ซูอี้หว่านตระหนักว่าตนเองประมาทเกินไปจึงรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นพี่ชายมองมาด้วยความเป็ห่วงนางจึงคลำชีพจรตนเองแล้วยิ้มให้ "พี่ชายไม่ต้องกังวลข้าไม่เป็ไร เพียงแต่ร่างเดิมอ่อนแอเกินไปเท่านั้น"
เ้าของร่างเดิมชื่อซูอี้หว่านเช่นกันอายุสิบสี่ปี เป็บุตรีคนเล็กของบ้านรองแห่งตระกูลซูก่อนจะหนีภัยแล้งนางเป็เพียงสาวชาวนาที่ยากจนข้นแค้นแห่งเมืองหย่งผิงที่ยากจนถึงขนาดต้องขุดรากหญ้ากินประทังชีวิต
ต่อมาแคว้นเยว่เกิดศึกาที่ชายแดนบิดาอย่าง ซูฉงิ ถูกเกณฑ์ไปเป็ทหาร จากนั้นก็หายสาบสูญไปซูไท่ไท่แม่ม่ายเฒ่ากลับลำเอียงเข้าข้างบ้านใหญ่ ไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือ มิหนำซ้ำ่หลายปีที่ผ่านมาเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ทำให้ไม่มีสิ่งใดให้กิน ร่างกายของเ้าของร่างเดิมจึงผ่ายผอมใกล้สิ้นใจเต็มที
ซูไท่ไท่มีอคติต่อบ้านรองมาโดยตลอดเมื่อครึ่งปีก่อนยังใส่ความว่าเ้าของร่างเดิมแอบมีใจให้ชายขอทานที่าเ็สาหัสที่ช่วยไว้ขณะหาขุดรากหญ้าจนเ้าของร่างเดิมถูกตีตราว่าเป็ 'นางแพศยาน้อย'ไม่ให้นางกินดื่ม จนกระทั่งอดตายในที่สุดมิเช่นนั้นนางคงไม่มีโอกาสเข้ามาในร่างนี้ได้
ซูอี้โจวรีบประคองนางไปพิงรากไม้ข้างๆลดเสียงลงแล้วกล่าว "ดีแล้วเ้าลองตรวจดูอาการท่านแม่ก่อน"
"เ้าค่ะ!" ซูอี้หว่านรีบคลานไปตรวจชีพจรเมื่อตรวจเสร็จก็เอื้อมมือไปเด็ดดอกผู๋กงอิง (แดนดิไลออน) ข้างๆมาจ่อที่รูจมูกเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจ
"ยังดี ทุกอย่างเป็ปกติ เพียงแต่หิวจนสลบไป ต้องบำรุงร่างกายโดยด่วนพี่ชาย ท่านลองดูหน่อยสิว่า มิติของเรายังอยู่หรือไม่"
"ได้ เ้าบังข้าไว้หน่อย" ซูอี้โจวกล่าวพลางแบมือออกเริ่มร่ายมนต์คาถา ครู่หนึ่งก็ปรากฏแหวนไม้บนฝ่ามือ
"มิติยังอยู่"
ซูอี้หว่านถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ดีเหลือเกิน
มิตินี้ถูกผูกมัดกับครอบครัวของพวกนางเมื่อห้าปีก่อนตอนที่กำลังต่อสู้กับซอมบี้ นอกจากจะเก็บรวบรวมเสบียงที่พวกเขาสะสมไว้มากมายแล้วยังมีสระน้ำทิพย์และผืนนาดิน หากนำพืชมาปลูกในผืนนา แล้วรดด้วยน้ำทิพย์พืชก็จะเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในยุคสิ้นโลกบิดาตายไปแล้ว ท่านแม่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาทั้งสองคนให้เติบใหญ่มาได้ก็ด้วยมิตินี้
ตอนนี้ข้ามภพมายังแคว้นเยว่เปิดฉากด้วยเื่ราวการหนีภัยแล้ง หากมีมิติอยู่ อย่างน้อยก็คงมีชีวิตรอดไปได้
"พี่ชาย ท่านลองหาดูว่าในมิติยังมีเนยถั่วเหลืออยู่หรือไม่"
ซูอี้โจวนำแหวนไม้สวมไว้ที่นิ้วแล้วบิดไปทางซ้ายเบาๆ มิติเสมือนจริงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
สระน้ำใสไหลรินโอบล้อมกระท่อมไม้หลังเล็กๆข้างกระท่อมเป็สวนผิงกั่ว (แอปเปิล) สีแดงก่ำนั่นคือสิ่งที่พวกเขาปลูกก่อนข้ามภพมา ตอนนี้คงกินได้แล้ว
แต่เมื่อน้องสาวบอกให้กินเนยถั่วก็ต้องเป็เนยถั่วนางร่ำเรียนการแพทย์มาั้แ่เด็ก ทั้งยังมีพร์าแร้ายแรงในยุคสิ้นโลกนางยังรักษาหาย เชื่อใจนางย่อมไม่มีผิดหวัง
เขาเลื่อนภาพเคลื่อนเข้าไปเปิดประตูไม้ภายในเต็มไปด้วยเสบียงที่เก็บสะสมมา ทั้งหม้อไหจานชาม น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ฯลฯเขามองหาอยู่พักหนึ่งก็เห็นว่า บนโต๊ะยังมีเนยถั่วที่เปิดแล้วเหลืออยู่ครึ่งกระปุก
มิตินี้มีคุณสมบัติในการเก็บรักษาความสดเขาจึงตักเนยถั่วออกมาสองช้อนอย่างวางใจ
"อี้หว่าน เ้ากินก่อน"
"อืม"
ด้วยความกลัวว่าจะมีคนสังเกตเห็นซูอี้หว่านจึงหันหลังให้ถนนหลวง ใช้แขนเสื้อขาดๆ บังปากแล้วกลืนเนยถั่วลงไปในคราวเดียว รู้สึกว่ามีกำลังวังชาขึ้นมาบ้างแล้วจึงค่อยป้อนให้มารดา
เมื่อป้อนเนยถั่วลงไปมารดาก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง ดวงตางามกะพริบเปิดครู่ปิดครู่ พริบตาเดียวก็ฟื้นคืนสติ
"ไอหยา พวกเรามาถึงที่ไหนกันแล้วเนี่ย?"
เมื่อได้ยินคำว่า‘ไอหยา’ ที่คุ้นเคยซูอี้หว่านก็รู้ว่าแม่ของตน ‘ล็อกอิน’ เข้ามาแล้ว
นางไม่รีบร้อนอธิบายอย่างไรเสียก็มีความทรงจำของเ้าของร่างเดิมอยู่ เดี๋ยวอีกฝ่ายก็คงเข้าใจเอง
เป็ดังคาดไม่นานนัก จางอ้ายหลินก็เอามือปิดปากเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองกรีดร้องมีเพียงสามคำที่ลอดออกมาจากร่องนิ้ว ‘ข้าม! ภพ!แล้ว!’
"มีชีวิตรอดก็ดีเท่าไรแล้ว" ซูอี้โจวกล่าวอย่างใจเย็นเอื้อมมือไปเด็ดหญ้ามาคาบไว้ในปากอย่างเงียบๆ ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"แล้วซูไท่ไท่ นางแก่สารเลวที่บีบบังคับให้ข้าประหยัดปากท้องจนอดตายล่ะ!"
แม้จางอ้ายหลินจะเป็มารดาของลูกสองแต่โดยธรรมชาตินางเป็คนเปิดเผย มองโลกในแง่ดี เกลียดชังความชั่วไม่นานนักก็ยอมรับความจริงได้ ซ้ำยังรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเ้าของร่างเดิมด้วย
จากความทรงจำของร่างเดิมจางอ้ายหลินถูกซูไท่ไท่ที่ลำเอียงเข้าข้างบ้านใหญ่บังคับให้ประหยัดปากท้องให้หลานชายทั้งสี่ของบ้านใหญ่หากไม่ทำตาม ซูไท่ไท่ก็จะลงโทษด้วยการลดอาหารของซูอี้หว่านเป็เหตุให้จางอ้ายหลินต้องจบชีวิตลงเพราะความอดอยาก
หากไม่กำจัดคนสารเลวใจร้ายแบบนี้แล้วจะเก็บไว้ทำอะไร?
พวกเขามาจากยุคสิ้นโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้การดิ้นรนมีชีวิตอยู่คือวิถีแห่งผู้แข็งแกร่ง ประสบการณ์บอกพวกเขาว่าการใจอ่อนให้กับคนที่คิดร้ายต่อพวกเขา ก็คือการโหดร้ายต่อตนเองพวกเขาไม่ใช่พระโพธิสัตว์มาโปรดสัตว์โลก ใครทำร้ายพวกเขา คนผู้นั้นจะต้องชดใช้!
"ไม่ต้องกังวล ข้ากับพี่ชายซ้อมยายแก่คนนั้นไปแล้วยกใหญ่จะมีชีวิตรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของนาง!" ซูอี้หว่านกล่าว
"หึ! แค่ซ้อมยกใหญ่? เบาเกินไปแล้ว!คราวหน้าหากมีโอกาสได้พบนางอีกข้าจะต้องทวงคืนความเจ็บแค้นที่ได้รับมาใน่หลายปีนี้ให้หมดสิ้น!" จางอ้ายหลินไม่พอใจแทนเ้าของร่างเดิมและตนเอง
ท้ายที่สุดตอนนี้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะร่างเดิม การที่ตนเองถูกทรมานจนถึงเพียงนี้ล้วนเป็ผลงานของยายแก่ใจแคบผู้นั้น!
เมื่อคิดว่าถนนสายนี้มุ่งไปยังที่แห่งเดียวซูอี้หว่านก็ยกยิ้มขึ้น "ตราบใดที่นางไม่ตายก็อาจจะได้เจอกันในเร็ววัน"
จางอ้ายหลินกำหมัดแน่นจนกระดูกดังกร๊อบ"เช่นนั้นข้าคงต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเพื่อกระทืบคนพิลึกเสียหน่อยแต่ตอนนี้ต้องหาที่พักอาศัยก่อน พวกเ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?"
"ไปเมืองอวิ๋นเฉิง" ซูอี้หว่านเอ่ยชื่อเมืองออกมา
จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิมเส้นทางของพวกเขาคือหนีจากเมืองหย่งผิงไปยังเมืองอวิ๋นเฉิงที่มั่งคั่งด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก ที่นั่นมีคลังเสบียงที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ประการที่สอง ด้วยเหตุผลบางอย่าง เ้าของร่างเดิมเชื่อมั่นว่า บิดาของตน ซูฉงิยังไม่ตาย ก่อนหน้านี้จึงยืนกรานที่จะไปเมืองใหญ่กว่าเพื่อสืบข่าวคราว
แม้ว่าตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาจะแย่งชิงร่างของครอบครัวเดิมมาไม่ว่าจะตามหาซูฉงิหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ใช่เื่สำคัญแต่อวิ๋นเฉิงก็เป็สถานที่ที่ควรไปจริงๆ
ซูอี้โจวคายหญ้าออกจากปากสนับสนุนความคิดของนางเช่นกัน "เมืองอวิ๋นเฉิงนั่นแหละเหมาะแล้วก่อนที่พวกเ้าจะตื่น ข้าได้สอบถามผู้คนมาแล้ว อวิ๋นเฉิงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ที่นั่นมีร้านค้า ร้านขายยา โรงสุราเรียงราย ตราบใดที่เมืองยังไม่ถูกปิดพวกเราเข้าไปขายอะไรสักอย่างก็คงมีชีวิตรอดไปได้"
ซูอี้โจวสมกับเป็อัจฉริยะทางการค้าไม่ลืมโอกาสทางธุรกิจในทุกขณะ
"ถ้าเช่นนั้นจะรออะไรอีก ไปกันเถอะ ลูกชายลูกสาว พวกเ้ามาประคองข้าหน่อย"
ซูอี้โจวและซูอี้หว่านจำต้องเป็ไม้เท้าให้รีบเข้าไปประคองจางอ้ายหลิน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดินก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจากด้านหลัง ตามมาด้วยความวุ่นวายของผู้คน
"เกิดอะไรขึ้น?" ซูอี้หว่านหันหลังกลับไปถาม
สิ่งที่ตอบกลับมาคือเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาของผู้ลี้ภัย
"ทหารมา! ทุกคนหนีเร็วเข้า!"
"ทหารมาจับคนไปเป็ทหารอีกแล้ว!"
"บ้านไหนมีชายฉกรรจ์ รีบหลบซ่อนเสีย!"
ชั่วขณะนั้นชายหนุ่มผู้ลี้ภัยต่างก็วิ่งหนีขึ้นเขาบ้าง ไปข้างหน้าบ้างผู้ที่หนีไม่ทันก็ซ่อนตัวกันจ้าละหวั่น บางคนมุดเข้าไปใต้ท้องรถบางคนสวมเสื้อผ้าสตรีคลุมศีรษะปลอมตัวเป็ผู้หญิง บางคนแกล้งเป็คนพิการบางคนก็คว้าโคลนมาป้ายตัวแล้วนอนแน่นิ่งแกล้งตาย
เมื่อซูอี้หว่านได้ยินคำว่า‘จับคนไปเป็ทหาร’ ความทรงจำที่เ้าของร่างเดิมได้รับมาก็แวบเข้ามาในหัว
แท้จริงแล้วการถูกจับไปเป็ทหารไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริงคือ สภาพกึ่งเป็กึ่งตาย ตัวอย่างเช่นการป่วยระหว่างเดินทาง หรือการได้รับาเ็ในสนามรบต่างหาก
เนื่องจากแคว้นเยว่อ่อนแอทั้งยังขาดแคลนซึ่งปัจจัยในการรักษาทหารที่ป่วยจำนวนมากจึงป่วยตายหรือไม่ก็ถูกฝังทั้งเป็หากไม่ตายก็จะถูกฝังทั้งเป็เมื่อตายแล้วก็รายงานต่อราชสำนักว่าเสียค่าทำศพเกินจริง เพื่อปิดบังความผิด
มีคนเคยเห็นกับตาว่าทหารที่ถูกฝังยังคงพูดอยู่ในโลงศพหรือไม่ก็ฝังหลายคนไว้ในโลงเดียวกัน วันรุ่งขึ้นเมื่อไปดู ห่างออกไปหลายจั้งก็ยังเห็นมือที่เปื้อนเืพยายามเหยียดออกมาจากพื้นดิน
ข่าวลือนี้แพร่กระจายออกไปเรื่อยๆทุกคนจึงหวาดกลัว ‘ทหาร’ อย่างถึงที่สุด
ซูอี้หว่านไม่อยากให้พี่ชายถูกจับไปเป็ทหารเช่นกันรีบะโบอกเขา "พี่ชาย! รีบหลบเร็ว!"
อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่มีสิ่งใดติดตัว ไม่มีแม้แต่ที่ซ่อนตัว ไม่มีที่ให้หลบซ่อนได้เลย
"รีบแกล้งตาย!" จู่ๆก็มีเสียงทุ้มนุ่มดังมาจากด้านหลัง