เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีของร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามดังแข่งกับเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ภายในร้านกาแฟที่ผมทำงานอยู่ มันไม่ใช่แค่ฝนตกธรรมดา แต่มันคือพายุฝนฟ้าคะนองที่ดูเหมือนจะโกรธแค้นใครสักคนบนโลกใบนี้ ท้องฟ้ามืดมิดสนิททั้งที่นาฬิกาบนผนังเพิ่งจะบอกเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น
"ท็อป ฝากเช็ดโต๊ะโซนด้านในอีกรอบนะจ๊ะ พี่วานเคลียร์ยอดเงินตรงนี้แป๊บเดียว"
เสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจของผู้จัดการร้านดังขึ้นจากเคาน์เตอร์ ผมเงยหน้าขึ้นจากอ่างล้างแก้ว มองไปทางต้นเสียง "พี่นุช" หรือ "ผู้จัดการนุช" หญิงสาววัยสามสิบปีที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าเป็นางฟ้าประจำร้าน เธอกำลังก้มหน้าก้มตากดเครื่องคิดเลขด้วยท่าทางทะมัดทะแมง
ผมพยักหน้ารับคำสั่ง "ได้ครับพี่นุช เดี๋ยวผมจัดการให้"
ผมวางฟองน้ำในมือลง แล้วเดินไปหยิบผ้าสะอาดเพื่อเช็ดโต๊ะตามคำสั่ง แม้ร่างกายจะล้าเต็มทีจากการยืนทำงานติดต่อกันมาเกือบแปดชั่วโมงเต็ม วันนี้เป็วันศุกร์สิ้นเดือน ลูกค้าเยอะเป็พิเศษั้แ่เช้าจรดค่ำ เล่นเอาพนักงานพาร์ทไทม์อย่างผมแทบจะไม่ได้พักหายใจหายคอ
"เฮ้อ..." ผมถอนหายใจเบาๆ ขณะเช็ดคราบกาแฟบนโต๊ะไม้สีเข้ม สายตามองออกไปนอกกระจกหน้าร้าน ฝนยังคงเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง ลมกรรโชกแรงจนต้นไม้ดัดหน้าร้านเอนลู่ไปตามลม
ผมยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา... 22:45 น.
ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่างทันทีที่เห็นตัวเลขนั้น
"เชี่ย... ซวยแล้ว!" ผมอุทานออกมาเบาๆ
่นี้ผมต้องนั่งรถไฟกลับบ้าน เนื่องจากมอเตอร์ไซค์คู่ใจของผมเสีย มันจึงไปอยู่เฝ้าที่อู่ซ่อมรถอยู่นั่นเอง แล้วรถไฟเที่ยวสุดท้ายออกจากสถานีตอนห้าทุ่มสิบห้า และจากร้านกาแฟนี้ไปถึงสถานีรถไฟ ถ้าเดินปกติใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที แต่ถ้าวิ่ง... อาจจะทันแบบเฉียดฉิว แต่ปัญหาคือฝนที่ตกหนักขนาดนี้ การจะวิ่งฝ่าไปไม่ใช่เื่ง่ายเลย
ผมรีบเช็ดโต๊ะตัวสุดท้ายอย่างลวกๆ แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปที่หลังร้าน ถอดผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มออกอย่างรวดเร็ว
"พี่นุชครับ! ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ เดี๋ยวไม่ทันรถไฟ!" ผมะโบอกพี่นุชที่ยังคงง่วนอยู่กับบัญชี
พี่นุชเงยหน้าขึ้นมา มองผมผ่านแว่นสายตากรอบบางที่เธอชอบใส่เวลาทำงาน ดวงตาเรียวสวยภายใต้กรอบแว่นนั้นฉายแววเป็ห่วง "อ้าว จะห้าทุ่มแล้วเหรอ? ตายจริง... ฝนตกหนักขนาดนี้ ท็อปกลับยังไงไหวเนี่ย มีร่มมาไหม?"
"ไม่มีครับพี่ แต่ผมต้องรีบวิ่งไป ไม่งั้นไม่ทันแน่ๆ" ผมตอบพลางคว้ากระเป๋าเป้ใบเก่งขึ้นมาสะพาย
"ระวังตัวด้วยนะท็อป พื้นมันลื่น เดี๋ยวพี่ล็อกร้านเอง รีบไปเถอะ" เธอบอกด้วยน้ำเสียงใจดีเหมือนทุกครั้ง
"ขอบคุณครับพี่นุช สวัสดีครับ!"
ผมยกมือไหว้ลาเ้านายสาวสวยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะผลักประตูกระจกหน้าร้านออกไปเผชิญกับโลกภายนอกที่กำลังบ้าคลั่ง
ทันทีที่ก้าวพ้นชายคาร้าน ความเย็นเยียบของสายฝนก็ปะทะเข้ากับใบหน้าและลำตัวของผมอย่างจัง เสื้อเชิ้ตนักศึกษาที่สวมอยู่เปียกชุ่มภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที รองเท้าผ้าใบคู่เก่งย่ำลงไปในแอ่งน้ำที่เจิ่งนองอยู่บนฟุตบาท น้ำสกปรกกระเด็นขึ้นมาเปื้อนขากางเกงสแล็คจนรู้สึกเหนอะหนะ
ผมไม่มีเวลามาห่วงหล่อหรือห่วงความสะอาดแล้ว วินาทีนี้มีแค่คำว่า "ต้องทัน" เท่านั้นที่วนเวียนอยู่ในหัว
ผมออกแรงวิ่งฝ่าสายฝน เม็ดฝนหนักๆ ตกกระทบิัจนรู้สึกเจ็บเหมือนโดนเข็มทิ่ม ทัศนวิสัยเบื้องหน้าเลือนรางเพราะละอองน้ำและไอน้ำ ถนนสายหลักโล่งกว่าปกติเพราะเป็เวลาดึกและฝนตกหนัก แต่รถที่วิ่งผ่านไปมาแต่ละคันก็สาดน้ำใส่ผมอย่างไม่ปรานี
"โธ่โว้ย! วันนี้มันวันซวยอะไรวะเนี่ย!" ผมสบถออกมาเสียงดังแข่งกับเสียงฟ้าผ่า
ในหัวผมนึกถึงหน้า "ฟ้า" แฟนสาวตัวเล็กที่คงกำลังนอนเล่นมือถือรอผมอยู่ที่ห้อง เราเช่าหอพักอยู่ด้วยกันแถวชานเมือง ซึ่งต้องนั่งรถไฟออกไปอีกเกือบชั่วโมง ถ้าผมพลาดรถไฟเที่ยวนี้ นั่นหมายความว่าผมต้องเสียค่าแท็กซี่หลายร้อยบาท ซึ่งสำหรับเด็กจบใหม่ที่ยังหางานประจำไม่ได้และต้องทำงานพาร์ทไทม์อย่างผม เงินหลายร้อยบาทมันมีความหมายมาก มันคือค่าข้าวได้เกือบสามวัน
ผมกัดฟันวิ่งต่อ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ ปอดเริ่มประท้วง้าออกซิเจน ขาเริ่มล้า แต่ผมหยุดไม่ได้ แสงไฟนีออนของสถานีรถไฟอยู่ข้างหน้านั้นแล้ว อีกแค่นิดเดียว
...อีกแค่นิดเดียว...
ผมวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนที่ปิดการทำงานไปแล้วด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองชุด ร่างกายเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนและเหงื่อ
เมื่อผมขึ้นมาถึงชานชาลา ความเงียบงันคือสิ่งที่รอต้อนรับ
ไม่มีเสียงประกาศ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน ไม่มีเสียงล้อเหล็กบดกับราง... มีเพียงความว่างเปล่าและเสียงลมหวีดหวิว
ผมมองไปที่ป้ายไฟดิจิทัล มันดับสนิทไปแล้ว
นาฬิกาข้อมือบอกเวลา 23:18 น.
ผมมาช้าไปสามนาที... แค่สามนาทีเท่านั้น
"แม่งเอ๊ย!!!"
ผมะโก้องชานชาลาที่ไร้ผู้คน ทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้น กุมหัวตัวเองด้วยความสิ้นหวัง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันถาโถมเข้ามาใส่จนแทบหมดแรง
รถไฟเที่ยวสุดท้ายจากไปแล้ว พร้อมกับความหวังที่จะได้กลับไปนอนกอดแฟนสาวในคืนนี้
ผมนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ ปล่อยให้ความหนาวเย็นกัดกินร่างกาย เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มแนบเนื้อเริ่มทำให้ตัวสั่น ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง โชคดีที่มันยังไม่พังเพราะน้ำ แต่แบตเตอรี่ที่เหลือเพียง 5% ก็ตอกย้ำความซวยซ้ำซ้อน
ไลน์จากฟ้าเด้งขึ้นมา Fah: ท็อป ถึงไหนแล้ว? ฝนตกหนักมากเลย เป็ห่วงนะ
ผมนิ้วสั่นขณะพิมพ์ตอบกลับไป Top: ท็อปพลาดรถไฟเที่ยวสุดท้าย... Top: เดี๋ยวขอคิดก่อนว่าจะเอายังไง อาจจะต้องรอฝนซาแล้วเรียกแท็กซี่
ยังไม่ทันจะกดส่ง หน้าจอก็วูบดับไป... แบตหมด
"เยี่ยม... เยี่ยมจริงๆ ชีวิตกู" ผมหัวเราะในลำคออย่างสมเพชตัวเอง
ผมตัดสินใจเดินลงจากสถานี มายืนหลบฝนอยู่ใต้ป้ายรถเมล์เก่าๆ ด้านล่าง อย่างน้อยข้างล่างก็ยังมีแสงไฟถนนและรถผ่านไปมาบ้าง ดีกว่าอยู่บนสถานีมืดๆ คนเดียว
ฝนยังคงตกหนักไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ผมยืนกอดอก ตัวสั่นเทาด้วยความหนาว ปากเริ่มซีดเผือด สายตามองเหม่อออกไปที่ถนนหวังว่าจะมีแท็กซี่ว่างผ่านมาสักคัน แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง รถแท็กซี่ทุกคันที่ผ่านมีผู้โดยสารนั่งอยู่ หรือไม่ก็เปิดไฟว่างแต่วิ่งเลนขวาสุดด้วยความเร็วสูงโดยไม่สนใจคนที่ยืนเปียกปอนอยู่ข้างทาง
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ อาจจะสิบนาที หรือครึ่งชั่วโมง แต่สำหรับผมมันยาวนานเหมือนทั้งคืน
ทันใดนั้น แสงไฟสีขาวนวลจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามาที่ป้ายรถเมล์ รถเก๋งสีดำคันหรูค่อยๆ ชะลอความเร็วและมาจอดเทียบฟุตบาทตรงหน้าผม
ผมหรี่ตามอง ฝนที่ตกลงมาทำให้มองไม่ชัดว่าเป็รถใคร แต่ดูจากรูปทรงและโลโก้หน้ารถ มันคือรถยุโรปราคาแพงที่ไม่น่าจะมาจอดรับคนแปลกหน้า
กระจกฝั่งคนขับค่อยๆ เลื่อนลดลง
"ท็อป? นั่นท็อปใช่ไหม?"
เสียงเรียกชื่อผมดังแข่งกับเสียงฝน ผมขยับตัวเข้าไปใกล้รถเล็กน้อยเพื่อมองให้ชัด
ภาพของผู้หญิงผมยาวประบ่า ผิวขาวจัดที่สะท้อนแสงไฟในรถ หน้าตาสวยเฉี่ยวแบบหมวยอินเตอร์กำลังมองมาที่ผมด้วยสีหน้าใ
"พี่นุช..." ผมเรียกชื่อเธอด้วยความประหลาดใจ
ใช่แล้ว นั่นคือผู้จัดการนุช... ผู้จัดการร้านที่ผมเพิ่งจะจากมาเมื่อไม่ถึงชั่วโมง เธอยังอยู่ในชุดทำงาน เสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูปที่ตอนนี้ดูผ่อนคลายขึ้นเพราะเธอปลดกระดุมเม็ดบนออกเล็กน้อย
"ทำไมมายืนตากฝนอยู่ตรงนี้! ไหนบอกจะรีบไปขึ้นรถไฟไง?" เธอะโถาม
"ผม... ผมมาไม่ทันครับพี่ รถไฟหมดแล้ว แบตมือถือก็หมด แท็กซี่ก็ไม่มีเลย" ผมตอบเสียงสั่น ปากกระทบกันกึกๆ เพราะความหนาว
พี่นุชขมวดคิ้วแน่น เธอมองสภาพลูกหมาตกน้ำของผมแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะกดปุ่มปลดล็อกประตูรถ
"ขึ้นมาบนรถก่อน เร็วเข้า! เดี๋ยวก็ปอดบวมตายกันพอดี!"
"เอ่อ... แต่ตัวผมเปียกมากเลยนะครับพี่ เดี๋ยวเบาะรถพี่จะเลอะ..." ผมลังเล รถหรูขนาดนี้ เบาะหนังสีครีมดูแพงระยับ ถ้าผมเข้าไปนั่ง มันต้องเละเทะแน่ๆ
"อย่าเพิ่งมาห่วงรถตอนนี้ ขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยท็อป นี่คือคำสั่งผู้จัดการ!" น้ำเสียงเธอเด็ดขาดแต่แฝงความห่วงใยจนผมปฏิเสธไม่ได้
ผมรีบเปิดประตูแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งในรถ ความอบอุ่นจากเครื่องปรับอากาศและกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนวานิลลาผสมดอกไม้ปะทะเข้าจมูกทันที มันช่างแตกต่างจากโลกภายนอกที่หนาวเหน็บและเหม็นกลิ่นดินโคลนอย่างสิ้นเชิง
ผมพยายามนั่งเกร็งตัวให้ัักับเบาะน้อยที่สุด น้ำจากเสื้อผ้าผมหยดลงบนพรมรถเป็วงกว้าง แต่พี่นุชดูจะไม่สนใจเลย เธอหันมามองผมเต็มตา
"ตายแล้ว... เปียกไปถึงข้างในเลย หน้าซีดหมดแล้วเนี่ย" เธอบ่นพึมพำ เอื้อมมือไปหยิบกล่องทิชชู่ที่เบาะหลังส่งให้ผม "เช็ดหน้าเช็ดตาซะ แล้วหอพักเราอยู่แถวไหน?"
"อยู่... รังสิตครับพี่" ผมตอบเสียงอ่อย รับทิชชู่มาซับหน้า
"รังสิต!?" พี่นุชร้องเสียงสูง "โอ๊ย ตายๆ ไกลขนาดนั้น ฝนตกหนักแบบนี้ ขับไปคงเป็ชั่วโมง แล้วทางนั้นน้ำท่วมหรือเปล่าก็ไม่รู้"
เธอเคาะนิ้วเรียวยาวลงกับพวงมาลัยอย่างใช้ความคิด ผมได้แต่นั่งเงียบเจียมตัว รู้สึกผิดที่มาสร้างภาระให้เ้านาย
"ขอโทษนะครับพี่นุช ถ้าเจอป้ายรถเมล์ที่มีหลังคาดีๆ หรือร้านสะดวกซื้อ พี่จอดส่งผมก็ได้ครับ เดี๋ยวผมรอแท็กซี่..."
"จะบ้าเหรอท็อป!" พี่นุชสวนกลับทันควัน หันมามองผมด้วยสายตาดุๆ แต่แก้มของเธอกลับดูแดงระเรื่อแปลกๆ "ดึกป่านนี้ ฝนตกขนาดนี้ พี่จะทิ้งลูกน้องไว้กลางทางได้ยังไง"
บรรยากาศในรถเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงที่ปัดน้ำฝนทำงานเป็จังหวะ และเสียงเพลงสากลคลอเบาๆ จากลำโพงคุณภาพเยี่ยม
พี่นุชเม้มริมฝีปากเล็กน้อย เหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง สายตาของเธอมองตรงไปข้างหน้า แต่ผมรู้สึกได้ว่าเธอกำลังลังเล
แล้วเธอก็พูดประโยคที่เปลี่ยนชีวิตผมในคืนนั้นออกมา
"ท็อป... คอนโดพี่อยู่ถัดไปอีกแค่สองซอยเอง"
ผมหันไปมองหน้าเธอ เธอยังคงมองถนน แต่หูของเธอแดงก่ำ
"มันดึกมากแล้ว แล้วสภาพเราก็... ดูไม่ได้เลย ขืนกลับไปแบบนี้พรุ่งนี้คงไข้ขึ้นแน่ๆ" เธอพูดรัวเร็วเหมือนกำลังหาเหตุผลมารองรับความคิดตัวเอง "อีกอย่าง พรุ่งนี้ท็อปเข้ากะเช้าด้วยใช่ไหม?"
"ครับ... เข้าแปดโมง"
"งั้น..." พี่นุชกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะหันมาสบตาผม ดวงตาคู่นั้นดูฉ่ำวาวและลึกลับภายใต้แสงไฟสลัวในรถ
"ไปค้างที่ห้องพี่ก่อนไหม?"
คำชวนนั้นดังก้องในหูผมเหมือนเสียงระฆัง หัวใจผมกระตุกวูบ
ไปค้างห้องพี่นุช? ผู้จัดการสาวสวยที่พนักงานชายทุกคนในร้านต่างหมายปอง? ผู้หญิงที่ขับรถหรู แต่งตัวดี และมีกลิ่นตัวหอมที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ?
ภาพของฟ้าลอยเข้ามาในหัวทันที ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้ามาในอก ผมมีแฟนแล้ว และผมรักฟ้ามาก การไปค้างห้องผู้หญิงอื่นมันไม่ถูกต้อง
"เอ่อ... คือ..." ผมอึกอัก "ผมเกรงใจครับพี่นุช อีกอย่าง... แฟนผมคง..."
"พี่ไม่ได้จะทำอะไรเราสักหน่อย" พี่นุชรีบพูดแทรก พร้อมกับหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อน "แค่ให้ไปอาบน้ำ เปลี่ยนชุดแห้งๆ นอนพักโซฟาก็ได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยตื่นไปทำงานพร้อมพี่ ประหยัดค่ารถด้วย ดีกว่าไปยืนตากฝนรอแท็กซี่ที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่นะ"
คำพูดของเธอดูสมเหตุสมผลทุกอย่าง ความหนาวที่กัดกินกระดูกทำให้สติสัมปชัญญะในการปฏิเสธของผมลดต่ำลง เสื้อผ้าที่เปียกแนบเนื้อเริ่มทำให้ผมคันยิบๆ และจามออกมา
ฮัดชิ้ว!
"เห็นไหม เริ่มจะไม่สบายแล้ว" พี่นุชส่ายหน้า ก่อนจะออกรถนิ่มนวล "ไม่ต้องคิดมาก ถือซะว่าพี่ช่วยสงเคราะห์ลูกน้องตาดำๆ ก็แล้วกันนะ"
รถเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า ทิ้งความมืดมิดของป้ายรถเมล์ไว้เื้ั
ผมเอนหลังพิงเบาะ นั่งนิ่งยอมจำนนต่อสถานการณ์... หรืออาจจะยอมจำนนต่อความ้าลึกๆ บางอย่างที่ผมเองก็ยังไม่กล้ายอมรับ
"ขอบคุณครับพี่นุช" ผมเอ่ยเบาๆ
"จ้ะ" เธอตอบรับสั้นๆ
ผมแอบเหลือบมองด้านข้างของเธอ แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางที่รถวิ่งผ่านสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของพี่นุชเป็จังหวะ ไล่ั้แ่หน้าผากมน จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มสีชมพูพีช ลงมาถึงลำคอระหงขาวผ่อง และ... ่เนินอกที่โผล่พ้นกระดุมเสื้อเชิ้ตออกมาเล็กน้อย
ความนูนเด่นของหน้าอกพี่นุชนั้นเป็ที่เลื่องลือในร้าน แม้เธอจะใส่ยูนิฟอร์มที่ค่อนข้างมิดชิด แต่ขนาดที่ซ่อนรูปอยู่นั้นก็ไม่อาจปิดบังได้มิด ยิ่งตอนนี้... ในชุดเสื้อเชิ้ตส่วนตัวที่พอดีตัว สายเข็มขัดนิรภัยที่พาดผ่านร่องอกยิ่งเน้นย้ำความใหญ่โตของมันจนผมต้องรีบเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า
ผมพยายามบอกตัวเองว่า นี่เป็แค่การช่วยเหลือจากเ้านายผู้ใจดี ผมแค่มาอาบน้ำ นอนพัก แล้วพรุ่งนี้เช้าก็ไปทำงาน จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
แต่ลึกๆ ในใจ ภายใต้เสียงฝนที่ตกกระหน่ำ ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด กลิ่นน้ำหอมวานิลลาในรถเริ่มมอมเมาสติของผมทีละน้อย
รถเลี้ยวเข้าสู่คอนโดมิเนียมหรูสูงระฟ้า รปภ. ตะเบ๊ะทำความมือกุลีกุจอเปิดไม้กั้นให้อย่างคุ้นเคย พี่นุชขับรถลงไปจอดที่ชั้นจอดรถส่วนตัว บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงยางรถบดกับพื้นอีพ็อกซี่
"ถึงแล้ว..." พี่นุชดับเครื่องยนต์ หันมายิ้มให้ผม รอยยิ้มนั้นดูอ่อนโยน แต่แววตากลับดูลึกลับชอบกล "ยินดีต้อนรับสู่โลกส่วนตัวของพี่นะท็อป"
เสียงปลดล็อกประตูรถดัง กริ๊ก
ผมสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะเปิดประตูรถ ก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนต้องห้ามที่ผมไม่รู้เลยว่า... การก้าวเข้าไปครั้งนี้ จะทำให้ชีวิตของผมและเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล