ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 83 แปลงโฉม

            เหมือนดั่งที่จ้าวจือชิงเข้าใจในตัวนาง นางก็มีความมั่นใจกับนิสัยของจ้าวจือชิง อีกทั้งลางสังหรณ์ได้บอกกับนางว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ของค่ายโจรเลี่ยหยาง คงได้ผลเก็บเกี่ยวอย่างสูง กลัวก็เพียงว่าจ้าวจือชิงจะแบกรับภาระหนักเกินไป ไม่ยอมบอกความจริงกับนาง

            ลั่วจิ่งเฉินมองดูสีหน้าที่ค่อยๆ หนักแน่น ความคิดที่มีต่อจ้าวจือชิงก็ยิ่งกระจ่าง

            จากคำพูดของท่านแม่ จ้าวจือชิงมีศีลธรรมความรับผิดชอบ เช่นนั้นเขาจะต้องเคลื่อนไหวและลงโทษกลุ่มโจรเลี่ยหยางแน่ การแจ้งความและทำลายล้างบางโจรกลุ่มนี้คือเรื่องแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจ้าวจือชิงคิดอย่างไรกันแน่

            ซึ่งเป็นดั่งที่ลั่วจิ่งเฉินคิด จ้าวจือชิงคิดจะกำจัดค่ายโจรเลี่ยหยางให้สิ้นซากจริงๆ เพียงแต่จากการจับตาดูค่ายโจรเลี่ยหยางในหลายวันนี้ เขาพบว่าคนส่วนหนึ่ง แม้พวกเขาจะอยู่ในค่ายโจรเลี่ยหยาง แต่พวกเขาไม่เคยทำเรื่องชั่ว กลับกันคือถูกขู่บังคับให้อยู่ค่ายโจรนี้ เหตุใดจึงบอกว่าถูกขู่บังคับ มีบางคนเนื่องจากบ้านยากจน ไม่มีเสบียงอาหาร จึงเลี่ยงไม่ได้ต้องขึ้นเขามา จนจับพลัดจับผลูกลายเป็นโจร มีบางส่วนเพราะก่อนหน้านี้อพยพและแล้วก็ถูกหลอกมายังค่ายโจร กระทั่งมีส่วนหนึ่งคือคนที่ถูกกองโจรขู่เข็ญทำร้าย ไม่มีที่ไป สุดท้ายจึงจำใจต้องอยู่ที่ค่ายโจร

            เจ้าสี่ที่อยู่ในเรือนประมุขค่ายโจรเดินวนเวียนอยู่ในห้อง

            “เหตุใดยังไม่มา เหตุใดจึงช้าเพียงนี้?”

            มารดาเถอะ ตนคงไม่ถูกจ้าวจือชิงหลอกหรอกนะ นานขนาดนี้แล้ว คงไม่ได้อาศัยจังหวะพาลั่วชีเหนียงหนีไปแล้วหรอกนะ

            “ใครก็ได้!” ฉับพลันเจ้าสี่ก็คิดจะสั่งลูกน้องให้ล้อมค่ายโจรเลี่ยหยางไว้ เพิ่งจะตะโกนเสร็จก็เห็นจ้าวจือชิงเดินเข้ามาอย่างสบายใจเฉิบ

            “พ่อทูนหัว ไฉนเจ้าจึงมาช้าเพียงนี้ ตอนนี้เจ้าสามตายไป สือเลี่ยหยางก็ถูกครอบครัวของเหยื่อก่อนหน้านี้จับตัวไป ตอนนี้เราควรทำอย่างไรดี?”

            เศรษฐีท้องที่ที่กล่าวถึงก่อนหน้านั้น อันที่จริงคือเจ้าทุกข์ที่เคยถูกค่ายโจรเลี่ยหยางทำร้ายมาก่อน เพราะเจ้าสี่เชื่อฟังคำพูดของจ้าวจือชิงและให้คนส่งป้ายพร้อมกับนำทางให้ เพื่อให้พวกเขามาแก้แค้นสือเลี่ยหยางที่ค่ายโจร ยาสลบในสุราก็เป็นฝีมือเขาที่หาคนไปช่วยคนกลุ่มนั้นวางยาสำเร็จ

            เพียงแต่เมื่อมีคนของทางการมา กลับเป็นเรื่องที่เขาคาดคิดไม่ถึง ทว่าไม่รู้ว่าคนของทางการนั้นเป็นมาอย่างไร เขาเพิ่งจะจัดแจงให้ลูกน้องไปซ่อนตัว คนกลุ่มนั้นก็สลายตัวไป รอจนเขาออกมาเก็บกวาด ก็เหลือไว้เพียงศพของเจ้าสามกับข่าวที่สือเลี่ยหยางถูกจับตัวไป

            เดิมทีเขาต้องการให้สือเลี่ยหยางตายไปพร้อมกับความวุ่นวายนี้ด้วย ใครจะรู้ว่าคนของทางการจะมา ตอนนั้นเขาหวาดกลัวและยังไม่ได้สังหารสือเลี่ยหยาง ก็รีบชิงหนีไปก่อน

            “สือเลี่ยหยางถูกเศรษฐีท้องที่กลุ่มนั้นจับตัวไป ไม่รู้ว่าเขาจะหนีไปได้ระหว่างทางหรือไม่ คนในค่ายโจรนี้ ตอนนี้ข้ายังไม่มีอำนาจโดยสมบูรณ์ จึงไม่มีคนใช้งานได้” เมื่อเห็นจ้าวจือชิง เขาเหมือนเห็นพระผู้เป็นเจ้าและบอกเล่าสถานการณ์ตอนนี้ให้เขาฟัง

            “เกิดเขากลับมาจะทำอย่างไร? เรื่องเมื่อวานผิดปกติเช่นนั้น เขาจะต้องสงสัยเป็นแน่”

            “เหตุใดเจ้าจึงไม่พูด?” เจ้าสี่เห็นเขาไม่ตอบสนองก็ร้อนใจ “ข้าขอบอกกับเจ้า จ้าวจือชิง ตอนนี้เราคือมดที่อยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน เจ้าอย่าคิดจะทิ้งข้าไว้! ข้าจะบอกเจ้าให้ หากข้าถูกจัดการ เจ้าก็หนีไม่รอดเช่นกัน”

            “พูดจบหรือยัง?” จ้าวจือชิงก้มหน้าดื่มน้ำ ท่าทางสุขุมใจเย็นทำให้เจ้าสี่ที่หัวร้อนได้แต่พยักหน้า

            จ้าวจือชิงวางถ้วยชาลง “ในเมื่อเจ้าพูดจบแล้ว เช่นนั้นถึงตาข้าบ้าง”

            “ค่ายโจรเลี่ยหยางเดิมทีเป็นสถานที่แห่งความชั่วร้าย ตอนนี้เจ้ารับช่วงต่อ คิดจะปกครองอย่างไร?”

            “โอ้ พ่อทูนหัวของข้า! จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่มีอำนาจนั้น แล้วจะถกเรื่องปกครองได้อย่างไร?”

            “หากจะให้พวกเขาเชื่อฟังเจ้า ง่ายดายยิ่งนัก ตบหัวแล้วลูบหลังไม่เคยได้ยินหรือ หากไม่รู้จัก ก็ลองคิดดูว่าสือเลี่ยหยางทำเช่นไรบ้าง” เดิมทีจ้าวจือชิงไม่คิดจะสอนเขาเช่นนี้ แต่เจ้าสี่ก็ยังหลักแหลม แม้ว่าจะเจ้าเล่ห์ไปบ้าง แต่ก็เพราะถูกคนของกองโจรเลี่ยหยางบีบบังคับจนเข้าตาจน ถึงได้คิดใช้ความชั่วขจัดความชั่ว ใช้การฆ่าเพื่อหยุดยั้งการฆ่า

            “ส่วนสถานการณ์ของสือเลี่ยหยาง เรื่องนี้ยกให้เป็นหน้าที่ข้าก็พอ ข้าให้เวลาเจ้าสามวันในการทำให้ค่ายโจรเลี่ยหยางฟื้นฟูกลับมา ค่ายโจรเลี่ยหยางในอนาคตต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ข้าคิดว่าเจ้าควรเข้าใจความหมายของข้า”

            เจ้าสี่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร ตอนนั้นจ้าวจือชิงเคยเอ่ยว่า ไม่ชอบที่ค่ายโจรเลี่ยหยางนั้นมีแต่ความโหดร้ายเกินไป หวังว่าสักวันจะสามารถกลายเป็นสถานที่สงบสุข ตอนนั้นเขายังหัวเราะว่าเขาไร้เดียงสา แต่พอมองดูสภาพลูกน้องที่บาดเจ็บยับเยิน บวกกับสภาพชีวิตในอดีตของตน บางทีค่ายโจรเลี่ยหยางคงถึงเวลาสมควรแก่การเปลี่ยนวิธีชีวิตแล้ว

            “ดี ขอเพียงเจ้าจัดการสือเลี่ยหยางได้สิ้นซาก ข้ายินดีพาคนที่เหลือสวามิภักดิ์ต่อทางการและเจ้า เจ้าให้พวกข้าทำอะไร ข้าก็จะทำสิ่งนั้น” เจ้าสี่ตบหน้าอกรับประกัน เมื่อสิ้นสือเลี่ยหยางก็เท่ากับสิ้นขวากหนามชิ้นใหญ่ในใจเขา คนที่เหลือเหล่านั้นก็เหมือนกับที่จ้าวจือชิงกล่าว รับมือง่ายนัก

            …..

            ทางด้านนี้เจ้าสี่รวบรวมคนที่เหลือ เขายืนอยู่บนแท่นสูงและพรรณนาถึงความเจ็บปวดทุกข์ทนต่างๆ นานาที่ผ่านมาในวันวาน

            “เมื่อวาน ค่ายโจรเลี่ยหยางของเราพบเจอเคราะห์หนัก ตอนนี้ประมุขเป็นตายร้ายดีไม่ทราบ นายท่านทั้งหลายต่างก็สิ้นชีพ ตามหลักแล้ว ข้าเป็นเพียงลำดับสี่ ผู้ที่มายืนพูดตรงนี้กับพวกเจ้าไม่ควรเป็นข้า! แต่ตอนนี้ในค่ายไร้ซึ่งผู้ใด ข้า สิงเหล่าซื่อ ในฐานะนายท่านสี่แห่งค่ายโจรเลี่ยหยางมีหน้าที่รับผิดชอบต้องออกมาช่วยทุกคนขจัดความกังวลและความลำบาก!”

            ตอนนี้เจ้าสี่ถึงขั้นนำสมญานามของตนออกมาป่าวประกาศ ลูกน้องคนสนิทย่อมช่วยกันสนับสนุน “นายท่านสี่พูดอะไรกัน คนที่อยู่เบื้องบนตอนนี้เหลือเพียงนายท่านสี่ผู้เดียว หากนายท่านสี่ไม่มีสิทธิ์ แล้วผู้ใดในค่ายโจรเลี่ยหยางจะมีสิทธิ์พูดอีก?”

            “ใช่แล้ว! นายท่านสี่มีสิทธิ์!”

            “พวกเราเชื่อฟังนายท่านสี่!”

            ค่ายโจรเลี่ยหยาง เดิมทียังมีลูกน้องที่แม้จะไม่ยอม แต่จากลำดับสถานะแล้ว ไม่มีผู้ใดเทียบนายท่านสี่ได้จริงๆ ส่วนคนที่เพิ่งมาเข้าร่วมภายหลังก็เพียงแค่เฝ้ามองอย่างใจเย็น เดิมทีพวกเขาคิดว่าสือเลี่ยหยางตายแล้ว คนเหล่านี้คิดว่าเมื่อมังกรไร้ศีรษะ ถึงเวลานั้น พวกเขาอยากหนีก็สามารถทำได้ แต่ตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะเก็บสัมภาระเรียบร้อย คนกลุ่มนี้ก็รวมตัวกันอีกครั้ง

            เพียงแต่เสี้ยววิถัดมา พวกเขาถึงกับจ้องมองสิงเหล่าซื่อบนแท่นสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

            “เมื่อวาน พวกเจ้าหารู้ไม่ว่า นอกจากเจ้าทุกข์ที่แกล้งเป็นเศรษฐีท้องที่กลุ่มนั้นที่ต้องการมาเพื่อแก้แค้นที่ค่ายโจรเลี่ยหยาง ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ทางการอีกหนึ่งกลุ่มที่ซุ่มอยู่ละแวกค่ายโจรเลี่ยหยางของเรา เมื่อคืนหากมิใช่เพราะข้าระมัดระวังและพาคนหลอกล่อเจ้าหน้าที่ทางการไป เกรงว่าวันนี้ เราทุกคนคงจะอยู่ในคุกแล้ว ครั้นได้เจอกันอีกก็คงเป็นชาติหน้า!”

            ภายใต้การคร่ำครวญของสิงเหล่าซื่อ “ใช่ว่าข้า สิงเหล่าซื่อ จะกลัวตาย แต่ว่าพี่น้องทั้งหลาย หลายปีมานี้พวกเรากองโจรเลี่ยหยางก่อเรื่องมากมายเท่าใด ข้าไม่พูด พวกเจ้าก็คงรู้ดีแก่ใจ แต่ละเรื่องที่เราทำล้วนเป็นเรื่องต่ำช้า หากเป็นหลายปีก่อน ข้าคงไม่กลัว อย่างมากก็แค่หัวหลุดจากบ่า ตายก็ตาย! ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังเป็นข้าคนเดิม!”

            “แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว พวกเราอยู่ในค่ายมานานหลายปี เหล่าพี่น้องไม่กล้ามีครอบครัว เมียของเอ้อร์หวาจื่อ หลายปีก่อน ไม่ง่ายดายกว่าจะมีลูก แต่สุดท้ายก็รักษาไว้ไม่อยู่ โก่วจือ ไม่ง่ายกว่าจะมีเมีย แต่ปรากฏว่าวันที่สองหลังจากเมียเขารู้ว่าเขาคือสมาชิกโจรเลี่ยหยางก็แขวนคอฆ่าตัวตาย!”

            “เวลานั้น เราคิดแค่ว่าค่ายโจรเลี่ยหยางของเรานั้นเก่งกาจเพียงใด! นี่ล้วนเป็นเรื่องเล็ก!แต่พี่น้องลองดูสิว่า ไม่ว่าเมียของใครที่ไม่ว่าจะสู่ขอมาด้วยวิธีใด แต่หลายปีมานี้มีใครตั้งครรภ์มีลูกบ้างหรือไม่! นี่มันเคราะห์กรรมชัดๆ! มันคือหนี้ของกรรม!”

            เมื่อสิ้นเสียงของสิงเหล่าซื่อ ในกลุ่มคนก็มีเสียงสะอื้นไห้อย่างแผ่วเบาของสตรี ไม่เพียงแค่คนเก่าคนแก่ของค่ายโจรเลี่ยหยาง กระทั่งคนมาใหม่ภายหลังก็ไม่มีคนใดที่มีผู้สืบทอดรุ่นหลังแม้แต่คนเดียว ในอดีตทุกคนเอาแต่ข่มใจเกี่ยวกับเรื่องนี้และไม่ยอมพูดถึง แต่พอตอนนี้เขาสะกิดโดยตรงเช่นนี้ ใบหน้าของคนทั้งหมดก็แฝงด้วยความสำนึกผิดและเสียใจ

            เมื่อเห็นทุกคนต่างก็ถูกกระตุ้น สิงเหล่าซื่อก็รีบตีเหล็กตอนร้อน

            -----

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน