แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านแมกไม้ในจวนตระกูลหลิว ทว่าความสว่างไสวนั้นกลับไม่อาจขับไล่ความมืดมนและรุ่มร้อนที่เกาะกินใจของหลิวเหมยได้เลย นับจากเหตุการณ์ที่ทางเดินลับเมื่อวาน คำพูดของอาชางที่ว่า "ไฟสุมอก" ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของนางราวกับเสียงระฆังที่ตีซ้ำๆ ไม่หยุดหย่อน ทุกย่างก้าวที่นางเดินผ่านข้ารับใช้ในจวน ทุกคำทักทายที่นางตอบรับด้วยรอยยิ้มจอมปลอม ล้วนแต่เป็เพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มความปั่นป่วนภายในไว้
นางพยายามสะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นและความโหยหาที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ทว่ายิ่งนางพยายามทำตัวให้เป็ปกติเท่าไหร่ ภาพของสายตาคมกริบและรอยยิ้มมุมปากของชายรุ่นใหญ่ผู้นั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นในมโนภาพ ตำราวสันต์หรรษาที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนบัดนี้กลายเป็เหมือนเข็มทิศที่ชี้ทางให้นางก้าวเดินไปสู่ดินแดนที่นางไม่เคยรู้จัก และอาชาง... คือผู้เดียวที่ถือกุญแจไขความลับเ่าั้
ตลอดเช้าวันนี้ หลิวเหมยพยายามทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ นางนั่งปักผ้าข้างหน้าต่าง แต่เข็มในมือกลับไม่อาจเย็บลายดอกไม้ได้อย่างเรียบร้อยเหมือนเคย ทุกครั้งที่นางพยายามเจาะเข็มลงบนผ้าไหม ภาพของมือที่หยาบกร้านและแข็งแกร่งของอาชางก็จะผุดขึ้นมาในความคิด นางจินตนาการถึงััจากปลายนิ้วที่หนาและมีรอยแผลเป็จากการทำงาน จินตนาการถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือที่กว้างใหญ่ จินตนาการถึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ในทุกการเคลื่อนไหวของเขา ทำให้มือของนางสั่นเทาจนเข็มเสียบผิดที่ นางต้องถอนด้ายออกแล้วเริ่มใหม่หลายครั้ง จนในที่สุดก็ยอมแพ้และวางงานปักลง
เสี่ยวชุ่ยที่นั่งเย็บผ้าอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นความผิดปกติของนาง "คุณหนู วันนี้ท่านดูไม่ค่อยสบายใจ มีอะไรกังวลใจหรือเปล่าคะ"
"ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่อากาศร้อนทำให้รู้สึกอึดอัด" หลิวเหมยตอบอย่างเลี่ยงๆ พยายามไม่ให้เสียงของตนเองฟังดูผิดปกติ ทว่าในใจนางกลับนึกถึงกลิ่นอายเฉพาะตัวของอาชางที่ผสมระหว่างกลิ่นดิน กลิ่นแสงแดด และกลิ่นเหงื่อไคลที่ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกขยะแขยง แต่กลับทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น มันเป็กลิ่นของชายแท้ที่ทำงานด้วยมือของตนเอง ไม่ใช่กลิ่นหอมประดิษฐ์จากน้ำหอมแพงๆ ของคุณชายผู้ดี
เสี่ยวชุ่ยพยักหน้าเข้าใจ "งั้นคุณหนูไปพักผ่อนในสวนโบตั๋นสักหน่อยดีไหมคะ อากาศที่นั่นเย็นสบายกว่า และต้นไม้ใหม่ที่คนสวนคนใหม่ปลูกก็เริ่มออกดอกแล้วด้วย"
การกล่าวถึง "คนสวนคนใหม่" ทำให้หัวใจของหลิวเหมยเต้นแรงขึ้นทันที นางนึกถึงร่างกายที่กำยำสมส่วนของอาชาง แผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ขยับเขยื้อนอย่างทรงพลังขณะทำงาน แขนที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยเส้นเอ็น ขาที่มั่นคงราวกับต้นโอ๊ก ทุกส่วนของร่างกายเขาดูแข็งแรงและเต็มไปด้วยพลังชีวิต ไม่เหมือนร่างกายที่อ่อนแอและซีดเซียวของคุณชายจางเหว่ย นางพยายามทำเสียงให้ดูไม่สนใจ "คนสวนคนใหม่หรือ? เขาทำงานเป็อย่างไร"
"ดีมากเลยค่ะคุณหนู" เสี่ยวชุ่ยตอบด้วยความกระตือรือร้น "ลุงชางท่านนั้นมีความรู้เื่ต้นไม้มากจริงๆ เขาบอกว่าต้นไม้แต่ละชนิด้าการดูแลที่แตกต่างกัน บางต้น้าแสงแดดเต็มที่ บางต้น้าร่มเงา บางต้น้าน้ำมาก บางต้น้าน้ำน้อย และที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจธรรมชาติของมันก่อน"
คำพูดของเสี่ยวชุ่ยทำให้หลิวเหมยนึกถึงคำพูดของอาชางเมื่อวานเื่ดอกไม้ที่ถูกปกป้องมากเกินไป นางรู้สึกเหมือนเขากำลังพูดถึงนางโดยตรง พูดถึงการที่นางถูกกักขังในกรงทองและไม่เคยได้ัักับโลกภายนอกอย่างแท้จริง นางนึกถึงวิธีที่อาชางมองนาง สายตาที่เจาะลึกและเต็มไปด้วยความเข้าใจ ราวกับเขาเห็นผ่านหน้ากากของความสุภาพที่นางสวมใส่ เห็นถึงความปรารถนาที่ถูกกดทับ เห็นถึงไฟที่กำลังลุกโชนในหัวใจของนาง
ในที่สุด ความอดทนของหลิวเหมยก็สิ้นสุดลง นางตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่อาชางได้จุดประกายไว้ นางเลือกที่จะเดินไปยัง "เรือนเพาะชำ" ซึ่งตั้งอยู่สุดเขตของสวนพฤกษา สถานที่แห่งนี้เป็เขตหวงห้ามที่ข้ารับใช้ทั่วไปไม่ค่อยย่างกรายเข้าไปนัก เพราะเป็ที่เก็บรวบรวมพรรณไม้หายากและเป็อาณาเขตส่วนตัวของคนสวนใหญ่
ทางเดินไปยังเรือนเพาะชำนั้นขนาบข้างด้วยพุ่มไม้หนาทึบที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับการตัดแต่งมานาน กิ่งก้านของมันโน้มลงมาปะทะไหล่ของหลิวเหมยราวกับจะฉุดรั้งนางไว้ ทว่านางกลับไม่สนใจและก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่เต้นระรัว กลิ่นอายของดินที่ชื้นแฉะและกลิ่นหอมเอียนๆ ของดอกไม้ป่าเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนางเข้าใกล้จุดหมาย
เรือนเพาะชำปรากฏแก่สายตาในที่สุด มันเป็อาคารไม้หลังย่อมที่มุงด้วยหลังคาจากและมีผนังเป็ไม้ระแนงโปร่ง แสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างของไม้ระแนงลงมาทำให้เกิดเงาตะคุ่มๆ ที่ดูลึกลับ หลิวเหมยหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้ที่ปิดสนิท นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยื่นมือที่สั่นเทาออกไปผลักประตูเบาๆ
เสียงบานพับไม้ที่ฝืดเคืองดังเอี๊ยดอ๊าดทำลายความเงียบสงัดภายในเรือนเพาะชำ หลิวเหมยก้าวเข้าไปข้างในอย่างช้าๆ กลิ่นอายของความอับชื้นและความร้อนระอุภายในห้องปะทะเข้ากับใบหน้าของนางทันที ภายในเรือนเพาะชำเต็มไปด้วยกระถางต้นไม้น้อยใหญ่วางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ มีทั้งพรรณไม้ที่นางรู้จักและไม่รู้จัก บางต้นมีดอกสีสันฉูดฉาดจนดูน่ากลัว บางต้นมีใบสีเขียวเข้มจนเกือบดำ
ท่ามกลางความสลัวของเรือนเพาะชำ นางเห็นร่างสูงใหญ่ของอาชางกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่โต๊ะไม้ตัวยาวที่มุมห้อง เขาไม่ได้สวมเสื้อเช่นเคย เผยให้เห็นแผ่นหลังที่กว้างขวางและมัดกล้ามเนื้อที่ขยับเขยื้อนอย่างทรงพลังขณะที่เขากำลังใช้มีดเล่มเล็กตัดแต่งกิ่งไม้ แสงแดดที่ลอดผ่านช่องระแนงลงมาจับที่ผิวพรรณสีทองแดงของเขาจนดูเป็มันปลาบ หลิวเหมยรู้สึกเหมือนลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นภาพนั้นอีกครั้ง
"คุณหนูมาที่นี่... มีธุระอันใดหรือขอรับ?" เสียงทุ้มต่ำของอาชางดังขึ้นโดยที่เขาไม่ได้หันกลับมามอง ราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าใครเป็ผู้มาเยือน
"ข้า... ข้าเพียงแต่อยากมาดูต้นไม้ที่เ้าบอกว่าหายาก" หลิวเหมยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูนิ่งที่สุด แต่นางก็รู้ดีว่ามันช่างฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
อาชางค่อยๆ วางมีดลงและหันกลับมามองนาง แววตาของเขาดูนิ่งสงบแต่แฝงไว้ด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง "เรือนเพาะชำแห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่คุณหนูควรจะมานะขอรับ มันทั้งร้อนและอับชื้น... ไม่เหมาะกับผิวพรรณที่บอบบางของท่าน"
"ข้าไม่สนเื่นั้น" หลิวเหมยเอ่ยพร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้เขามากขึ้น "เ้าบอกว่ามีต้นไม้ที่ป่วย... ข้าอยากเห็น"
อาชางยกยิ้มที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ทำให้หลิวเหมยรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า "เช่นนั้นก็ตามข้าน้อยมาขอรับ"
เขาเดินนำนางไปยังมุมหนึ่งของเรือนเพาะชำ ที่ซึ่งมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีใบเหี่ยวเฉาและดอกที่ร่วงโรยตั้งอยู่ อาชางหยุดยืนข้างต้นไม้นั้นและชี้ให้หลิวเหมยดู
"ต้นไม้ต้นนี้... มันป่วยเพราะอะไรหรือ?" หลิวเหมยถามด้วยความสงสัย
"มันไม่ได้ป่วยเพราะโรคหรอกขอรับคุณหนู" อาชางตอบพร้อมกับเอื้อมมือไปลูบไล้ที่ใบที่เหี่ยวเฉาของมันอย่างแ่เบา "แต่มันป่วยเพราะ 'ขาดน้ำ' และ 'ถูกกักขัง' อยู่ในกระถางที่เล็กเกินไป... มันโหยหาดินที่กว้างใหญ่และน้ำที่ชุ่มฉ่ำเพื่อที่จะเบ่งบานได้อย่างเต็มที่"
คำพูดของอาชางดูเหมือนจะไม่ได้หมายถึงต้นไม้เพียงอย่างเดียว หลิวเหมยรู้สึกเหมือนเขากำลังพูดถึงตัวนางเอง นางจ้องมองดูมือที่หยาบกร้านของเขาที่กำลังััต้นไม้อย่างอ่อนโยน ความรู้สึกแปลกใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง
"แล้วเ้าจะช่วยมันได้อย่างไร?" หลิวเหมยถามด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา
"ข้าน้อยต้องค่อยๆ ให้มันได้รับน้ำอย่างเพียงพอ และย้ายมันไปสู่ดินที่กว้างใหญ่กว่าเดิมขอรับ" อาชางตอบพร้อมกับหันมาสบตากับหลิวเหมย "แต่ที่สำคัญที่สุด... คือต้องให้มันได้รับ 'ัั' ที่ถูกต้อง เพื่อกระตุ้นให้มันอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป"
เขาเอื้อมมือไปหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่และส่งให้หลิวเหมย "คุณหนูลองรดน้ำให้มันดูสิขอรับ... ค่อยๆ รดลงไปที่โคนต้น"
หลิวเหมยยื่นมือออกไปรับกระบอกน้ำจากเขา และในวินาทีนั้นเอง ปลายนิ้วของนางก็ได้ัักับปลายนิ้วที่หยาบกร้านของอาชางอย่างแ่เบา
เพียงแค่การััเพียงเล็กน้อยนั้น หลิวเหมยรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟแลบผ่านร่างกายของนางจากปลายนิ้วพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ นางสะดุ้งโหยงและเกือบจะทำกระบอกน้ำหลุดมือ ทว่าอาชางกลับใช้มือที่ใหญ่กว่ากุมมือของนางไว้เพื่อช่วยประคองกระบอกน้ำ
"ใจเย็นๆ ขอรับคุณหนู... ค่อยๆ ทำ" เสียงทุ้มต่ำของเขากระซิบอยู่ที่ข้างหู ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดที่แก้มของนาง
หลิวเหมยรู้สึกเหมือนร่างกายของนางกำลังจะละลายลงไปกับพื้น ััจากมือที่หยาบกร้านและร้อนผ่าวของอาชางที่กุมมือของนางไว้นั้นรุนแรงและชัดเจนยิ่งกว่าจินตนาการใดๆ ในตำรา นางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้อาชางช่วยประคองมือของนางรดน้ำลงบนต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา
ขณะที่นางพยายามรดน้ำอย่างระมัดระวัง กิ่งไม้เล็กๆ ที่มีหนามแหลมก็เกี่ยวเข้าที่นิ้วชี้ของนาง หลิวเหมยร้องเอ๊ะเบาๆ เมื่อรู้สึกเจ็บแปลบ หยดเืเล็กๆ เริ่มซึมออกมาจากรอยขีดข่วนที่ปลายนิ้ว
"คุณหนูาเ็!" อาชางเอ่ยด้วยความกังวล เขารีบจับมือของนางขึ้นมาดู ก่อนที่หลิวเหมยจะได้ตอบอะไร อาชางก็นำปลายนิ้วที่มีเืซึมของนางเข้าปาก ใช้ลิ้นอุ่นๆ เลียเืออกอย่างแ่เบา แล้วดูดปลายนิ้วเบาๆ เพื่อทำความสะอาดแผล
การกระทำที่เร่าร้อนและใกล้ชิดนี้ทำให้หลิวเหมยสะดุ้งโหยง ความรู้สึกจากลิ้นอุ่นๆ ที่ััปลายนิ้วส่งกระแสไฟผ่านร่างกายของนาง นางรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น ขณะที่อาชางยังคงดูดปลายนิ้วของนางอย่างอ่อนโยนแต่เร่าร้อน สายตาของเขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางอย่างเจาะลึก ราวกับกำลังดูดดวงิญญาของนางออกมาพร้อมกับหยดเืเล็กๆ นั้น
"เห็นไหมขอรับ... เมื่อได้รับน้ำและััที่ถูกต้อง มันก็เริ่มที่จะฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว" อาชางเอ่ยพร้อมกับค่อยๆ ปล่อยมือจากนาง
หลิวเหมยยืนหอบหายใจแ่เบา นางจ้องมองดูต้นไม้ที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ทว่าในใจของนางกลับรุ่มร้อนยิ่งกว่าเดิม นางเริ่มตระหนักว่าเรือนเพาะชำแห่งนี้ไม่ใช่เพียงที่เพาะปลูกต้นไม้ แต่มันคือสถานที่ที่ความปรารถนาของนางกำลังถูกเพาะบ่มให้เติบโตขึ้น
"ข้า... ข้าต้องไปแล้ว" หลิวเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ นางรีบหันหลังและเดินออกจากเรือนเพาะชำไปโดยไม่หันกลับมามอง
ทว่าเมื่อนางก้าวพ้นประตูออกมา นางกลับรู้สึกถึงความสูญเสียอย่างประหลาด ความเย็นของอากาศภายนอกไม่อาจดับความร้อนที่อาชางทิ้งไว้ที่ปลายนิ้วของนางได้ หลิวเหมยรู้ดีว่านับจากวันนี้ไป เรือนเพาะชำแห่งนี้จะกลายเป็สถานที่ที่นางโหยหามากที่สุด และความลับที่เกิดขึ้นในวันนี้จะเป็เพียงจุดเริ่มต้นของบทเรียนที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
นางเดินกลับเรือนนอนด้วยหัวใจที่ยังคงเต้นรัว ทุกย่างก้าวที่นางเดินไป นางรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในกาย ความลับในเรือนเพาะชำนี้จะเป็สิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจของนางในกรงทองแห่งนี้ และนางรู้ดีว่านางจะกลับไปหาเขาอีกครั้ง... เพื่อเรียนรู้บทเรียนต่อไปจากชายรุ่นใหญ่ผู้นี้