หลังจากที่ฮัวเจี่ยประมูลยันต์เกล็ดเหมันต์ได้ในราคาสูงลิบลิ่ว เพราะความอยากที่จะเอาชนะโม่เฟิง ตอนนี้เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาในสายตาของทุกคนที่มาเข้าร่วมงานประมูล
การประมูลของชิ้นแรกจบลง ฟางเยว่จึงนำของวิเศษล้ำค่าชิ้นอื่น ๆ จำพวก ศาสตราวุธ ชุดเกราะ รวมไปถึงเคล็ดวิชาระดับสองและสามขึ้นประมูลอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีของชิ้นไหน สามารถทำราคาได้สูงเหมือนกับยันต์เกล็ดเหมันต์ได้เลย
โดยของที่ถูกนำออกมาประมูลในวันนี้ เจ็ดในสิบชิ้นล้วนถูกโม่เฟิงประมูลได้ ซึ่งมูลค่าของมันนั้น เมื่อนับรวมกันแล้วสูงถึงห้าร้อยเหรียญทองเลยทีเดียว สร้างความฉงนใจให้กับผู้ที่เข้าร่วมงานประมูลในครั้งนี้ โดยเฉพาะปิงหยวนและปิงมู่ที่นั่งอยู่ติดกับโม่เฟิง
ตรงบริเวณจุดรับรองของตระกูลยินซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับตระกูลเฟิง จิ่วฉีและจิ่วซาเป็นผู้อาวุโสของตระกูลกำลังนั่งมองโม่เฟิงอย่างสงสัย “จิ่วซา เจ้าเด็กคนนั้นมันเป็นลูกหลานของผู้ใด? ถึงกล้ามาประมูลสินค้าตัดหน้าตระกูลยินของพวกเราไปหลายชิ้น”
จิ่วซามองตรงไปที่โม่เฟิงพลางกล่าว “มันเป็นเด็กที่ได้อันดับหนึ่งในงานล่าจิตอสูร เพิ่งเข้ามาที่นี่ได้ไม่นาน อาศัยอยู่กับตระกูลปิง ส่วนเรื่องอื่น ๆ ไม่มีใครรู้รายละเอียด”
หลังจากจากจบงานล่าจิตอสูร จิ่วซาได้สั่งให้คนไปตรวจสอบประวัติของโม่เฟิง แต่สิ่งที่สืบทราบมาได้นั้น นอกจากเรื่องที่โม่เฟิงเพิ่งเดินทางมาที่เมืองตะวันดับได้ไม่นานแล้ว ก็ไม่พบมีเรื่องอื่นใดอีกเลย
การประมูลยังคงดำเนินต่อไป ของหลายชิ้นยังคงถูกโม่เฟิงประมูลได้อย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าเขาจะหยุดประมูล จนกระทั่งงานในค่ำคืนนี้ผ่านมาแล้วครึ่งทาง ของที่ถูกนำออกมาประมูลก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น
“ของชิ้นถัดไปคือหอกวิหคเพลิง ศาสตราวุธระดับสามขั้นกลาง คุณสมบัติของมันจะช่วยเสริมพลังให้กับผู้ฝึกยุทธธาตุอัคคี ยามที่คมหอกของมันทะลวงผ่านสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะถูกเพลิงอัคคีที่ร้อนแรงแผดเผา”
ขณะที่ฟางเยว่กำลังกล่าวถึงคุณสมบัติของอาวุธชิ้นดังกล่าว ได้ชายร่างผอมเพรียวเดินออกมาจากด้านหลังเวทีการประมูล เดินเข้าไปหยิบหอกวิหคเพลิงขึ้นมาแล้วใช้ปลายหอกกระแทกเข้าใส่ก้อนหินที่ได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้
ในจังหวะที่ปลายหอกทะลวงผ่านก้อนหินโดยที่ก้อนหินมิได้แตกออกจากกัน มีเพียงรูขนาดเท่าปลายหอกปรากฏอยู่ จากนั้นเป็นเปลวเพลิงที่ร้อนแรงลุกพรึบขึ้นมาจากจุดที่ถูกทะลวงผ่าน ก่อนที่มันจะโหมคลุมหินทั้งก้อน ทำให้ผิวภายนอกของหินก้อนนั้นถึงกับไหม้เกรียม
หลังจบการทดสอบการใช้งานของหอกวิหคเพลิง ฟางเยว่ขานราคาเริ่มต้นสำหรับการประมูลอยู่ที่ห้าสิบเหรียญทอง ทุกคนต่างเห็นประจักษ์แก่สายตาตัวเองเช่นนั้น ย่อมนึกอยากจะได้ศาสตราวุธชิ้นนี้มาไว้ในครอบครอง
“เจ็ดสิบเหรียญทอง”
ยังไม่สิ้นเสียงฟางเยว่บอกให้เริ่มการประมูลของชิ้นนี้ ฮัวเจี่ยที่นั่งเงียบมาตลอดหลังจากประมูลยันต์เกล็ดเหมันต์ จึงเสนอราคาขึ้นอีกครั้ง ด้วยจำนวนเงินที่มากกว่าราคาเริ่มต้นอยู่มากโข เป็นการบอกกับทุกคนที่มาเข้าร่วมการประมูลอย่างเป็นนัย ๆ ว่า ของชิ้นนี้เป็นของข้า อย่าได้สอดมือเข้ามายุ่งเป็นอันขาด
เมื่อฮัวเจี่ยยกป้ายขึ้นเสนอราคา บรรยากาศที่เคยครื้นเครงพลันเงียบสงบลง แต่ก็เงียบสงบได้ไม่นาน เพราะเสียงที่คุ้นเคยได้ทำการเสนอราคาขึ้นอีกเช่นกัน
“เจ็ดสิบห้าเหรียญทอง”
เจ้าของเสียงที่ฟังดูคุ้นหูนี้ก็หาใช่ใครอื่น เขาก็คือโม่เฟิงนั่นเอง
เห็นโม่เฟิงเข้ามาร่วมประมูลอีกครั้ง สีหน้าของฮัวเจี่ยไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะหอกวิหคเพลิงด้ามนี้มีความจำเป็นสำหรับตัวเขายิ่งนัก มันจะสามารถช่วยให้เขารับมือกับผู้ที่มีระดับพลังเหนือกว่าได้ หากเขาได้ครอบครอง ย่อมจะต้องกลายเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในงานพญาหงส์ถือกำเนิด ดังนั้น...แม้จะต้องใช้เงินทั้งหมดที่เตรียมมา เขาก็จะต้องได้มันกลับไป
“แปดสิบเหรียญทอง!”
“แปดสิบห้าเหรียญทอง!
…..
โม่เฟิงและฮัวเจี่ยสลับกันเสนอราคา จนราคาของหอกวิหคเพลิงพุ่งสูงถึงหนึ่งร้อยเหรียญทองเข้าไปแล้ว
ยิ่งโม่เฟิงยกป้ายคราใด เป็นต้องทำให้ใบหน้าของฮัวเจี่ยยิ่งหม่นหมอง เพราะเงินของเขาที่เหลืออยู่มีไม่มากแล้ว
“หนึ่งร้อยสิบเหรียญทอง!”
เห็นใบหน้าของฮัวเจี่ย โม่เฟิงจึงเดาได้ว่าอีกฝ่ายแทบจะเทหมดหน้าตักที่มีอยู่ เขาจึงเว้นระยะในการเสนอราคา และทำสีหน้าที่เป็นกังวลยิ่งกว่าอีกฝ่าย “หนึ่งร้อยสิบเอ็ดเหรียญทอง”
มองดูใบหน้าที่เป็นกังวลของโม่เฟิง ประกอบกับยอดเงินที่เสนอขึ้นมาเป็นหลักหน่วย ฮัวเจี่ยพลันฉีกยิ้มออกมา พร้อมกับชูป้ายหมายเลขที่อยู่ในมือ เสนอราคาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ “หนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทอง”
“หมายเลขสิบสาม ได้เสนอราคาที่หนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทอง มีใครให้มากกว่านี้หรือไม่?”
ในห้องประมูลกลับเงียบสงบไร้เสียงใด ๆ ฟางเยว่จึงเริ่มขานราคาเพื่อที่จะปิดประมูลของชิ้นนี้
“หนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทองครั้งที่หนึ่ง! หนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทองครั้งที่สอง! หนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทองครั้งที่....”
ด้วยราคาที่สูงถึงหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทอง กับท่าทีที่เงียบไปของโม่เฟิง ผู้เข้าร่วมประมูลทุกคนจึงคิดว่าของชิ้นนี้ น่าจะต้องตกเป็นของฮัวเจี่ยแล้ว แต่ทว่า...ก่อนที่ฟางเยว่จะขานราคาครั้งสุดท้าย เสียงของโม่เฟิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“หนึ่งร้อยสามสิบเหรียญทอง!”
เห็นโม่เฟิงเสนอราคาขึ้นมาอีกรอบ ฮัวเจี่ยถึงกับหน้าซีด เพราะเงินในมือของเขาตอนนี้นั้นมีไม่พอที่จะประมูลแล้ว มันทำให้ฮัวเจี่ยเริ่มคิดหนัก ก่อนจะแบกหน้าไปขอยืมเงินจากชายสูงวัยที่นั่งอยู่ติดกับกวงหง
ด้วยศักดิ์ศรีของตระกูลเฟิง การที่จะปล่อยให้ฮัวเจี่ยนั้นพ่ายแพ้ในการประมูล มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเฟิงมีแต่จะเสื่อมเสีย และยิ่งอีกฝ่ายเป็นคนของตระกูลปิงด้วยแล้ว ยิ่งไม่อาจยอมได้ “หนึ่งร้อยสามสิบห้าเหรียญทอง!”
โม่เฟิงไม่ได้ตกใจกับยอดประมูลที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเขาได้คาดการณ์เอาไว้อยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าอย่างไร..ตระกูลเฟิงก็จะไม่มีทางยอมปล่อยของชิ้นนี้ไปง่าย ๆ เขาใช้ปลายนิ้วขยับแว่นตาของตน ก่อนจะเสนอราคาที่ทุกคนต่างก็คาดไม่ถึง
“หนึ่งร้อยหกสิบเหรียญทอง”
“หนึ่ง หนึ่งร้อยหกสิบเหรียญทอง!” ราคาที่โม่เฟิงยกป้ายขาน ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้าง แม้แต่ปิงหยวนและปิงมู่ที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก็คาดไม่ถึง
“ตระกูลปิงเสียสติไปแล้วหรือยังไง ถึงกับประมูลศาสตราวุธระดับสามขั้นกลางด้วยราคาที่สูงถึงขนาดนี้?”
“ข้าว่าตระกูลปิงไม่ได้เสียสติ แต่ข้าคิดว่าตระกูลปิงกำลังท้าทายตระกูลเฟิงเสียมากกว่า”
เสียงผู้คนที่มาเข้าร่วมประมูลซุบซิบกันเซ็งแซ่ ฝ่ายหนึ่งคิดว่าคนของตระกูลเฟิงนั้นเสียสติ ส่วนอีกฝ่ายคิดว่าเป็นการส่งสารท้าทายถึงตระกูลเฟิง เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น ว่าตระกูลปิงเวลานี้ มิได้สิ้นเนื้อประดาตัวอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
ด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว ชายสูงวัยยังคงตกตะลึงอยู่ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อจากนี้ดี จึงหันไปถามกวงหง เพื่อให้อีกฝ่ายเป็นผู้ตัดสินใจ “จะให้ข้าเสนอราคาขึ้นอีกไหม หรือควรจะพอแค่นี้ดี”
กวงหงนั่งนิ่งมองไปยังทิศทางของตระกูลปิงเพื่อประเมินสถานการณ์ ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่!”
มีเสียงเล่าลื่อหนาหูว่าตระกูลปิงได้ซื้อโอสถชนิดใหม่จากตระกูลเฉียนด้วยราคาแสนถูก ตระกูลปิงจึงไม่มีเหตุจำเป็นใด ที่จะต้องสำรองเงินไว้ แตกต่างจากตระกูลเฟิงของพวกเขา ที่ต้องเก็บเงินไว้ใช้ในการประมูลโอสถเหล่านั้น พวกเขาจึงไม่อาจใช้เงินไปอย่างสุรุยุร่ายได้
เห็นปฏิกิริยาของของชายสูงวัยและกวงหง ฮัวเจี่ยกำหมัดแน่น มองไปทางโม่เฟิงด้วยสีหน้าที่เคียดแค้น
“รอให้ถึงงานประลองชิงตำแหน่งก่อนเถอะ ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าอย่างสาสม” ฮัวเจี่ยกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงรอดไรฟันออกมาด้วยความแค้นใจ
ฟางเยว่ยังคงตกใจกับยอดประมูลที่โม่เฟิงได้เสนอออกมา นางไม่คิดว่าศาสตราวุธระดับสามที่ราคาอยู่ระหว่าง หนึ่งถึงหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทอง จะถูกประมูลออกไปในราคาถึงหนึ่งร้อยหกสิบเหรียญทองเช่นนี้
เมื่อตั้งสติได้ นางทำการขานราคาของมันอีกครั้งเพื่อปิดการขาย “หนึ่งร้อยหกสิบเหรียญทองครั้งที่หนึ่ง! หนึ่งร้อยหกสิบเหรียญทองครั้งที่สอง! และหนึ่งร้อยหกสิบเหรียญทองครั้งที่สาม!”
สุดท้ายหอกวิหคเพลิงก็ตกเป็นของโม่เฟิง แต่จะมีใครรู้..ว่าที่เขาประมูลหอกเล่มนี้ก็เผื่อฉีกหน้าตระกูลเฟิงเท่านั้น ไม่ได้มีสาเหตุอื่นใดเข้ามาข้องเกี่ยวด้วยเลย
สิ้นสุดการประมูลหอกวิหคเพลิง ฟางเยว่เริ่มต้นกล่าวเปิดการประมูลของชิ้นถัดไป ทุกคนที่ยังคงตกตะลึงกับราคาประมูลของหอกวิหคเพลิงจึงกลับเข้าสู่บรรยากาศของงานประมูลอีกครั้ง “ของชิ้นถัดไปเป็นดวงจิตของสัตว์อสูรหายากที่อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตธาตุดินและธาตุวายุ”
ชายร่างผอมเพรียวคนเดิมเดินออกมาอีกครั้งพร้อมกับดวงจิตของสัตว์อสูรธาตุดิน ลักษณะของลวดลายที่ปรากฏอยู่บนลูกแก้วดวงจิตสีแดงดวงนี้ เป็นรูปร่างของมังกรที่ดูน่าเกรงขาม
ในบรรดาประเภทของสัตว์อสูรทั้งหมด สัตว์อสูรประเภทมังกรจัดเป็นสัตว์อสูรที่อยู่จุดบนสุดของห่วงโซ่อาหาร ถึงแม้ระดับพลังจะเท่ากับสัตว์อสูรตนอื่น ๆ แต่ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรประเภทมังกรนั้นจัดว่าเหนือกว่ามาก
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ