บทที่ 26
เื่ของเขา
“ว่าแต่เรียวไม่เคยเล่าเื่ตัวเองให้ฟังเลยรึ?”
ฉันบอกคุเรไนไปว่าฉันไม่รู้จะถามตอนไหน
“เลยมาสืบจากข้าแทน เข้าใจแล้ว”ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม “ท่าทางเ้าสนใจเขาไม่น้อย”
ฉันอ้าปากพะงาบๆและแน่นอนว่าไม่มีเสียงออกมา คุเรไนเห็นสีหน้าฉันแล้วขำจนเจ็บแผล
“ข้าไม่หยอกเ้าแล้ว เรียวเป็ที่ปรึกษาให้แม่ทัพคนหนึ่งที่ไคหยางตัวตนของแม่ทัพคนนั้นเป็ความลับทางราชการ” ชายหนุ่มยกมือแตะคาง “พูดถึงเื่ทหาร...หลังแยกทางกับข้า เรียวเข้าเรียนที่สถาบันหลานซานเป็สถาบันฝึกอบรมนักเวทที่ใหญ่ที่สุดของซิงกวน นักเรียนส่วนมากจบไปเป็นายทหารชั้นผู้ใหญ่หรือไปเข้าหน่วยรบพิเศษได้ยินมาว่าผู้ก่อตั้งหน่วยสุนัขล่าเนื้อที่ซูเหลียงเคยสังกัดเรียบจบจากที่นั่นเช่นกัน”
ฉันเคยได้เห็นผ่านตามาบ้างจากสมุดแผนที่และหนังสือประวัติศาสตร์บางเล่มมีกล่าวเป็ประโยคสั้นๆว่าบุคคลสำคัญคนโน้นคนนี้เรียนจบจากสถาบันอะไรสักอย่างที่ปัจจุบันชื่อสถาบันหลานซาน
“ข้าได้ข่าวว่าเรียวมีคนรักอยู่คนหนึ่ง...เป็นักเรียนที่นั่น”
ฉันเผลอกลั้นหายใจเมื่อคุเรไนพูดคำว่าคนรักในอกรู้สึกหน่วงๆ ฉันยกมือขึ้นขยำเสื้อเพื่อขจัดความรู้สึกนั้น
“นางเสียชีวิตเพราะพลังเวทะเิ”
จบประโยค จิ๊กซอว์ที่อยู่ในหัวฉันต่อลงล็อกพอดี
“เป็กรณีศึกษาที่โด่งดังในหมู่นักเรียนเวทเชียวแม้แต่ข้าที่ไม่ได้เรียนทางนั้นโดยตรงยังเคยได้ยินไม่มีการเปิดเผยว่านักเรียนที่เสียชีวิตเป็ผู้ใด ข้าสงสัยขึ้นมาหลังพูดกับท่านวันนั้นจึงเพิ่งเค้นจากเขาได้เมื่อวันก่อน นางคือคนรักของเรียวนั่นเอง”
“ทราบชื่อไหมคะ?”
คุเรไนนิ่งไปครู่หนึ่งจึงตอบ
“รั่วหลาน นางมีนามว่ารั่วหลาน”
...รั่วหลาน
“เท่าที่ดูสีหน้า...ท่านไม่ทราบเลยสินะ”
ฉันหน้าซีดทั้งที่เดาไว้อยู่แล้วว่าเื่เป็แบบนี้ แต่พอได้ฟังเข้าจริงๆ กลับรู้สึกใจหาย
“พลังเวทะเิหมายความว่ายังไงคะ?”
คุเรไนไม่ตอบ เขาเบนสายตาไปทางประตู
“เรียว ข้ารู้ว่าเ้าอยู่หน้าห้อง”
ประตูเปิดออกช้าๆและร่างหนิงหลงในชุดสีเข้มก้าวเข้ามา
“ข้ากลัวว่าเ้าจะรังแกนางจึงย้อนกลับมา”ชายหนุ่มแถหน้าตาย
“สภาพแบบนี้มีรึจะรังแกใครไหว?” คุเรไนแกล้งทำเสียงโอดโอยแต่คนที่เพิ่งเข้ามาในห้องไม่ขำด้วยสักนิด คนเจ็บเลยพ่นลมออกจมูก“ใครรังแกแม่นางผู้น่ารักของเ้าได้ลงคอ? หากผู้ใดรังแกข้าจะไปตบหัวมันผู้นั้นด้วยตัวเอง”
“เ้าแข็งแรงดีแล้วนี่ไม่จำเป็ต้องให้เหมยฟางดูแล”
คุเรไนเหลือบตามองฉันแวบหนึ่งก่อนจะทำหน้าบึ้ง
“หากแม่นางอยากดูแลข้านั่นเป็สิทธิ์ของนาง อีกอย่าง ข้ากำลังคุยกับนางอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน”
หนิงหลงจ้องอีกฝ่ายนิ่งสุดท้ายคุเรไนถอนหายใจยาว
“นางถามเื่อะไร เ้าก็หัดตอบนางบ้างไม่ใช่บ่ายเบี่ยง นิสัยปากหนักของเ้ายังแก้ไม่หายอีกรึ?”
“ข้าไม่ได้...”แต่แล้วชายหนุ่มเงียบไป
“พอดีฉันยังไม่ได้ถามค่ะ” ฉันพยายามกู้บรรยากาศที่เริ่มกดดันจากนั้นลุกขึ้น “ฉันไปดูถิงถิงนะคะ”
“อยากคุยกับข้าเมื่อไหร่ก็มาได้เสมอแต่อาจจะหลบเรียวยากสักหน่อย อย่างไรก็พยายามเข้าล่ะแม่นางผู้ประเสริฐ”
คุเรไนโดนหนิงหลงมองค้อนแต่เ้าตัวหัวเราะร่าไม่สนใจ
ฉันออกจากห้องก็พบว่าหนิงหลงตามออกมาด้วย
“...เ้ายังกลัวอยู่ไหม? เื่เมื่อวันก่อน?”
ฉันหยุดเดินและมองชายหนุ่มข้างตัว
เราเดินอยู่ตรงทางเดินที่มีกระจกสีแสงสลัวจากด้านนอกส่องกระทบกระจกสีเป็ประกาย สะท้อนไปบนเสื้อผ้าสีเข้มของชายหนุ่มดวงตาสีแดงของเขาดูราวกับกำลังเปล่งแสงออกมา
ฉันก้มหน้ายอมรับ
ใช่ ฉันกลัวจริงแค่คิดว่าหากคุเรไนไหวตัวช้ากว่านั้นนิดเดียว ตัวเองกับถิงถิงอาจตายได้เล่นเอาสั่นไปทั้งตัว
ฉันกอดตัวเองไว้ไม่ให้ออกอาการ แต่หนิงหลงวางมือบนต้นแขนฉัน
“ข้าจะไม่วิ่งไปคนเดียวแบบนั้นอีกขอโทษด้วย หลังจากนี้ข้าจะปกป้องเ้าด้วยตนเอง” เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่งก่อนพูดต่อ“เมื่อไปเทียนซู ห้ามห่างจากข้าโดยเด็ดขาดและข้าจะไม่ให้ใครแตะต้องเ้าแม้สักขุมขนเดียว”
ทำไมเขาถึงอ่อนโยนกับฉันทั้งที่มีเื่ปิดบัง?คำพูดก่อนหน้านี้ของชายหนุ่มย้อนกลับเข้ามาในหัว
“แล้วเ้าชอบหรือที่ตัวเองโดนมองว่าเป็คนอื่น?น้ำใจ คำชม ความอ่อนโยนทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็ของที่มีไว้สำหรับคนอื่นที่เ้าไม่สามารถเป็ได้อย่างนั้นเ้ายอมรับได้หรือ? เ้าใส่ใจความรู้สึกของข้ามากเกินไปแล้วความรู้สึกของเ้าเอง เ้าไม่สนใจบ้างเลยหรือ?”
เขายืนกรานกับฉันเช่นนั้นฉันจึงไม่คิดจะเป็ตัวแทนของรั่วหลาน
เพียงแต่พอได้รู้เื่รั่วหลานคนนั้นแล้วฉันกลับสงสัยขึ้นมาว่าลึกๆ ในใจ เขามองฉันเป็เธอคนนั้นของเขาหรือเปล่า?
นี่ฉันเป็ผู้หญิงใจแคบที่เชื่อใจเขาไม่ได้หรือยังไงกัน?ฉันไม่ชอบเลยที่ตัวเองเป็แบบนี้
“ขอบคุณค่ะ” ฉันเขียนด้วยตัวอักษรโย้เย้ไม่น่าดูแต่หนิงหลงยังไม่ยอมปล่อยฉันไป
“ข้าทำอะไรให้เ้าเสียใจใช่ไหม?”
“เปล่า”
“...” ชายหนุ่มพยักหน้า“...เช่นนั้น...ก็...”
“ท่านหนิงหลงจะปกป้องข้าจริงๆ ใช่ไหม”ฉันถามด้วยตัวอักษรโย้เย้
หนิงหลงกุมมือที่ถือพู่กันของฉันไว้ั้แ่ยังเขียนไม่จบประโยคดวงตาสีทับทิมจ้องมา มืออีกข้างของชายหนุ่มจับปอยผมที่หลุดเคลียแก้มทัดหูให้
“...ข้าไม่มีทางคิดร้ายกับเ้าไม่ว่าเ้าได้ยินอะไรจากอาหงมา... ข้าแค่อยากให้เ้า...ให้เวลาข้าสักนิด”ชายหนุ่มพูดจบ หลบตาไปจังหวะหนึ่งก่อนจะสบตาฉันอีกครั้ง “ข้าสาบานข้าไม่มีวันคิดร้ายต่อเ้า”
หัวใจฉันเต้นรัว
อารมณ์ที่ััได้จากเขาคือความรู้สึกหวานปนขมความอบอุ่นเจือด้วยความขมขื่น
“ก่อนไปเทียนซู ข้าจะพยายามไม่ให้ความรู้สึกคนอื่นเข้ามาค่ะ”
“ดี” มุมปากเขาหยักยิ้มเล็กน้อย “แล้วจะว่าไป...สิ่งที่เ้าอยากถามข้าคืออะไรรึ?”
คำถามนั้นดึงสติฉันกลับคืนมาฉันสูดหายใจลึกๆ และถามออกไปว่า
“ข้ามาอยู่ที่นี่เพราะเวทมนตร์รึเปล่าคะ?”
หนิงหลงเงียบไป ก่อนจะพูดต่อว่า
“อืม... เป็เวทมนตร์แบบเดียวกับที่ทำให้ถิงถิงหลุดมาที่นี่”เขาพูด “การมาถึงของถิงถิงเปิดช่องให้ นั่นคือสิ่งที่ข้าคิด”
“...”ฉันทำความเข้าใจกับคำตอบนั้นครู่หนึ่ง
เปิดช่อง...ฉันยังไม่เคยเจอเื่นั้นในการค้นข้อมูลท่าทางจะยังมีเื่ที่ฉันไม่รู้อีกเยอะ
“มีหนังสือที่พูดถึงเื่ย้ายมิติในห้องสมุด”ฉันเกริ่น
“มีอยู่บ้างข้าซื้อมาจากร้านหนังสือที่ตั้งใจจะพาพวกเ้าไปตอนแรก หลังถิงถิงมา ข้าซื้อมาศึกษาไว้”หนิงหลงตอบเสียงเรียบ “ถ้าสนใจ ข้าจะแนะนำให้เ้าเพียงแต่...เล่มที่มีประโยชน์จริงๆ เขียนด้วยอักษรดั้งเดิม”
ว่าแล้ว...
“ข้าอยากรู้ว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่ค่ะ”
ชายหนุ่มจ้องฉันเนิ่นนานและพยักหน้าช้าๆ
“บางทีอาหงอาจเคยเล่าให้เ้าฟังว่าที่เทียนซูมีหอสมุดระหว่างอยู่ที่นั่น เราแวะไปได้”
เราเงียบกันไปไม่ใช่ความเงียบแบบแปลกๆ แต่เป็ความเงียบที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้สึกว่ามีความจำเป็จะต้องพูดแค่อยู่ตรงนั้นก็พอ
ฉันอาจยังสงสัยเกี่ยวกับหนิงหลงอีกหลายเื่แต่ฉันยังรู้สึกสบายใจที่จะอยู่กับเขา
“จะว่าไปเรายังไม่ได้ไปร้านหนังสือเลย ข้าอยากพาเ้าไป” ชายหนุ่มกล่าว “พรุ่งนี้เ้าสะดวกไหม?”
ไม่มีครั้งไหนที่ฉันไม่สะดวกเราจึงตกลงกันว่าจะไปร้านหนังสือ