พ่อหวัง แม่หวัง หวังลู่เสียน และครอบครัวของหวังอี้ฉือ ตกลงกันว่าจะไปร่วมฉลองปีใหม่ที่บ้านจ้าว เพราะทั้งสองครอบครัวสนิทสนมกันอยู่แล้ว อีกทั้งบ้านของพวกเขาก็อยู่ใกล้กัน จ้าวหวังเหว่ยก็พาครอบครัวมาร่วมฉลองกับพ่อแม่ของพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน
ทุกคนในบ้านใส่เสื้อตัวใหม่ที่หลินถิงถิงตัดให้ แต่เพราะหลินถิงถิงไม่เคยเจอภรรยาของจ้าวหวังเหว่ยมาก่อน เธอจึงเย็บกระเป๋าสะพายให้พี่สะใภ้หนึ่งใบแทนเสื้อ
“พี่สะใภ้ ฉันขอโทษจริงๆ นะคะที่ฉันไม่ได้ตัดเสื้อให้พี่ แต่ฉันเย็บกระเป๋าสะพายให้พี่ใบหนึ่ง ไม่รู้ว่าพี่จะถูกใจไหม” หลินถิงถิงพูดอย่างเกรงใจ
“น้องสะใภ้ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ กระเป๋าใบนี้สวยมาก ลายปักก็ดูเป็นธรรมชาติ น้องสะใภ้ทำเองหรือ” สะใภ้ใหญ่จ้าวถามอย่างสนใจ
“ใช่ค่ะพี่สะใภ้ กระเป๋าใบนี้ฉันทำเองทั้งหมด”
“หวังเหว่ยเล่าให้พี่ฟังว่าเธอจะเปิดร้านเสื้อหรือ” สะใภ้ใหญ่จ้าวทำท่าทางลังเล
หลินถิงถิงจึงหันหน้าไปมองจ้าวหวังเหว่ยอย่างขอความเห็น เมื่อมองเห็นท่าทางลังเลของพี่สะใภ้ ผ่านไปสักพักจ้าวหวังเหว่ยจึงพูดแทนภรรยาของตัวเอง
“พี่สะใภ้รู้ว่าน้องสาวจะเปิดร้านตัดเสื้อ เธอก็เลยอยากจะขอมาทำงานกับน้องสาวด้วย เดือนหน้าพวกเราจะย้ายออกจากบ้านพักของมหาวิทยาลัยกลับมาอยู่ที่บ้านน่ะ และจะพาลูกชายกลับมาเข้าโรงเรียนที่นี่ด้วย ลูกชายของเราอายุเท่ากับอี้เฉิน จะเข้าโรงเรียนปีนี้พอดี”
“พี่สะใภ้ตัดเสื้อเป็นด้วยหรือคะ อย่างนั้นก็ดีน่ะสิ ร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ฉันมีพนักงานครบแล้วค่ะ ยังเหลือส่วนของร้านตัดเสื้อนี่ล่ะที่ฉันยังหาคนมาช่วยอยู่” หลินถิงถิงพูดอย่างดีใจ
“เจ้าใหญ่ แม่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าแกจะย้ายมาอยู่กับพวกเรา” แม่จ้าวพูดอย่างดีใจ
“ตอนที่ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ผมก็ได้คุยกับหวังหย่งไว้ก่อนแล้วล่ะครับ เพียงแต่ผมยังไม่ได้บอกพ่อกับแม่”
“แล้วทำไมลูกถึงอยากมาทำงานกับถิงถิงล่ะ” แม่จ้าวหันไปถามลูกสะใภ้
“โรงงานที่หนูทำอยู่จะปรับลดพนักงานลงน่ะค่ะ หนูเลยคิดว่าจะลาออกเพื่อรับเงินชดเชย เพราะหากเขาปรับลดเอง เงินชดเชยก้อนนี้ก็จะไม่ได้” สะใภ้ใหญ่จ้าวอธิบายแม่สามี
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องเด็กๆ พวกเธอก็ไม่ต้องห่วงหรอก แม่จะดูแลให้เอง”
“คุณป้าคะ พี่ชายชื่ออะไรหรือคะ” หวังอิงอิงหันไปถามสะใภ้ใหญ่จ้าว หลังจากที่เธอนั่งมองเด็กชายขี้อายที่อยู่ตรงหน้ามาสักพักหนึ่งแล้ว
“พี่ชายชื่อว่าพี่ชิงอู่จ้ะ” สะใภ้ใหญ่จ้าวตอบพร้อมกับลูบผมหวังอิงอิงอย่างเอ็นดู
“พี่ชิงอู่ เราไปเล่นข้างนอกกันดีไหมคะ” หวังอิงอิงถามเด็กชาย แต่จ้าวชิงอู่ได้แต่นั่งหลบหลังแม่ตัวเองอย่างอายๆ
“พี่ชิงอู่เราไปเล่นข้างนอกกัน” หวังอี้เฉินพูดพร้อมกับดึงมือจ้าวชิงอู่ออกไปอย่างไม่สนใจอาการขัดขืนของจ้าวชิงอู่แม้แต่น้อย หวังอิงอิงเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งตามออกไปอย่างร่าเริง
“ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันก็ดี ครอบครัวเราไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันมานานแล้ว อีกอย่างหนึ่งพ่อคิดว่าถ้าชิงอู่มีเพื่อนเล่นอย่างอี้เฉินกับอิงอิง บางทีอาจจะแก้นิสัยขี้อายของเขาไปได้เหมือนกัน” พ่อจ้าวยิ้มมีความสุข
ปีใหม่ปีนี้ผ่านพ้นไปด้วยความสุขของทุกคนทั้งครอบครัว โดยเฉพาะผู้อาวุโสของทั้งสองบ้านต่างก็มีความสุขมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นปีที่ลูกหลานทุกคนในบ้านได้มาอยู่กันอย่างพร้อมหน้า
หวังอี้ฉือและหลินถิงถิงมารับไฉ่เจี๋ยและครอบครัวของพวกเขาที่สถานีรถไฟ ก่อนที่ทั้งหมดจะพาครอบครัวของไฉ่เจี๋ยกลับบ้านพักที่พวกเขาสร้างไว้ในพื้นที่เพาะปลูก
“พี่สะใภ้ เหนื่อยไหมคะ” หลินถิงถิงถาม
“อยู่บนรถไฟไม่ได้ทำอะไรหนักหนาเสียหน่อยจะเหนื่อยได้ยังไง” พี่สะใภ้ไฉ่มองดูหลินถิงถิงอย่างพิจารณาก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ “มาอยู่ปักกิ่งแล้วพวกเธอดูดีขึ้นเยอะเลย พี่ดีใจกับพวกเธอจริงๆ”
“ที่นี่ใหญ่โตกว่าที่ฉันคิดไว้มาก” ไฉ่เจี๋ยพูดขึ้นเมื่อได้มาเห็นพื้นที่เพาะปลูกของหวังอี้ฉือ
“ผมถึงอยากให้พี่มาเป็นผู้ช่วยของผมยังไงล่ะครับ บ้านพักหลังนี้พวกพี่ก็อยู่กันได้ตามสบาย ถ้าในอนาคตอยากจะขยับขยายครอบครัวออกไปพี่ก็สามารถทำได้ พ่อกับแม่ของผมซื้อบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ติดกับบ้านของเราเอาไว้หลังหนึ่ง ถ้าพี่ต้องการผมคุยกับท่านให้ได้นะครับ” หวังอี้ฉือบอกกับไฉ่เจี๋ย
“ฉันดีใจกับนายจริงๆ นะที่ได้พบกับพ่อแม่ที่แท้จริง และดูเหมือนท่านจะดีกับนายมาก” ไฉ่เจี๋ยพูดอย่างดีใจ
“พวกท่านดีกับผมมากจริงๆ ครับ”
“เฮ้อ...เห็นหน้านายแล้วฉันก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงคนบ้านหวังทางโน้น ตอนนี้พวกเขาต่างแยกครอบครัวออกไปสร้างบ้านของตัวเองใหม่แล้วนะ ความเป็นอยู่ของลุงหวังกับป้าสะใภ้หวังก็ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ พวกเขาแก่แล้วไปทำงานในไร่ไม่ได้ ต้องรอธัญพืชกับเงินที่ลูกๆ เอามาให้อย่างเดียว แต่หวังป๋อกับหวังหลิงก็เหลือเกินจริงๆ เกิดมาฉันไม่เคยเห็นใครใจดำเท่านี้มาก่อนเลย นอกจากส่วนแบ่งของธัญพืชและเงินในแต่ละเดือนแล้ว ทั้งสองคนก็ไม่ได้มาดูแลพ่อกับแม่ของตัวเองเลย ที่เหลือเชื่อกว่านั่นคือลูกสะใภ้ทั้งสองคนยังให้ลูกมาคอยแย่งอาหารของคนแก่ทั้งสองคนไปอีก” ไฉ่เจี๋ยพูดพร้อมกับถอนหายใจ
“เป็นอย่างที่พี่เขยเธอพูดนั่นล่ะ ลุงหวังกับป้าสะใภ้หวังตอนนี้ดูน่าสงสารมาก พวกเขาไม่กล้าออกจากบ้านไปไหนเลยด้วยซ้ำ เพราะกลัวเจ้าหวังเสี่ยวหลงตัวดีจะเข้ามาขโมยของ เจ้าเด็กนั่นร้ายกาจมาก มีครั้งหนึ่งเขาไม่พอใจที่ไปขอเงินลุงหวังไม่ได้ เขาผลักลุงหวังล้มจนเดินไม่ได้อยู่หลายเดือน แต่พวกเธอรู้อะไรไหม พี่หวังป๋อกับพี่สะใภ้ใหญ่กลับมาบอกว่าถ้าลุงหวังยอมให้เงินเจ้าเด็กนั่นดีๆ พวกเขาก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัวอย่างนี้” พี่สะใภ้ไฉ่พูดด้วยความโมโห
“เป็นเพราะเสี่ยวหลงได้รับการตามใจมาตั้งแต่เด็กยังไงล่ะคะ ก็คงต้องได้แต่ภาวนาว่าพอเขาโตขึ้นเขาจะไม่เกเรจนเลือกเดินทางผิดเท่านั้นเองค่ะ” หลินถิงถิงพูดอย่างปลงๆ
หวังอี้ฉือได้แต่นิ่งฟัง ถึงแม้เขาจะนึกสงสารและเห็นใจ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย ในเมื่อตัดขาดกันแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือกันอีก และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขากลัวว่าความหวังดีของเขาจะกลายมาเป็นปัญหาในอนาคต