ตอนที่39 : อาสาทัพเหนือปัญญาแทนเลือด
เสียงกลองเร่งรัวดังขึ้นทั่วนครหลวง
ทูตทหารจากชายแดนมาถึงหน้าวังหลวงอีกครั้ง
ใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยแผล
“ฝ่าบาท!เมืองซ่งหลิงถูกล้อมทั้งสี่ด้าน!
แม่ทัพฟู่หรงบาดเจ็บหนัก!
ข้าศึกเริ่มตั้งค่ายถาวรและขุดคูประชิดกำแพง!”
เสียงขุนนางดังเซ็งแซ่
“จะไม่เหลือเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ต้องส่งกองทัพหลวงเดี๋ยวนี้!”
“แต่ทัพหลวงยังไม่พร้อม!”
ฮ่องเต้นั่งนิ่ง พระพักตร์เคร่งเครียด
จากนั้นสายพระเนตรหันไปยังบุตรชายคนโตที่ยืนอยู่ข้างขุนนางฝ่ายกลาง —
รัชทายาท หานอวี้จิน
“อวี้จินเจ้าคิดอย่างไร?”
เขาก้าวออกมาช้า ๆแล้วคุกเข่ากลางท้องพระโรง
“ฝ่าบาทโปรดให้ข้าอาสานำทัพไปเอง”
เสียงขุนนางบางคนถึงกับอุทาน
“ฝ่าบาท!รัชทายาททรงเป็นว่าที่จักรพรรดิ จะเสี่ยงออกศึกเองไม่ได้!”
“หากทรงเป็นอะไรไป แผ่นดินจะสั่นคลอน!”
หานอวี้จินไม่แม้แต่จะเงยหน้า
น้ำเสียงสงบแต่เด็ดขาด
“หากข้าไม่ออกไปวันนี้...วันหน้าก็ไม่สมควรนั่งบนบัลลังก์
แผ่นดินนี้กำลังเดือดร้อน ข้าจะไม่ซ่อนอยู่หลังความปลอดภัย”
ฮ่องเต้นิ่งไปครู่ยาว ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“เจ้ารู้หรือไม่อวี้จิน...
บิดาคนนี้มีลูกชายเพียงสามคน
คนหนึ่งโง่เขลา คนหนึ่งทะเยอทะยาน
และอีกคนหนึ่ง... ข้ากลัวว่าจะฉลาดเกินไปจนข้าก็ห้ามไม่ได้”
เสียงนั้นเต็มด้วยความหนักใจแต่แฝงรอยภาคภูมิ
“ไปเถิด...แต่อย่าลืมว่า เจ้าต้องกลับมา”
หานอวี้จินก้มศีรษะกราบ
“พ่ะย่ะค่ะ —ข้าจะกลับมาพร้อมแผ่นดินที่ยังยืนอยู่”
วันรุ่งขึ้นจวนรัชทายาทเต็มไปด้วยทหารและข้าราชบริพาร
ธงเพลิงหานเฟิงโบกสะบัดเหนือค่าย
เสียงฆ้องและกลองดังสลับกับเสียงสั่งเตรียมเสบียง
ขณะหานอวี้จินสวมเกราะ
ประตูด้านหลังเปิดออกอย่างเงียบ ๆ
ฮองเฮา (พระมารดา) เสด็จเข้ามาด้วยสายตาเปี่ยมความห่วงใย
“เจ้าจะจากไปโดยไม่แม้แต่เอ่ยลาบิดามารดาเช่นนั้นหรือ”
หานอวี้จินคุกเข่าทันที
“เสด็จแม่...ข้าไม่อยากให้พระองค์ทรงทุกข์ใจ”
“ความทุกข์ของแม่มิใช่เพราะลูกจะไป
แต่เพราะแม่รู้ว่าเจ้าจะไปโดยไม่หันกลับมา”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนแต่เฉียบลึก
เธอหยิบผ้าไหมสีขาวปักด้วยด้ายเงินออกมายื่นให้
“นี่คือผ้าเช็ดหน้าที่ข้าปักเอง
เจ้าคงจำได้ — ตอนเจ้าป่วยเมื่อยังเล็ก แม่ใช้ผืนนี้ห่มมือเจ้าไว้
ครั้งนี้... ข้าขอให้มันปกป้องเจ้าจากเพลิงและเหล็ก”
หานอวี้จินรับไว้เงียบ ๆ น้ำตาซึมในแววตา
“ข้าสาบานว่าจะกลับมา...ไม่ว่าจะต้องเผาโลกครึ่งหนึ่งก็ตาม”
เมื่อเขาเดินออกจากวัง
เสียงม้าอีกขบวนดังขึ้นทางประตูตะวันตก
องค์ชายสาม หานอวี้เหยียน ควบม้าเข้ามา ใบหน้าเปื้อนเหงื่อ
“พี่ใหญ่!ข้าได้ข่าวว่าท่านจะออกศึก — ข้าไปด้วย!”
“ไม่ได้!” หานอวี้จินตอบทันควัน
“นี่ไม่ใช่สนามฝึก แต่มันคือสนามตาย!”
แต่หานอวี้เหยียนกลับหัวเราะ
“นั่นยิ่งทำให้ข้าอยากไป—
ข้าไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ในวังที่อบอุ่น หากพี่ต้องตายในหิมะลำพัง!”
หานอวี้จินมองน้องชายเงียบไปครู่
จากนั้นส่งบังเหียนม้าอีกตัวให้
“งั้นเจ้าจะเป็นหัวหน้ากองวายุ— ทัพม้าขวาของข้า
แต่จำไว้... ถ้าข้าตาย เจ้าต้องนำทัพกลับมาให้ถึงเมืองหลวง”
องค์ชายสามพยักหน้า
“ข้าสาบานด้วยชีวิต”
บ่ายวันเดียวกัน
กองทัพเพลิงหานเฟิงจำนวน 7,000 นาย ตั้งขบวนหน้าเมืองหานหลง
ประกอบด้วย
หน่วย
จำนวน
บทบาท
กองเหล็ก
3,000
ทัพราบหลัก เกราะหานเฟิง
กองวายุ
1,000
ทัพม้าเร็ว นำโดยองค์ชายสาม
กองเพลิง
500
หน่วยระเบิดมือ “เพลิงหานเฟิง”
ทหารสนับสนุน
2,500
เสบียง กลจักร ขนเหล็กและเครื่องหลอม
เสียงกลองดังสามจังหวะ
ธงขาวกลางมังกรเพลิงโบกสะบัดเหนือหัว
หลี่อวิ๋นจิวในชุดเกราะเบา ขี่ม้าข้างรัชทายาท
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า
“วันนี้... ฟ้าสว่างจัง”
“ใช่” หานอวี้จินตอบ
“แต่ข้าหวังว่ามันจะสว่างถึงเมืองซ่งหลิงด้วย”
เขาหันไปมองทหารทั้งแถว
“พวกเราอาจเป็นเพียงกองเล็ก
แต่วันนี้ ข้าขอสาบานว่า —
พวกเราจะไม่ยอมให้ธงหานล้ม แม้จะต้องเผาเลือดทุกหยดในกาย!”
เสียงโห่ร้องดังสะท้านแผ่นดิน
“เพื่อหาน! เพื่อองค์รัชทายาท!”
????️ เงาจากเบื้องหลังในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักกุ้ยเฟย
เสียงเครื่องสายเบา ๆ ดังขึ้นคลอคำพูดเย็นชา
องค์ชายรอง หานอวี้หลงยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เขาออกไปแล้ว... เส้นทางเหนือจะกลายเป็นหลุมศพของเขาเอง”
กุ้ยเฟยหลินพยักหน้า
“ข้าได้ส่งคนไปถึงแคว้นเว่ยแล้ว
พวกเขาจะขยับแผนการเมื่อทัพหานเข้าสู่หุบเขาหานหนิง
เพียงกองซุ่มเดียวก็พอจะปิดทางกลับของเขาได้”
องค์ชายรองหัวเราะเบา ๆ
“ดี... งั้นเรามาดูกันว่าปัญญาของเขาจะสู้เพลิงของข้าได้หรือไม่”
???? ปิดฉากตอน — ปัญญาแทนเลือดคืนก่อนออกศึก
หานอวี้จินนั่งอยู่ในเต็นท์กลางค่าย
มีเพียงคบเพลิงหนึ่งดวงและกล่องผ้าไหมที่ฮองเฮาให้ไว้
หลี่อวิ๋นจิวเดินเข้ามาเงียบ ๆ
“ท่านไม่พักหรือ?”
“พักไม่ได้ — พรุ่งนี้อาจไม่มีเวลาหายใจ”
เธอนั่งลงข้าง ๆ
“ข้ากลัวท่านจะไม่กลับมา”
เขาหันมาสบตาเธอ
“ข้าก็กลัว... แต่ความกลัวนั้นจะไม่มีความหมาย
ถ้ามันทำให้ข้าไม่กล้าปกป้องสิ่งที่รัก”
เธอวางมือบนมือเขา
“งั้น... ให้ข้าร่วมสู้กับท่านจนลมหายใจสุดท้าย”
หานอวี้จินยิ้มบาง
“ข้าจะไม่ให้ถึงวันนั้นหรอก”
เขาปิดกล่องผ้าไหมลงอย่างช้า ๆ
ลมเหนือพัดคบเพลิงให้ไหว —
แสงเปลวสาดสะท้อนบนเกราะหานเฟิงจนราวกับดวงดาวนับพันกำลังส่องแสง
“พรุ่งนี้... ปัญญาจะเป็นเลือดของเรา”