เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 19 เฟิงอวิ๋นผู้แข็งแกร่ง ( rewrite )

    ผู้ที่พุ่งเข้าไปเอาเรื่อง 3 คนนั้นก็คือมู่หวัง อดีตผู้เยาว์อันดับหนึ่งแห่งสำนักภพจันทรา
    เหตุการณ์นี้ทำให้ สามสหายแปลกใจอย่างมากกับการกระทำของมู่หวัง
    มู่หวังนั้นกำราบเจ้าเตี้ยและเจ้าฟันเหยินได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่จะมาจับคอเสื้อของเจ้าอ้วน แล้วตบปากมันถี่ยิบ
    “เจ้า !!..ไหนพูดอีกครั้งสิ้ , ว่าสำนักขาเป็นเช่นไร ?” ขณะที่มันถามต่อเจ้าอ้วน มือก็ไม่ได้หยุดตบแม้แต่น้อย ยิ่งตบยิ่งมีสีแดงเลือดติดมือของมู่หวังขึ้นเรื่อย ๆ
    เจ้าอ้วนได้แต่โดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว มิอาจพูดหรือป้องกันตัวเองได้ มู่หวังตบซ้าย..หน้ามันก็หันซ้าย ตบขวา..หน้ามันก็หันไปทางขวา
    ผ่านไปสักพักมู่หวังจึงรามือ ก่อนจะโยนเจ้าอ้วนไปกองข้างสหายของมัน สภาพของเจ้าอ้วนตอนนี้ดูมิได้ หน้าจากที่บวมอ้วนอยู่แล้ว ตอนนี้บวมเขียวอมม่วง เลือดไหลออกมาตามปาก ฟันหลุดไปกี่ซี่ไม่อาจนับได้
    “ฝีมือเพียงเท่านี้..ยังกล้ามาทำอวดเบ่งปากดี , ไสหัวไปก่อนที่ข้าจะหยิบอาวุธข้าออกมา” มู่หวังตวาดออกไป ก่อนที่จะทำท่าล้วงมือเข้าไปในถุงมิติเพื่อหยิบหอกออกมา
    มันทั้งสามคนรีบลุกแล้วหนีไปอย่างว่องไว เจ้าเตี้ยและเจ้าผอมรีบแบกสหายของมันหลบไปอย่างว่องไว
    เมื่อพวกมันทั้งสามคนหายลับไปจากสายตา มู่หวังจึงหันมาจ้องหน้าซีว่าง ด้วยสายตาเคียดแค้น ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับตอนมา
    “ข้าคงมิได้คิดไปเองใช่หรือไม่ท่านพี่ , ว่ามันออกหน้าแทนพวกเรา” จิ้นเฟิงยังมึนงงกับสิ่งที่มันเห็นเมื่อครู่
    “เปล่าหรอก..มันออกหน้าแทนสำนักเรา” ซีว่างกล่าวออกด้วยท่าทางนิ่งเฉย มิได้แปลกใจอันใด
    “อ้อ...”จิ้นเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย เหมือนจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ
    “เห็นหรือไม่ , มากับเจ้าทีไร..ต้องมีเรื่องตลอดสิน่า” ซีว่างกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียยียวนต่อน้องชายตนเอง
    “ท่านก็เห็นว่าข้ามิได้เป็นฝ่ายหาเรื่อง , เป็นพวกมันมาก่อกวนพวกเราก่อน” จิ้นเฟิงกล่าวแก้ตัวออกไป ด้วยสีหน้าที่อมทุกข์เล็กน้อย
    “ช่างเถอะ ๆ เดินชมงานต่อเถิด” ซีว่างกล่าว ก่อนที่จะเดินนำไปด้วยท่าทีที่มิได้ใส่ใจอันใด
    จิ้นเฟิงจึงเดินตามไปติด ๆ แต่เฟิงอวิ๋นมิได้เดินตามมา
    “เฮ้...พี่เฟิง , หากท่านไม่ตามมาพวกข้าไม่รอท่านนะ” จิ้นเฟิงกล่าวออกไปพร้อมกับกวักมือเรียกเฟิงอวิ๋น แต่ดูเหมือนชายหนุ่มไม่ได้ยินสิ่งที่มันกล่าวเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่เฟิงอวิ๋นจะพุ่งไปทิศทางตรงข้ามของสหายตนโดยมิได้บอกกล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว
    “เฮ้ เฮ้..ท่านจะไปไหนกัน ,ไหนเลยถึงแยกออกไป..ท่านได้ยินที่ข้ากล่าวถามหรือไม่..เฮ้ !! ” จิ้นเฟิงตะโกนเรียกสหายตนอย่างเต็มเสียง สามารถสังเกตได้จากเส้นเลือดที่เกรงขึ้นบนคอของมัน แต่เฟิงอวิ๋นมันมิได้หันมาตอบหรืออยู่รอเลยแม้แต่น้อย
    ซีว่างจึงหันไปมองทิศทางที่สหายของมันรีบเร่งจากไป มันก็จึงรู้ว่าเหตุใด เฟิงอวิ๋นถึงรีบไป ไม่รีรอพวกมันเลย พร้อมกลับอาการที่เร่งรีบเช่นนั้น
    เหตุการณ์ข้างหน้านั้น..มีหญิงสาวหน้าตาดีนางหนึ่งกำลังโดน ผู้ชายกลุ่มหนค่งกลั่นแกล้งอยู่ แม่นางผู้นั้นคือ เยว่ รู่ ที่กำลังโดนเหล่าชายฉกรรจ์รุมล้อม
    “สาวน้อย..มาผู้เดียวหรือ , ไปเที่ยวกับพวกพี่หรือดีไม่” น้ำเสียงของผู้ที่กล่าวออกมาดูหื่นกระหายอย่างมาก
    “อยากให้พี่ไปส่งหรือไม่จ๊ะน้องสาวคนสวย” เป็นเสียงของอีกผู้หนึ่ง กล่าวด้วยวาจาที่ยียวนกวนบาทา
    “หรือน้องหลงทางเอ่ย..ไปที่ห้องพี่ก่อนก็ได้นะ , หากเจ้ามิมีที่ไป” เสียงของคนที่สามกล่าวออกมา พร้อมกับใช้สายตาจาบจ้วงจ้องไปที่ตรงทรวงอกของหญิง
    “เจ้าพวกคนไร้ยางอาย..อย่ามายุ่งกับข้า!!” หญิงสาวหวีดร้องออกมาเสียงดัง พร้อมกับชี้นิ้วกราดไปที่กลุ่มคนที่รุมล้อมนาง
    ผู้คนแถวนั้นหันไปมอง แต่ก็มิมีผู้ใดออกหน้าเข้าช่วยนางเลยแม้แต่คนเดียว
    “ปากร้ายแบบนี้ , ข้าอยากรู้เหลือเกินปากเจ้าจะหวาน..หรือจะเผ็ดร้อนกันหนา” ก่อนที่คนเมื่อครู่จะกล่าวออกมา พร้อมกับเลียริมฝีปากของตนเอง ด้วยความท่าทีที่มีแต่ตัณหา
    “เจ้าพวกชั้นต่ำ !! , มารดาเจ้ามิเคยสอนหรอกหรือ..เรื่องการให้เกียรติสตรีหรือพวกเจ้ากำพร้าแม่ !! ” หญิงสาวกล่าวออกไปด้วยวาจาที่แสบซ่าน พร้อมกับแสดงสีหน้าที่เอาเรื่องออกมา
    “โถอีนางนี่ !! พูดดี ๆ ไม่เป็นต้องโดนสักหน่อย..” มันง้างมือตบไปที่หญิงสาวโดยที่หญิงสาวมิทันได้ตั้งตัว
    มือที่ง้างยังมิทันได้ออกแรงก็มีมือของบุรุษเหนี่ยวรั้งไว้
    “พี่ชาย..มีอะไรกับสหายของข้าหรอกหรือ ?” ถึงปากจะกล่าวออกมาอย่างสุภาพ แต่แรงบีบที่มือของมันนั้นแรงมาก เจ้าคนที่ง้างมือไม่สามารถสะบัดออกได้เลยแม้แต่น้อย
    พวกของมันนั้นรวมกันได้ 5 คน ระดับพลังเท่ากับเฟิงอวิ๋นทั้งหมด อยู่ที่ จิตโลกาขั้น 4 ตราตรงหน้าอกเป็นรูปสายฟ้า ทำให้รู้ว่าเป็นคนของสำนักอัสนีคลั่ง
    “ปล่อยข้า!!” มันออกแรงเต็มที่พร้อมกับสะบัดมืออย่างสุดแรง แต่ก็มิอาจหลุดพ้นจากแรงของชายหนุ่มที่บีบมือมันไว้
    ก่อนที่เฟิงอวิ๋นจะผลักหญิงสาวไปที่ด้านหลังของตนเอง แล้วจึงปล่อยมือของมันผู้นั้น
    “หากไม่มีอะไรแล้ว..ข้าขอพาสหายข้ากลับก่อน , ขอตัว” ก่อนที่เฟิงอวิ๋นจะดันหญิงสาวหันหลังแล้วเดินไป เพื่อหลีกหนีต่อปัญหา
    “ใครให้เจ้าไป ?” หนึ่งในกลุ่มนั้นกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ที่โกรธขึง พร้อมกับออกฝ่ามือเหนี่ยวรั้งชายหนุ่มไว้ ไม่ให้จากไปได้โดยง่าย
    เมื่อเฟิงอวิ๋นหันมาก็ตบเข้าที่หน้าของมันในทันที แรงที่ตบออกไปนั้นมิได้ออมไว้เลยแม้แต่น้อย เสียงใบหน้าที่โดนตบเมื่อครู่ ดังเสียจนคนแถวนั้นต่างหันมามองกันเป็นตาเดียว
    “อย่ามายุ่งกับข้าและสหาย” พร้อมกับหยิบดาบของตนเองออกมา ตั้งท่าพร้อมรับกับสถานการณ์เลวร้าย
    ดาบของเฟิงอวิ๋นนั้นเป็นดาบธาตุวายุ ตัวดาบถึงจะดูธรรมดา แต่ไอพลังของดาบนั้นมีพลังธาตุลมแผ่ออกมาอ่อน ๆ
    “หากปล่อยข้ากับสหายไปตามทางของพวกข้า..ข้าจะไม่เอาเรื่องพวกเจ้า” เฟิงอวิ๋นกล่าวออกมาพร้อมสายตาแข็งกร้าว กวาดมองผู้ที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับปล่อยไอพลังปราณออกมาข่มขู่พวกมัน
    “เหอะ เหอะ ..มีแค่เจ้ากับหญิงสาว ,คิดจะทำอะไรพวกข้า ?” หนึ่งในนั้นกล่าวออกมาพร้อมกับแสดงสีหน้าเย้ยหยัน
    ที่ด้านหลังซีว่างและจิ้นเฟิงยืนดูอยู่ ยังมิได้เข้าไปช่วยชายหนุ่ม เพียงแต่เฝ้าสังเกตเหตุการณ์ต่อไป
    “เราไม่ไปช่วยพี่เฟิงจะดีจริง ๆ หรือท่านพี่” จิ้นเฟิงถามด้วยความร้อนรน ใบหน้าแสดงถึงความเป็นห่วง
    “พวกนั้นถึงจะเยอะกว่าและพลังเท่ากัน , แต่ก็เอาชนะเฟิงอวิ๋นไม่ได้หรอก” ซีว่างกล่าวสบาย ๆ “อยู่ตรงนี้ล่ะ..เป็นการช่วยมันมากกว่าเข้าไปช่วยมันเสียอีก”
    “ช่วย? นิ่งดูดายแบบนี้เรียกช่วยอย่างไร , ข้าไม่สนท่านแล้ว ข้าจะไป...” จิ้นเฟิงทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้สหายของมัน ต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายตามลำพัง มันอยากที่จะเข้าไปแบ่งเบาส่วนตรงนั้น แต่ก็โดนซีว่างขัดขวางไว้เสียก่อน
    “โป๊ก!!” จิ้นเฟิงโดนพี่ชายตนเองโขกมือเข้าเต็มหัว
    “ท่านทำอะไร!!..ข้าเจ็บนะ!!” เด็กน้อยเอามือกุมหัวตนเองแล้วหันไปมองตาเขียวใส่พี่ชายตนเอง
    “เจ้านี่เด็กจริง ๆ ล่ะนะ” ซีว่างกล่าวพลันส่ายหน้าต่อน้องชายตน พร้อมแสดงท่าทีผิดหวังออกมาเล็กน้อย
    “ก็อย่างที่ข้าบอก..เจ้าพวกนั้นไม่คณนามือมันหรอก , เจ้าคอยดู ” ซีว่างกล่าวพร้อมกับ มองไปยังเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
    ที่ซีว่างไม่เข้าไปช่วยนั้น หนึ่งคือส่งเสริมสหายตนเรื่องหญิงสาว สองคือหยางน่าเคยกล่าวกับตนเองว่า ดาบของเฟิงอวิ๋นนั้น เป็นดาบประเภทเดียวกันกับ ตัดดารา เป็นอาวุธวิญญาณ แต่แข็งแกร่งกว่าตรงที่ มันเป็นอาวุธวิญญาณที่มีพลังธาตุแฝงอยู่
    ซึ่งหมายความว่า เฟิงอวิ๋นตอนนี้เมื่อถือดาบ มีความสามารถเท่ากับ จิตโลการะดับ 6
    กลับมาที่ด้านเฟิงอวิ๋นตอนนี้ตั้งรับเตรียมปะทะทุกเมื่อ สายตาจับจ้องไปทั้งพวกมันทั้ง 5 อย่างไม่หวั่นเกรงด้านจำนวนเลยแม้แต่น้อย
    “เจ้าคุณหนูบ้านนอก..เจ้าจะสู้กับพวกมันจริงรึ ?” หญิงสาวกังขาต่อการกระทำของผู้ที่อยู่ตรงหน้านางอย่างมาก มันผู้เดียวจะไปสู้ 5 คนได้อย่างไร
    “เชื่อใจข้าแล้วหลบอยู่หลังข้าเป็นพอ” เฟิวอวิ๋นกล่าวพลันหันมายิ้มให้หญิงสาว ก่อนตั้งสมาธิให้ใจจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
    “ว่าอย่างไรพวกเจ้า..จะปล่อยข้ากับสหายไปดี ๆ , หรือพวกเจ้าอยากเป็นผีเฝ้าเมือง?” เฟิงอวิ๋นพูดจาเหมือนกับไม่ใช่ตนเอง ที่เป็นคนสุภาพอ่อนน้อม แต่ตอนนี้มันเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมากมันแยกเคี้ยวพร้อมกับ จ้องมองไปด้วยสายตาดุร้าย
    คำพูดเหล่านั้นที่ชายหนุ่มกล่าวออกมา มันจำมาจากสองพี่น้อง ซีว่าง กับ จิ้นเฟิง
    ตอนนี้พวกมันทั้งห้าหยิบอาวุธของตนออกมา เมื่อหยิบอาวุธออกมา พวกมันต่างไม่พูดมากเข้าฟาดฟันใส่เฟิงอวิ๋นราวกับฝูงหมาในที่กำลังล่าเหยื่อ
    เฟิงอวิ๋นยืนฟันแทง ป้องกันโดยไม่ถอยและไม่เดินหน้าแม้แต่ก้าวเดียว และเว้นระยะห่างไว้ เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อหญิงสาวที่อยู่ทางด้านหลังมัน
    เสียงดาบฟันกันดังสนั่น ผู้คนที่ขายของตรงนั้น ต่างเก็บของหลบหนีกันอย่างจ้าละหวั่น
    เหตุการณ์นี้ มิมีใครตะโกนด่าว่ากล่าวต่อพวกมันเลย เพราะมันเป็นเรื่องปกติของแผ่นดินนี้ คนต่างสำนักเมื่อเจอกันแล้ว ไม่ถูกชะตากัน ยังต่อสู้กันได้โดยไม่พูดจา นับประสาอะไรกับเรื่องของหญิงสาว
    เฟิงอวิ๋นรับดาบและแทงสวนไปโดยไม่ถอยสักก้าว..เช่นเดิม อีกฝ่ายจะใช้วิชาเช่นไร ก็มิอาจจะผ่านการป้องกันของชายหนุ่มไปได้แม้แต่ครึ่งก้าว
    หญิงสาวได้แต่มองหลังของชายหนุ่มโดยมิพูดอะไรออกมา มีแต่ความแปลกใจต่อเฟิงอวิ๋น ที่ชายหนุ่มคนเดียว สามารถรับการโจมตีของ คนทั้งห้าคนได้โดยมิเสียเปรียบแม้แต่น้อย ออกจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ
    “วายุคำราม” เฟิงอวิ๋นใช้วิชาตนเองปิดฉากการโจมตีที่เนิ่นนานนี้ พลังที่ปล่อยออกมาคือคลื่นวายุที่กวาดทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ยิ่งผนวกกับพลังของดาบธาตุวายุ ทำให้พลังแรงขึ้นเป็นหลายต่อหลายเท่านัก
    พวกมันทั้งห้าคนนั้น ตอนนี้ล้มลงไปนอนกองกับพื้น กระอักเลือดออกมาเจิ่งนอง มิสามารถขยับได้
    เฟิงอวิ๋นเก็บดาบก่อนจะหันเข้าหาหญิงสาว
    “เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” เฟิงอวิ่นกลาวออกมาพร้อมกับสายตาที่เป็นห่วงหญิงสาวจากใจจริง
    “เหตุใดเจ้าถึงสามารถชนะมันได้ ?” หญิงสาวมิได้ตอบกลับไป กับเป็นฝ่ายที่แสดงหน้ามึนงงสงสัยแล้วกล่าวถามแทน
    “มีแรงถามข้า..แปลว่าเจ้ามิได้บาดเจ็บตรงไหน , งั้นกลับสำนักเถิด..ข้าจะไปส่งเจ้า” เฟิงอวิ๋นยิ้มออกมาเล็กน้อยขณะกล่าวออกไป
    “เจ้ายังมิได้ตอบคำถามข้า..” หญิงสาวกล่าวย้ำคำถามของตนเอง พร้อมกับจ้องเข้าไปนัยตาของชายหนุ่ม เพื่อกดดันให้ตอบคำถามต่อนาง
    “บุรุษมิมีความลับ..ก็มิมีเสน่ห์มัดใจหญิงสาวหรอกหนา , แม่นางเยว่” ซีว่างรีบเข้ามาและเอามือโอบคอของสหายตน
    “ใช่หรือไม่พ่อรูปงาม” ซีว่างกล่าวหยอกเย้าสหายตนเอง พร้อมกับกะพริบตาให้มันหนึ่งที
    “...” เฟิงอวิ๋นได้แต่นิ่งเงียบ แสดงสีหน้าที่ไม่ชอบใจ จากการมาขัดเวลาอยู่กันสองต่อสองของมันอย่างชัดเจน
    ก่อนที่ซีว่างจะกระซิบข้างหูของสหายตน “เจ้าคงคิดว่าข้า..ไม่น่าเข้ามาสอดเลยใช่หรือไม่” ก่อนที่มันจะหัวเราะเบา ๆ
    “…” เฟิงอวิ๋นยิ่งทำหน้าเคืองใส่
    “เอาล่ะ ๆ เอาเป็นแบบนี้ , เจ้ามิต้องรู้ว่าเหตุใด..เอาเป็นเจ้ารู้ไว้ก็พอ..ว่าสหายข้าสามารถปกป้องเจ้าได้” ก่อนที่ซีว่างจะยิ้มพร้อมกับกะพริบตาให้เฟิงอวิ๋นอีกครั้งหนึ่ง
    “วันนี้ข้าเบื่อแล้ว..กลับสำนักกันเถิด” ซีว่างกล่าวก่อนจะเดินลากคอสหายตนเหมือนตอนที่ สหายตนลากคอมันมาเดินในเมือง
    ก่อนที่มันจะกระซิบที่ข้างหูสหายตนเบา ๆ อย่างมีเลห์นัย “ดาบเจ้ามันควรเป็นความลับมิใช่หรอกหรือ...”
    เมื่อได้ยินที่สหายตนกล่าว ตัวเฟิงอวิ๋นจึงเข้าใจว่า เหตุใดสหายมันจึงเข้ามาขัดจังหวะไว้
    เพราะในโลกนี้อาวุธที่มีพลังธาตุ ก็หาได้ยาก อาวุธวิญญาณนั้นหาได้ยากยิ่ง แล้วยิ่งเป็นอาวุธวิญญาณที่มีพลังธาตุเป็นของตนเอง ยิ่งวิเศษหนักหนา จึงทำให้ตกเป็นเป้าหมายในการแย่งชิงมาได้ง่าย
    “แม่นางหยาง.. , แล้วพี่ชายท่านเล่า..เหตุใดจึงปล่อยให้ท่านมาเพียงผู้เดียว” จิ้นเฟิงถามต่อหญิงสาวพร้อมกับแสดงตากลมโตจ้องมองไปอย่างใคร่รู้ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “จะว่าไปข้าก็มิได้เห็นเขา..มานานแล้วหนา”
    “พี่ชายข้าเก็บตัวฝึกวิชา” หญิงสาวตอบโดยมิได้ให้เหตุผลเสริมอะไร เพียงกล่าวออกมาอย่างเฉยชา
    “อ้อ....เรื่องภารกิจเราใช่หรือไม่” จิ้นเฟิงกล่าวสั้น ๆ เพราะพวกมันต่างรู้ว่าเรื่องใด
    “อืม”
    “หักโหมดีแท้..เหตุใดถึงรีบปรานนั้น , มันไม่หายไปไหนหรอกน่า” จิ้นเฟิงกล่าวออกไปโดยไม่สนใจกริยาของหญิงสาวที่เฉยเมย
    “…” หญิงสาวไม่ตอบ
    “แล้วตอนนี้ระดับพลังของพี่ท่านเท่าใดแล้ว , ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็น..น่าจะเดือนก่อน..อยู่ที่ จิตโลกาขั้น 3”
    “ตอนนี้พี่ข้าอยู่ที่ จิตโลกาขั้น 4”
    “โอ้ววว ก้าวหน้าดีแท้”
    ที่หญิงสาวพูดจาดีต่อสามสหาย เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เฟิงอวิ๋นมาช่วยเหลือตนเองไว้จากคนของสำนักอัสนีคลั่ง ถึงหญิงสาวจะมิได้กล่าวขอบคุณ แต่นางก็แสดงออกทางการกระทำ
    “ข้าคงต้องเลิกเล่นแล้วฝึกวิชาเหมือนพี่ชายของท่านแล้ว , ประเดี๋ยวจะโดนทิ้งห่างไปไกล” จิ้นเฟิงกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่ดูจริงจังขึงขัง
    “นี่เฟิงอวิ๋น.. , เจ้าว่าเจ้าได้ยินมันพูดแบบนี้รอบที่เท่าใดแล้ว” ซีว่างกล่าวถามสหายตนเอง
    “ตั้งแต่จากบ้านมา..มันก็พูดแบบนี้เป็นร้อยครั้งได้แล้วกระมัง” เฟิงอวิ๋นยิ้มแล้วกล่าวตอบไป ก่อนที่พวกมันสองคนจะหัวเราะร่าออกมาอย่างสบายอารมณ์
    “แล้วเจ้าเคยเห็นมันตั้งใจฝึกวิชาจริง ๆ หรือไม่ ?” ซีว่างยิ้มแล้วกล่าวถามอีกครั้งหนึ่ง
    “สองสามวันก็กลับมาทำตัวเช่นเดิม” เมื่อกล่าวจบ สหายสองคนก็เอาหมัดชกใส่กัน แล้วทำหน้าตาล้อเลียนผู้เป็นน้อง
    “ให้ข้าฝึกแต่ในลานแคบ ๆ ข้าก็เบื่อเป็นนะ” จิ้นเฟิงกล่าวแก้ตัว พร้อมกับอารมณ์ที่ไม่ดีหน่อย ๆ
    “ฝึกไปก็ยังมิเห็นได้ใช้ , ก็ตั้งแต่ออกดาบฟันหลังเจ้ามู่ฮ่าน..ก็มิได้ใช้อีกเลย , ลองมีใครมาให้ข้าลับฝีมือดู..รับรองข้าจะไม่ทำตัวเช่นนี้แน่..ยกเว้นท่านนะพี่เฟิง , ข้าเบื่อท่านแล้ว!!” เด็กน้อยงอนแกล้มป่องเป็นลูกซาลาเปา


    “เอาล่ะ ๆ ข้าสัญญาถ้าเจ้ามีฝีมือมากขึ้น , ข้าจะพาเจ้าออกท่องยุทธภพ..ไล่สังหารอสูรต่าง ๆ ตามเมืองต่าง ๆ , เจ้าพอใจหรือไม่?” ซีว่างกล่าวสัญญาต่อน้องชายตนเอง.เมื่อถึงสำนัก หญิงสาวก็แยกย้ายตัวออกไป สามหนุ่มก็ไปทานอาหารก่อนจะแยกย้ายกันไปเช่นเดียวกัน
    เมื่อมาถึงหอพักรวมของตน ชายหนุ่มก็ยังมิได้รีบนอน พลันนั่งขัดสมาธิแล้วเข้าไปในโลกวิญญาณของตนเอง
    สิ่งที่เห็นตรงหน้า ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวใส่ชุดเกราะชุดใหม่ที่มันเป็นคนซื้อให้ ชายหนุ่มรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ที่หญิงสาวมิได้ใส่เสื้อผ้าที่มองเห็นสัดส่วนมากกว่านี้
    “เจ้าเข้ามามีเหตุอันใด?” เมื่อเห็นหน้าซีว่างหญิงสาวจึงกล่าวถามไป
    “ข้าอยากให้ท่านเป็นคู่มือให้ข้าตลอดอาทิตย์นี้..ก่อนถึงวันประลอง” ซีว่างกล่าวออกไปด้วยสายตาที่แน่วแน่
    “คู่ซ้อม ? ให้เจ้า ?” หญิงสาวยักคิ้วขึ้นมาขณะกล่าวถามออกไป
    “ใช่คู่ซ้อมให้ข้า” ซีว่างกล่าวย้ำ
    “ไม่ล่ะ..ข้าเกียจคร้านนัก” หญิงสาวกล่าวออกมาขณะที่บิดขี้เกียจ
    “ไหนว่าเจ้า..บอกว่าอยากเห็นบึงแห่งนั้นอย่างไรเล่า , หรือว่าเจ้าเปลี่ยนใจ ?”
    “ข้าแค่สนใจ..แต่ก็มิได้ใส่ใจ , เหตุใดข้าต้องเสียเวลาเป็นคู่มือให้แก่เจ้า” หญิงสาวตอบอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก
    “แล้วมีเหตุผลใดที่ต้องเป็นข้า , สหายของเจ้าก็มีมากมายนัก..ให้พวกมันเป็นคู่มือเจ้าก็ได้นิ” หญิงสาวกล่าวขณะจัดเสื้อเกราะของตนเอง ที่มันเบี้ยวออกไปเมื่อครู่นี้ตอนที่หญิงสาวบิดขี้เกียจ
    “พลังข้าตอนนี้มั่นใจว่า ..แม้แต่มู่หวังก็มิอาจทนทานได้นาน , นอกจากเจ้าแล้ว..ก็มิมีผู้ใดที่สามารถให้ข้าเอาจริงได้เสียแล้ว , แล้วก็มีแต่เจ้าที่สามารถทำให้ขาสามารถ..ใช้พลังธาตุทั้ง 4 ให้คล่องแคล่ว” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงจริง ๆ พร้อมกับแสดงสีหน้าขอร้อง
    ก่อนที่ชายหนุ่มจะถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วกล่าวต่อหญิงสาว
    “เอาเป็นเจ้าคิดเช่นนี้เป็นอย่างไร” ก่อนที่ซีว่างจะยิ้มออกมาน้อย ๆ แต่สีหน้าของมันแสดงถึงความไม่เห็นด้วยในความคิดนี้ “เจ้าเองก็อยากตบตีข้ามานานแล้ว , คิดเสียว่าเจ้าได้ทำดั่งที่หวังไว้..ดีหรือไม่?”
    “โอ้ว..เป็นความคิดที่มิเลว , เจ้าเข้าใจหาเหตุผลมาจูงใจข้ายิ่งนัก” หญิงสาวยิ้มออกมาโดยมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น
    “เป็นอันตกลง” เมื่อหญิงสาวกล่าวจบ นางจึงหักกิ่งไม้มาใช้แทนดาบ
    “ท่านพ่อ!!..ได้ยินหรือไม่ , เป็นมันเลือกเอง..ฉะนั้นท่านอย่าได้คิดปกป้องมัน , มิเช่นนั้นสิ่งที่มันขอร้องจะเสียเปล่า” หญิงสาวเงยหน้าแล้วกล่าวขึ้นไปบนฟ้า พร้อมกับกลับมามองชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
    “ถึงแม้พลังข้าจะมิเท่าตอนมีร่างเนื้อ..แต่เจ้าก็อาจตายได้ง่าย ๆ ” หญิงสาวกล่าวออกมาเสียเรียบ ๆ
    “ข้าจะใช้พลังเพียง 1 ส่วน , มันก็น่าจะพอสำหรับการตบเจ้าเล่นเป็นกระสอบทรายแล้ว” ก่อนที่จะยิ้มชั่วร้ายออกมาก่อนที่จะจ้องตาเขม็งไปที่ชายหนุ่ม เหมือนกับเสือที่กำลังออกล่าลูกกระต่าย
    “ถ้าพร้อมเมื่อใดก็เข้ามา” หญิงสาวกล่าวต่อซีว่าง
    “รับมือ” ซีว่างพุ่งเข้าหาหญิงสาวพร้อมกับง้างกระบี่ฟาดลงไป..