหากว่าได้รับความอยุติธรรม พวกเราก็จะสู้สุดชีวิตเพื่อปกป้องคริสตัลของพวกเรา
ถึงจะถูกสั่งกักบริเวณจนกว่าคดีจะจบ แต่ด้วยการเคลื่อนที่ใต้ดินกับมีระบบป้องกันการตรวจจับที่เผ่าจอมมารเรียกว่า [เรด้า] ติดตั้งเอาไว้จึงทำให้พวกเราสามารถเคลื่อนไหวผ่านชั้นดินหนาแห่งนี้ได้โดยไม่มีใครรู้
แต่เนื่องจากมันพึ่งถูกพัฒนาขึ้นมา เลยมีจำนวนน้อยและยังไม่ทราบถึงประสิทธิภาพภาพของมันดีนัก
"เดียวก่อนสเลบ"
"ครับท่านองค์ราชินี? "
น้ำเสียงของท่านราชินีฟังดูตึงเครียดมากกว่าที่เคย
บางทีท่านคงรู้สึกเครียดอยู่
เหตุการณ์นี้ช่างคล้ายกับยุคสมัยแรกเริ่มที่เราถูกกองทัพพันธมิตรบุก แต่ต่างออกไปที่ไม่ได้ถูกรุมโจมตีด้วยอาวุธร้าย แต่เป็นการใช้ข้อกฏหมายที่สร้างขึ้นมาเป็นอาวุธไล่ฆ่ากันแทน
“ถ้าถึงเวลา เจ้ายังสามารถสังหารเพื่อนต่างเผ่าของเจ้าได้หรือไม่? ”
“เรื่องนั้น… ถ้าเป็นคำสั่ง กระผมสามารถทำได้ครับ...”
ทำไมเมื่อกี้ผมถึงอ้ำอึ้งที่จะให้คำตอบกันละ?
“อย่างงั้นหรือ… เจ้ารู้สึกเช่นนั้นเองสินะ”
ผมรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงบางอย่างที่แปลกของท่านองค์ราชินี
บางทีท่านอาจรู้สึกได้จากการตอบเมื่อกี้
ว่าตัวผมกำลังรู้สึกเล...
“...ท่าน--”
“จ้องอะไร? รีบไสหัวออกไปเตรียมตัวได้แล้ว! ”
“ครับ! ”
เพราะถูกตวาดใส่ ผมเลยรีบหนีออกมาจากห้องขององค์ราชินี
ตามอารมณ์ยัยนี่ไม่ทันเลยแฮะ…
“ว่าไงผู้กล้าสเลบ สนใจไปกินข้าวกลางวันกันก่อนมั้ย? ”
“ไม่ละ อีกเดียวก็จะเริ่มศาลกันแล้ว ส่วนคนอื่นเตรียมตัวกันเสร็จหรือยังสกัด? ”
“มีข้าเสร็จคนเดียวนั่นละ”
ชายที่เข้ามาทักทายผมคือนักรบผู้ซื่อตรง [สกัด] บุรุษที่ซื่อตรงและมีจิตวิญญาณอันแรงกล้าของเผ่าของเรา
เขาอยู่ในชุดสูทสีดำที่สวมทับเกราะแขนกลสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดตัวนั้น
อย่างที่ได้เห็นจากการแต่งตัวของเขา คนของเผ่าเราที่สามารถเข้าไปในศาลในวันนี้มีด้วยกันอยู่สิบคน
ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต] ผู้ชาญฉลาดการศึกสงคราม ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [สเลบ] หรือก็คือตัวผมเอง
ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า] ปราชญ์แห่งเผ่าพันธ์ุ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [สกัด]
ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ผู้ชำนาญการแห่งวิศวกรณ์ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [ฮอร์เนส]
ราชินีแห่งความจู้จี้ [บอส] ผู้ชำนาญการด้านการจัดการทรัพยากรณ์ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [อลูฟ]
ราชินีแห่งความเป็นมิตร [คอมพาเนียน] ผู้ชำนาญด้านการทูต ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [คอมมิว]
ส่วนลูกน้องคนอื่นต้องรอฟังผลการตัดสินอยู่ที่ข้างนอกศาลภายใต้การดูแลของกองทัพส่วนกลาง
แน่นอนว่าพวกเราจะให้ขึ้นไปเป็นหน้าม้าส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือนั้นจะเคลื่อนไหวใต้ดินไปประจำตำแหน่งตามจุดต่าง ๆ ของเมืองเพื่อรอคำสั่งบุกโจมตี
“ผมขอตัวไปเตรียมตัวก่อนนะฮอร์เนส”
ผมบอกลาเพื่อไปเตรียมตัวพร้อมรับศึกที่กำลังจะเริ่มขึ้นในช่วงเที่ยงของวัน
หันหน้าไปที่ทางเดินใต้ดินซึ่งทอดตัวยาวลึกลงไป
เนื่องจากได้เรียนรู้เทคโนโลยีการก่อสร้างมาจากเผ่าอื่น รูปแบบการก่อสร้างฐานใต้ดินของพวกเราจึงต่างไปจากเดิมมาก
จากที่เคยเป็นสถาปัตยกรรมจากดิน ได้กลายเป็นเริ่มรู้จักใช้คอนกรีต เหล็ก และวัสดุอื่นมาสร้างพร้อมทั้งมีสิ่งประดับตกแต่งผิวให้งดงาม
กระเบื้องหินลบมุมที่แทบจะไร้รอยต่อได้ถูกปูเรียงเป็นสีขาวนวลสวยงาม
ผ้าเพดานที่เคยเป็นทรงโค้งหรือบิดเบี้ยวตามสภาพดิน ได้ถูกเจาะเป็นผิวเรียบและถูกค้ำยันด้วยโครงสร้างเหล็กอันแข็งแกร่ง
ทางเดินที่มืดมัวได้ถูกติดตั้งแสงประดิษฐแสนปลอดภัยแทนคบเพลิงที่อันตรายในอดีต
และถ้าหากอยากลงไปที่ชั้นใต้ดินลึก พวกเราก็มีระบบลิฟท์รางในการเคลื่อนย้ายแทนการใช้รถรางที่ต้องพึ่งแรงโน้มถ่วงกับแรงงานมดทาส
ถึงส่วนใหญ่จะลอกเลียนแบบจนเสียเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมเดิมของเผ่าไป แต่วิทยาการณ์เหล่านี้มันช่างสะดวกสะบายนัก
“สเลบ”
“มีอะไรอีก”
“เจ้าคิดว่าจะเกิดสงครามขึ้นมั้ย? ”
“ไม่รู้…”
ผมไม่รู้อนาคตเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
มันไม่เหมือนกับสงครามครั้งก่อนที่เคยมีมา
หากว่าเกิดสงครามขึ้นจริง มันจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่วุ่นวาย
และจากสงครามในอดีตที่ผ่านมา มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าทุกครั้งที่เกิดสงคราม อาวุธที่แต่ละเผ่าใช้ห้ำหั่นกันมักจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ขนาดสงครามครั้งล่าสุดยังมีอาวุธที่กวาดล้างได้ทั้งเมืองในพริบตาเดียว
แล้วถ้าเกิดสงครามขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มิใช่ว่าล้างบางได้ทั้งโลกเลยหรือ?
ผมไม่อยากจะคาดเดาเลยว่ากำลังมีอนาคตเช่นใดรอพวกเราในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
แล้วก็ถึงเวลาเที่ยงของวัน
เวลาที่ศาลยุติธรรมได้เปิดขึ้นเพื่อตัดสินคดีความ [ระเบิดสังหารเผ่าปักษา]
"ข่าวต่อไป ตอนนี้ประชาชนชาวคริสตัลซิตี้กำลังให้ความสนใจคดีที่กำลังจะตัดสิน---"
ผู้สื่อข่าวเผ่าปีศาจยักษ์ที่มีผมสีม่วงทรงทวิลเทล กำลังรายงานผ่านเครื่องกระจายเสียงและภาพออกไปทั่วเมือง
เจ้าสิ่งนี้มันใช้หลักการหักเหของแสง โดยการส่งบอลทรงกลมขนาดเล็กจำนวนมากขึ้นท้องฟ้า แล้วใช้พวกมันเป็นฉากในการฉายภาพสามมิติขึ้นมา
" ---ข่าวต่อไป เมื่อรุ่นสางของวันมีคนพบเห็นอสูรปีกขนาดห้าสิบเมตรบินผ่านเหนือเมือง โดยผู้ที่โดยสารมาคือแครอทกับบา---"
ผมสะบัดหัวตัวเองเพื่อหยุดฟังข่าวไร้สาระ แล้วตั้งสมาธิให้กับสิ่งที่สำคัญกว่า
ตอนนี้ผมมาถึงหน้าศาลแล้ว
คณะราชินีกับขุนพลรวมสิบคนต่างกำลังยืนอยู่หน้าศาลเพื่อรอเวลาที่ประตูตรงหน้าจะเปิดออก
ขุนพลในชุดสูทสีดำมันวาว
และราชินีในชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์
และข้างใต้ชุดสูทสุดงดงาม คือชุดเกราะแขนกลรุ่นล่าสุดกับอาวุธรุ่นใหม่ที่พัฒนาโดยราชินีฟรีด้า
พัฒนาแค่ให้มันผ่านเครื่องตรวจอาวุธได้อะนะ…
เพราะมันแน่นอนว่าห้ามนำอาวุธติดตัวเข้าไปภายในศาลนะสิครับ
"เริ่มแล้ว…"
ประตูศาลถูกเปิดกว้างออกในทั่วทุกจุดของอาคารทรงโดมที่คล้ายกับรังของนางพญาผึ้ง
ผู้คนทั้งหนึ่งพันชีวิตต่างก้าวเท้าเดินเข้าไปดุจหยาดโลหิตที่กำลังไหลเวียนไปทั่วระบบร่างกาย
ห้องโถงใหญ่อันว่างเปล่าเริ่มถูกถมเต็มด้วยชีวิตและเสียงอันอื้ออึง
และแล้ว ม่านแห่งการพิพากษาก็ได้ถูกคลี่เปิดออกกว้าง
" (เอรีส เอสเทอ แล้วก็เปอร์ไซด์ไม่อยู่หรือ…) "
ที่นั่งซึ่งควรมีสามคนนั้นปรากฏอยู่กลับว่างเปล่าไร้ผู้คน
" (เห็นว่าจะออกไปหาหลักฐาน… คงไม่ใช่ว่า…) "
ถ้าไม่ถูกทรยศก็คือถูกสังหารเพื่อปิดปากไปแล้ว
ยังไงกว่าเอสเทอกับเอรีสจะเกิดใหม่ มันต้องใช้เวลาทั้งวัน
ช่วงเวลานั้น ต่อให้หาหลักฐานอะไรมาได้ มันก็สายไปแล้ว
" (อืม… พอจะมีวิธีจบเรื่องโดยที่ไม่เกิดสงคราม---) "
ในตอนนั้นเองที่สายตาของกระผมเลื่อนไปเจอชายคุ้นตาคนหนึ่งเข้า
บุรุษคนนั้นมีผมสีส้ม นัยตาสีทอง และผิวสีเลือดหมู
ใบหน้าดุดัน มีเขาคู่น่าเกรงขาม กับร่างกายที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี
บุรุษจากเผ่าปีศาจยักษ์ [อสูรแห่งอัคคี บานา]
“ (เจ้าบานากลับมาแล้วเรอะ!?) ”
ถึงผมจะไม่ได้สนิทอะไรเป็นการส่วนตัวกับมัน แต่พอเห็นใบหน้าที่ไม่ได้เจอมานาน มันก็อดที่จะแสดงความตกใจออกมาไม่ได้
แต่ทว่าชายที่เคยมีแววตาแข็งกร้าวดุดันกลับมีแววตาที่ว่างเปล่าไร้วิญญาณไปแล้ว
ราวกับว่าเขากำลังถูกใครสักคนมอมยาอยู่เช่นนั้น
“ (ส่วนคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง… ถ้าจำไม่ผิด… รู้สึกว่าจะชื่อแครอทสินะ?) ”
ที่ด้านข้างของบานาคือสตรีผมสีม่วงที่ยาวเหยียดตรงงดงาม
เธอมีแววตาที่คมกริบสวยสง่า เป็นสตรีที่ดูแข็งแกร่งคนหนึ่ง
จากรายงานของลูกน้องที่ส่งไปศึกษาวัฒนธรรมของเผ่าปีศาจยักษ์ เห็นว่าทั้งสองคนคือตัวตนที่เรียกว่า [ขุนนาง]
พวกขุนนางของเผ่าปีศาจยักษ์ก็เหมือนกันเหล่าขุนพลของเผ่าพวกเรา
ในตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาว่าพวกเผ่าปีศาจยักษ์คงกำลังจะเล่นลูกไม้อะไรสักอย่าง
เพราะการที่คนระดับขุนนางหายตัวไปนาน แล้วกลับมาในวันชี้ชะตาของเผ่าเรานั้น ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
พวกมันคงกำลังวางแผน---
“จ๊วบ~”
“เรียนแครอทกับบานาของเผ่ายักษา ถึงจะได้รับคำขอร้องจากท่านราชาดูเรียนว่าให้พาเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ แต่รบกวนช่วยเคารพศาลด้วยโบว ถ้าจะจูบกันแล้วไม่สนใจศาล ก็ขอเชิญออกไปข้างนอกด้วยโบว”
ประธานศาลที่เป็นเผ่าปีศาจแสงพูดเสียงดังเพื่อหยุดการกระทำอันน่าอับอายของพวกเขา
อืม… สงสัยผมจะคิดมากไปเองละมั้ง?
“ขอเปิดศาลว่าความคดี [ระเบิดสังหารเผ่าปักษา] ต่อจากเมื่อวานโบว~ ทางเผ่าของอาร์โธร์โพดามีอะไรจะแก้ตัวมั้ยโบว? ถ้าไม่มี พวกเราจะเริ่มให้มีการโหวตลงคะแนนตัดสินแล้วโบว”
ได้เวลาให้การแล้วสินะ
ผมไม่มีความคิดดี ๆ ที่จะมาเปลี่ยนกระแสของผู้คนในเวลานี้ได้เลยสักนิด
ไม่มีเลยจริง ๆ
แต่เห็นท่านราชินีแฟตบอกว่ามีแผนการบางอย่างรับมืออยู่
คงมีแต่ต้องเชื่อใจแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่เธอเท่านั้น
“ฉันมี---”
“เดียวก่อน พวกเรามีหลักฐานดอง! ”
แต่กลับมีคนบุกเข้ามาในศาลก่อนที่ราชินีแฟตจะได้ทันพูดออกไป
เสียงนี้มัน…
“พวกเอสเทออย่างงั้นหรือ? ”
เงาของผู้คนที่คุ้นตาสามคนกำลังเดินเข้ามาในห้องผ่านประตูที่ถูกเปิดออกกว้าง
เอรีส เอสเทอ เปอร์ไซด์ พวกเธอไปหาหลักฐานกลับมาให้กับเผ่าของผมจริง ๆ ด้วย
ผมยังสามารถเชื่อใจพวกต่างเผ่าพันธุ์ได้อยู่
แต่ว่าทำไมพวกเขาถึงสวมชุดรบกับพกอาวุธแบบนั้นเข้ามากันละ?
แล้วผ่านเครื่องตรวจกับยามเฝ้าหน้าศาลเข้ามาได้ยังไง?
อย่าบอกนะว่าบุกเข้ามาตรง ๆ เลยนะ...
“พวกท่านมาสายโบว~ ตามกฏแล้วคงไม่สามารถปล่อย---”
“ช่างหัวกฏหมายสิดอง! ทุกคน นี่คือกับดัก! อย่าได้หลงเป็นเครื่องมือของใครสักคนเพื่อทำลายกันเองเด็ดขาด! จงดูภาพนี่ซะดอง! ”
ว่าแล้วเอสเทอก็โยนลูกบอลทรงกลมขนาดเล็กจำนวนหนึ่งขึ้นไปในอากาศ
สิ่งนั้นเริ่มฉายภาพสามมิติที่น่าเหลือเชื่อให้พวกเราเห็น
ตั้งแต่ภาพของมดทาสตัวหนึ่งที่ขนระเบิดออกมาไปวางในที่ทิ้งขยะของเผ่าปีศาจยักษ์
การแย่งระเบิดของสายลับจากเผ่าทั้งสาม
และจบลงที่เหตุการณ์ลอบโจมตีพวกเอสเทอเมื่อวานนี้โดยฝีมือของเผ่าปีศาจแสงกับเผ่าจอมมารที่ไม่เคยพบมาก่อนในรายงาน
“ถ้าเห็นนี่แล้วคงเข้าใจนะดอง! ระเบิดในคราวนี้จะเป็นฝีมือของใครก็ได้! พวกเราอุตสาห์ได้ความสงบกลับมาแล้ว คิดจะทำลายทิ้งกันง่าย ๆ แบบนี้หรือดอง! ช่วยคิดให้ดีก่อนที่จะลงมือโหวตตัดสินความผิดด้วยดอง! ถ้าหากวันนี้ทำลายไปเผ่าหนึ่ง วันถัดไปก็จะเป็นตาของอีกเผ่า สุดท้ายแล้วพวกเราก็ต้องใช้ชีวิตกันอย่างหวาดกลัวต่อความไม่ปลอดภัย พวกท่านต้องการชีวิตแบบนั้นจริง ๆ หรือดอง! ”
คำพูดของเอสเทอนั้นทำให้เกิดเสียงพึมพำดังขึ้นไปทั่วศาล
แบบนี้ดูท่าจะเริ่มมีหวังบ้างแล้ว
หลักของการทำร้ายและกวาดล้างนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของตัวเอง
ยังไงการแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ หรือต่างฝ่าย ก็ย่อมมีความเคลือบแคลงใจมาตั้งแต่แรกโดยสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว
ขนาดที่โลกเดิมของพวกผม ยังมีสงครามระหว่างราชินีเกิดขึ้นเป็นประจำ
แต่ถ้าหากไม่สามารถทำให้ทุกคนเชื่อได้ว่าเผ่าของเรานั้นเชื่อถือได้ การเบี่ยงเบนความสนใจก็เป็นทางหนึ่งที่สามารถใช้การได้ดี
อย่างที่เอสเทอพยายามทำอยู่ในตอนนี้
หลักฐานของเอสเทอไม่ได้ช่วยทำให้พวกผมพ้นความผิด แต่เป็นการเอามาประกอบการพูดเพื่อเบี่ยงประเด็นความคิดว่า [ความสงบสุขที่เป็นอยู่ของทุกคนกำลังถูกคุกคาม]
พอเป็นเรื่องของตัวเองแล้ว คนเราก็จะเห็นแก่ตัวได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
และความคิดนั้นจะทำให้พวกเขาเริ่มไม่อยากลงโทษพวกเรา เพราะเล็งเห็นถึงผลร้ายที่จะตามมาในอนาคตตามที่เอสเทออธิบายไป
“ (ท่านราชินีครับ ผมขอเสนอความเห็นให้เงียบก่อนจะเป็นการดีกว่าครับ) ”
การเบี่ยงประเด็นทางความคิดนี้ ถ้าพวกเราไปเผลอพูดอย่างไม่ทันคิด มันอาจทำให้สถานการณ์กลับมาเลวร้ายอย่างเดิมได้
ตอนนี้เปลวไฟแห่งความเกลียดชังกำลังดับ อย่าพึ่งไปราดน้ำมันเพื่อเติมเชื้อมันจะดีกว่า---
“ฉันเองก็มีเรื่องที่อยากจะให้ทุกท่านดูเช่นกันค่ะ”
ท่านราชินีแฟต!?
องค์ราชินีของผมลุกขึ้นยืนด้วยร่างสูงสี่เมตร
ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตนี้ จึงทำให้เป็นจุดสนใจจากทุกคน
“...เชิญท่านราชินีแฟตแห่งเผ่าอาร์โธร์โพดา โบว~”
“ฉันเองก็มีสิ่งที่อยากให้พวกท่านได้ดูค่ะ”
ในมือขององค์ราชินีคือลูกหินฉายภาพแบบเดียวกับที่เอสเทอใช้
เธอโยนขึ้นไปในอากาศพร้อมกับฉายภาพบางอย่างขึ้น
สิ่งที่ถูกฉายนั้น มันคือภาพของท้องฟ้า
“เอาระเบิดนี้ไปวางใต้ที่นั่งของเผ่ามนุษย์นก อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นฝีมือของพวกเราเด็ดขาด นี่คือคำสั่งจากเทพเจ้าทั้งสามที่ได้สั่งพวกเราลงมา จงทำตามแล้วชีวิตนิรันด์จะอยู่กับผู้ศรัทธาอย่างพวกเรา”
“รับทราบครับท่านดีออน”
และภาพที่ฉายต่อมาคือภาพใบหน้าของชายในชุดคลุมนักบวชกับภาพของดีออนผู้นำทางศาสนาของเทพเจ้าทั้งสาม
ดูเหมือนว่าท่านองค์ราชินีจะติดตั้งกล้องซ่อนเอาไว้ที่ตัวระเบิดมาตั้งแต่แรก เลยทำให้จับภาพเช่นนี้ส่งกลับมาบันทึกเก็บเอาไว้ได้
“ต้องขอสารภาพว่าระเบิดนั้นเป็นของเผ่าพวกเรา เป็นอาวุธลับที่พัฒนาขึ้นมาค่ะ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการถูกนำออกมาใช้อย่างพลการ พวกเราเลยติดกล้องบันทึกระยะไกลเอาไว้ที่ระเบิดทุกตัว ดังนั้นจึงทราบได้ว่าทุกลูกที่หายไปนั้นมันอยู่กับใครและถูกใครใช้ไปค่ะ”
ท่านราชินีแฟตเริ่มอธิบายออกมา
“แต่เนื่องจากเหตุการณ์ดินถล่มจากงานเทศกาลของเผ่าภูติ เลยทำให้มีระเบิดส่วนหนึ่งหลุดออกไป ตอนแรกฉันคิดว่าให้ขนเอาไปแอบซ่อนในที่ทิ้งขยะของเผ่ายักษาซึ่งอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ เพราะมันลับตาคนและมีผู้คนน้อย เวลาที่ระเบิดมันทำงานจะได้ไม่มีผู้บาดเจ็บค่ะ แล้วกะว่าจะส่งคนที่เชี่ยวชาญไปเก็บกู้กลับมาทีหลังค่ะ”
สั่งให้เอาไปซ่อนในที่เปิดโล่งเตะตาแบบนั้นเนี่ยนะ…
“เป็นโชคร้ายที่ลูกน้องของฉันไม่จัดการซ่อนให้ดี เลยทำให้เผ่าอื่นเก็บกู้ไปใช้ก่อการร้ายได้อย่างที่เห็นตามภาพบันทึกนี้ค่ะ”
ท่านราชินีแฟตพูดด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย
ใช่ มันเป็นรอยยิ้มที่เธอมักแสดงให้เห็นเวลาที่ทุกอย่างเริ่มเป็นไปตามแผนการของเธอ
แล้วตอนนั้นเองที่ผมเริ่มเข้าใจแผนการของท่านราชินี
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปดั่งกลอุบายที่เธอได้วางเอาไว้
เธอคนนี้ไม่เคยเชื่อใจเผ่าอื่นและคอยวางแผนที่จะทำลายคริสตัลเผ่าอื่นเสมอมา
แต่เพราะว่าเธอทราบดีถึงความผูกพันธ์ที่ผมมีให้กับพวกเปอร์ไซด์กับเผ่าอื่น เธอจึงเริ่มปิดบังบางอย่างให้เป็นความลับกับผม
เธอจงใจสั่งให้มดทาสคนหนึ่งขนระเบิดที่ติดกล้องไปวางเอาไว้ในที่เตะตาของผู้คน
คนระดับเธอย่อมรู้อยู่แล้วว่างานระดับนี้ไม่สามารถสั่งการพวกมดทาสให้ทำได้
เพราะว่ามันเสี่ยงที่จะถูกสายลับหรือถูกเผ่าอื่นพบเห็น
แต่เธอก็ยังสั่งมดทาสที่แสนอ่อนแอและซื่อตรงให้ทำงานนี้
พวกนี้นะคิดเองไม่ค่อยเป็นโดยธรรมชาติ
ถ้าไม่สั่งให้ละเอียดพอ มันก็จะเอาไปวางแบบอย่างที่เห็น
เธอจงใจสร้างช่องว่างเพื่อให้เผ่าอื่นที่มีความคิดชั่วร้ายเอาไปทำอะไรบางอย่างที่เลวร้าย
เพื่อที่เธอจะได้เอาหลักฐานนั้นมาเปิดกลางศาล แล้วใช้ศาลเป็นเครื่องมือเล่นงานกลับ
ถามว่าเป็นการคาดเดาอย่างไร้เหตุผลไหม? คำตอบคือไม่
เพราะผมมักคอยรายงานถึงความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติให้เธอทราบเสมอ รวมไปถึงอัตตาที่เป็นเอกเทศน์ชัดเจนของแต่ละเผ่าผิดกับเผ่าเรา เพราะฉะนั้นเธอย่อมรู้ดีว่าทุกเผ่ามีแนวคิดที่ขัดแย้งกันเองแม้แต่ในเผ่าของตัวเอง และพร้อมที่จะก่อเรื่องเมื่อมีโอกาสเข้ามา
เธอก็แค่จงใจสร้างโอกาสนั้นขึ้นมาให้ มันก็เท่านั้น
ซึ่งเป้าหมายจะเป็นเผ่าไหนก็ได้ไม่สำคัญ
แล้วหวยดันไปลงกับดีออนจากเผ่าจอมมารพอดี
ส่วนที่เธอไม่ยอมเปิดภาพหลักฐานออกมาเมื่อวาน มันก็อาจเป็นเพราะว่าเธอกำลังรอให้อีกฝ่ายตายใจไปก่อน
แต่ถ้าหากว่ามันไม่เป็นตามแผนละ? ถ้าหากว่าคนในศาลเจอภาพหลักฐานนี้แล้วยังหน้าด้านสั่งให้ทำลายคริสตัลของพวกเราต่อละ?
เธอก็จะได้ใช้มันเป็นเหตุผลข้ออ้างเปิดสงครามกับทุกเผ่าไปเลย
ดีไม่ดีเธอคงคาดเดาไปถึงขั้นการได้รับความร่วมมือจากเปอร์ไซด์ด้วย
เปอร์ไซด์เป็นพวกซื่อตรง ถ้าเจอหลักฐานภาพเต็มตา ยังไงเธอก็ต้องเข้าข้างฝั่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว
“น่ากลัว…”
ถ้าสิ่งที่ผมคาดเดาทั้งหมดนี้คือความคิดขององค์ราชินีจริง ท่านราชินีแฟตก็ถือว่าเป็นคนที่น่ากลัวมากทีเดียว
ผมหันไปมองทางสามสหายอีกครั้ง
เอรีสกับเปอร์ไซด์กำลังทำสีหน้าประมาณว่า [คนร้ายคือเจ้าดีออนเองเรอะ!?]
แต่ทว่าใบหน้าของเอสเทอนั้นกำลังช็อคสุดขีด แล้วหันมาจ้องทางราชินีแฟตแทน
เธอคงกำลังคิดว่า [นี่บังอาจหลอกฉันให้วิ่งวุ่นทั้งวันอยู่หรือดอง?] อะไรแบบนั้นแน่นอน
ขอโทษด้วยนะเอสเทอ เอรีส เปอร์ไซด์
เผ่าของผมมันเชื่อใจไม่ได้จริง ๆ นั่นละครับ...