บทที่9ผจญค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจร
กลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลนับสิบอารักขารถม้าคันสีดำพร้อมกับเทียมเกวียนคันหนึ่งซึ่งบรรจุเสบียงไว้มุ่งไปตามดินแดนของทุ่งร้าง ระหว่างการเดินทางพวกมันก็ต่างสนทนากันอย่างแ่เบาเพื่อฆ่าเวลาจนกว่าจะตามหาคนผู้หนึ่งพบ
“นับว่าคนของสำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางใช้การได้ขนาดค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรอันพิสดาร พวกมันยังสามารถต้านทานรับมือจนถึงขั้นฟ้าเปิดสิบลมหายใจส่งให้พวกเราผ่านประตูค่ายกลมาได้"
“มิผิดพวกโจรป่าที่ว่าแข็งแกร่ง เพียงฟ้าเปิดสามลมหายใจก็ไม่เหลือรอดแล้ว”
“มันผู้นั้นที่คิดค่ายกลอันร้ายกาจและพิสดารเช่นนี้ได้นับว่ามิธรรมดาเลยสมแล้วที่มันบรรลุไปถึงขั้นดุษฎีบัณฑิต”
“โลกนี้ผู้ที่สามารถเข้าถึงมหาวิถีวจนะแห่งปัญญาระดับสูงสุดได้มีไม่กี่คนเช่นนั้นมันจะธรรมดาได้อย่างไร"
“ถึงขนาดหลบหนีจากการไล่ล่าของนิกายเทวะวจนะได้เกือบสิบปีชื่อเสียงที่มันสั่งสมมามิเสียเปล่าเลยจริงๆ"
“เพราะค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรนี่ล่ะถึงทำให้นิกายเทวะวจนะไปไม่ถูก"
“เช่นนั้นย่อมแสดงให้เห็นถึงความปราดเปรื่องของท่านประมุขเราที่สามารถหาประตูค่ายกลที่ซุกซ่อนรวมถึงหาวิธีแก้ทางค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรได้"
“ถูกต้องหากมิใช่ท่านประมุขเราแล้วใครจะคิดได้หลักแหลมเช่นนี้ ด้วยค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรเป็สุดยอดค่ายกลของผู้ที่บรรลุวจนะแห่งปัญญาระดับดุษฎีบัณฑิตคิดค้นขึ้น มันผู้นั้นใช้เวลาเกือบสิบปีเพื่อสร้างค่ายกลในการรับมือกับเหล่าผู้มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษดังนั้นค่ายกลนี้ย่อมจัดการรับมือกับผู้มีเส้นชีพจรลมปราณพิเศษได้อย่างหมดจด ด้วยสาเหตุนี้นิกายเทวะวจนะที่ว่าแน่ยังต้องจนปัญญาธรรมบาลแห่งปัญญาก็ยังหาทางออกไม่เจอ ทว่าประมุขเรากลับมองเื่ยากให้เป็เื่ง่ายในเมื่อค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรเล่นงานผู้ที่มีเส้นชีพจรลมปราณพิเศษได้อย่างหมดจดเช่นนั้นก็เอาคนที่มีเส้นชีพจรลมปราณสามัญมารับมือก็สิ้นเื่ และผลก็เป็อย่างที่เห็นแม้ต้องจ่ายค่าตอบแทนในการจะหากลุ่มยอดนักสู้ที่ไม่มีพลังปาฏิหาริย์ซักกลุ่มในปริมาณมหาศาลแต่เมื่อเทียบกับการเข้าใกล้หนึ่งในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ก็นับว่าคุ้มค่าเป็อย่างมาก"
“ไม่ผิดขอเพียงผ่านค่ายกลมันมาได้ มันก็ไม่นับเป็ตัวไรแล้ว ผู้มีปัญญามักเก่งวางแผนแต่สู้ไม่เป็เื่นี้ผู้ใดก็รู้"
“หากหาตัวมันพบเมื่อไหร่ชิงคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์มาจากมันมาแล้วฆ่าปิดปากให้มันตกตายอยู่ภายใต้ค่ายกลอันสุดยอดของมันนี่นับเป็เื่ที่หมดจดแยบคายนัก"
“และด้วยสติปัญญาของท่านประมุขเราด้วยคุณสมบัติฟ้าประทานที่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสองจุด หากได้ศึกษาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มนั้นพรรคของพวกเราก็คงจะโดดเด่นขึ้นบนผืนปฐี เผลอๆ อาจเป็หนึ่งเหนือพรรคหรือสำนักทั้งหมดทั่วปฐีแห่งนี้ก็เป็ได้"
“หรือยิ่งกว่านั้นพวกเราก็อาจจะมิต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของนิกายเทวะวจนะอีกต่อไป”
“นับแต่ที่มหาเทวะเทียนิต่อสู้กับมารนอกรีตอวิ๋นเซี่ยวซุนความน่ากลัวแลน่าเกรงขามของมันดูจะลดลงไปไม่น้อย และนี่เป็สิ่งยืนยันได้อย่างดีว่ามันก็มิได้อยู่เหนือสรรพสิ่งจนมิอาจมีใครแตะต้อง"
“ข้ายังเชื่อเสมอว่าหากคลื่นลูกใหม่ยังไล่หลังคลื่นลูกเก่าได้ฉันใด มหาบุรุษผู้ใหม่ย่อมถือกำเนิดขึ้นมาได้ฉันนั้น”
“อืม วันนี้นับว่าเ้าพูดมีเหตุผล”
เขาเถาิซาน
แสงสีขาวเจิดจ้าแยงตาคนแผ่พุ่งออกมาจากก้อนศิลาขนาดใหญ่ก่อนที่แสงอันเจิดจ้าแยงตานี้จะก่อลักษณ์เป็เส้นสายสีขาวระโยงระยางราวกับเป็เส้นขนสีขาวที่ยาวเฟื้อยออกมาจากอวัยวะบนร่างกายก็ปานแต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเส้นสายสีขาวเหล่านี้มันกลับเคลื่อนไหวและทิ่มแทงคนได้!
เส้นสายสีขาวจำนวนสี่เส้นแผ่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็วรวดเร็วชนิดที่ว่าฝีเท้าของฮุ่ยจวินที่ได้ร่ำเรียนวิชาตัวเบามาจากโจรูเาที่มากด้วยคุณธรรมท่านหนึ่งก็ยังมิอาจใช้ออกได้ทันวิชาตัวเบาที่มันร่ำเรียนมานี้ สร้างชื่อเสียงให้มันจนได้ฉายาว่าสิบเก้ามีดสั้นล่องนภาโด่งดังในหมู่ผู้ฝึกยุทธิ์ที่ไม่มีพลังปาฏิหาริย์อยู่มิน้อย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเส้นสายสีขาวมันกลับมิอาจสร้างความแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปได้เลยเส้นสายสีขาวทั้งสี่เส้นจึงทะลวงเข้าใส่ร่างกายมันสี่จุด จุดแรกอยู่ที่ตำแหน่งของกล่องเสียงจุดที่สองอยู่กึ่งกลางหน้าผาก จุดที่สามอยู่ที่กึ่งกลางอก และจุดสุดท้ายอยู่ที่หลังมือขวาของมัน!
แต่พอเส้นสายพลังดังกล่าวแทงผ่านร่างของมันไปมันกลับมิได้ััถึงความเ็ป โลหิตซักหยดก็ไม่มี มันเพียงััได้ว่าเส้นสายสีขาวกำลังวนเวียนบนตำแหน่งทั้งสี่ในกายมันวนเวียนคล้าย้าพันธนาการแต่มันมิอาจพันธนาการได้
รู้เช่นนี้ฮุ่ยจวินจึงดีดกายหลบออกมาจากรัศมีเส้นสายทั้งสี่แต่พอหลบจากเส้นทั้งสี่นี้ก็มีเส้นสายสีขาวอื่นที่พุ่งมายังตำแหน่งเดิมทั้งสี่จุดของมันแล้วก็พยายามจะพันธนาการบริเวณตำแหน่งดังกล่าวของชายหนุ่มอีกครั้ง แต่ก็ปรากฏผลเช่นเดิมมันมิอาจพันธนาการร่างของฮุ่ยจวินได้ ฮุ่ยจวินยังสามารถเคลื่อนไหวไปมาท่ามกลางเส้นสายพลังสีขาวอันเจิดจ้าได้ดังเดิม
ฮุ่ยจวินเริ่มบังเกิดความสงสัยว่าศิลาขนาดใหญ่เบื้องหน้าตนซุกซ่อนด้วยสิ่งใดขณะที่มันจะก้าวเดินฝ่าเส้นสายสีขาวที่ไม่มีผลกับมันเข้าไปใกล้ศิลาก้อนนั้น ก้อนศิลาจากที่เคยมีสีน้ำตาลก็กลับกลายเป็ก่อนสีขาวนวลราวกับพระจันทร์ดวงหนึ่งทว่าความขาวนวลหาได้งดงามอย่างที่เห็นไม่ มันมีแต่ความเย็นเยือกและแฝงด้วยความรู้สึกที่ตัดเฉือนราวกับใบมีดนับหมื่นเล่มด้วยสัณชาตญาณฮุ่ยจวินจึงะโพริ้วกายเหินไปด้านข้างราวกับเมฆาที่ร่องรอยพริ้วไหวและจังหวะนั้นเองก้อนศิลาที่งดงามราวกับดวงจันทร์ก้อนนั้นก็ส่งคมดาบจันทร์เสี้ยวที่คมกริบยิ่งกว่าสรรพกระบี่ใดพุ่งตัดผ่านร่างของมันไปอย่างฉิวเฉียด!
แผ่นหลังของฮุ่ยจวินบังเกิดเหงื่อชุ่มโชกมันได้คิดว่าหากถูกเส้นสายพลังสีขาวพันธนาการร่างไว้ได้ มันคงถูกพลังปาฏิหาริย์รูปคมดาบเสี้ยวจันทร์นี้แยกร่างเป็สองส่วนแน่และเมื่อประสบกับเหตุการณ์ปาฏิหาริย์นี้ฮุ่ยจวินจึงได้รับทราบถึงสาเหตุการตายของคนจากสำนักคุ้มภัยพวกพ้องของตน
“หรือคนเ่าั้พวกมันว่าจ้างให้พวกเรามารับมือกับค่ายกลอันพิสดารแห่งนี้แทนที่พวกมันไม่้าผู้ที่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษ ก็เพราะค่ายกลนี้พันธนาการเฉพาะคนที่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษ…พวกคนเ้าเล่ห์ล่อคนอื่นมาตายแทน น่าแค้นใจนัก!”
ได้คิดเพียงแวบเดียว พลังคมดาบจันทร์เสี้ยวก็แผ่พุ่งออกมาจากก้อนศิลาอีกนับไม่ถ้วนฮุ่ยจวินก็อาศัยสัณชาตญาณที่มี กอปรกับวิชาตัวเบาที่ร่ำเรียนมาพริ้วกายหลบหลีกเป็พัลวันมีดสั้นอาวุธลับสิบเก้าเล่มที่พกเต็มร่างกายได้ถูกตวัดสวนออกไปต้านรับคมดาบจันทร์เสี้ยวแต่เพียงมีดสั้นธรรมดา ไร้ซึ่งพลังลมปราณพิเศษหรือพลังยุทธ์ปาฏิหาริย์ใด ย่อมมิอาจหยุดยั้งคมดาบจันทร์เสี้ยวที่เป็พลังปาฏิหาริย์ระดับสูงได้
มีดสั้นเพียงเหินบินปะทะเข้าใส่พลังคมดาบจันทร์เสี้ยวเสียงเคว้งของโลหะที่แหลกละเอียดก็ดังขึ้นทันที แต่ยังดีที่มีดบินของมันยังพอเปลี่ยนวิถีของพลังรูปคมดาบจันทร์เสี้ยวได้อยู่บ้าง
ฮุ่ยจวินรับมือกับค่ายกลอันพิสดารเพียงชั่วลมหายใจเข้าออกเดียวแต่มันกลับรู้สึกว่าได้ต้านรับพลังคมดาบรูปจันทร์เสี้ยวมาแล้วเป็เวลาครึ่งธูปไหม้ความร้อนใจแน่นอนย่อมปรากฏ มันมองหาทางหนี แต่พอดูระยะห่างที่พวกพ้องของตนตกตายทำให้มันประเมินได้ว่ารัศมีที่ค่ายกลนี้ครอบคลุมมีขอบเขตที่กว้างไกลไม่น้อยต่อให้หนีไปก็ยากจะหนีพ้น เพราะหากทุ่มสมาธิไปกับการวิ่งหนี สมาธิในการหลบหลีกคมดาบรูปจันทร์เสี้ยวที่แผ่พุ่งมาราวกับห่าพิรุณจะลดลงความตายจะบังเกิดได้ง่ายกว่าเดิม
ประการสำคัญ การที่คนเ่าั้จ้างวานให้พวกตนมาเป็ตัวล่อติดกับค่ายกลย่อมแสดงให้เห็นว่าหลังค่ายกลมีอะไรซุกซ่อนไว้แน่ กอปรกับเม็ดเสบียงที่ฮุ่ยไป๋แอบโยนทิ้งไว้เพื่อนำทางให้แก่มันได้ไปจรดกับก้อนศิลาก้อนนั้นแสดงว่าหลังค่ายกลต้องมีทางไปต่อ เพียงแต่ว่าชายหนุ่มมันยังไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไรและจะเอาชีวิตรอดอย่างไร!
“ต้องทำอย่างไรดีฮุ่ยจวินเอ๋ย คิดสิคิด!”
สถานการณ์ตอนนี้ของฮุ่ยจวินนับว่ามันกำลังปากกัดตีนถีบอย่างแท้จริงถอยหลังก็ไม่ได้ จะเดินไปข้างหน้าก็มิรู้จะใช้วิธีใด ทั้งยังต้องรับมือกับความเป็ตายที่แสนยากลำบากตอนนี้พึ่งผ่านไปเพียงสองลมหายใจเข้าออกเท่านั้น แต่สภาพของมันทั้งทุลักทุเลทั้งเหนื่อยหอบตามร่างกายเริ่มมีรอยโลหิตทางยาวและแผลตัดเฉือนให้เห็น
กลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลที่หลอกว่าจ้างสำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางมาพวกมันเคยกล่าวเล่นกันในกลุ่มว่า เหล่าโจรูเาเพียงฟ้าเปิดสามลมหายใจก็ตกตายจนหมดสิ้นส่วนคนนับห้าสิบจากสำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางสามารถทำให้ฟ้าเปิดสิบลมหายใจจึงส่งพวกมันเข้าไปได้คำพูดเหล่านี้ฮุ่ยจวินไม่ได้ยิน ทว่าตอนนี้มันกลับต้านทานค่ายกลอันพิสดารได้สองลมหายใจเข้าออกแล้วนี่ก็หมายความว่ามันสามารถทำให้ฟ้าเปิดสองลมหายใจ ยังขาดอีกแปดลมหายใจจึงจะมีโอกาสเห็นประตูให้ผ่านไปได้แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า มันยังไม่รู้ว่าตนต้องอดทนอีกแปดลมหายใจเข้าออกจึงจะสามารถพบเห็นทางไปต่อ
ความเหนื่อยล้ากัดกินไปทั่วทุกอณูของร่างกายความเ็ปแทบฝังลึกไปถึงกระดูก ความวิตกในปัญหาแทรกแซงไปถึงก้นบึงของจิตใจ มันกัดฟันฝืนทนต่อสภาพของร่างกายหลบหลีกปัดป้องพลังคมดาบรูปจันทร์เสี้ยวมาห้าลมหายใจเข้าออกแล้ว แต่มันก็ยังคิดมิตกว่าจะผ่านค่ายกลนี้ไปอย่างไรหากเป็เช่นนี้อีกชั่วลมหายใจเข้าออก มันจะได้ทิ้งร่างกลายเป็ศพร่วมกับคนแห่งสำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางคนอื่นๆแน่
“ไม่ได้ข้าจะมาตายตรงนี้ไม่ได้ จนกว่าจะทำตามคำสัญญา จนกว่าจะรักษาไป๋เอ๋อสำเร็จ ข้าจะตายง่ายๆได้อย่างไร!”
พอนึกถึงชีวิตของฮุ่ยไป๋แรงฮึดและความฮึกเหิมของมันก็ถาโถมมาอีกระลอก คนกัดฟันพริ้วกายหมุนตัวหลบหลีกไปด้านข้างรอดจากคมดาบจันทร์เสี้ยวที่เฉือนกายไปเพียงชุ่น แล้วตวัดมีดบินเล่มที่สิบสองและสิบสามพุ่งปะทะเปลี่ยนวิถีของคมดาบจันทร์เสี้ยวอีกสายที่มุ่งมาได้อย่างทันท่วงทีพร้อมกับกัดฟันดีดทะยานกายหลบจากคลื่นลมอันแหลมคมที่มากระทบขา รอดจากคมดาบจันทร์เสี้ยวอีกเล่มอย่างหวุดหวิดหวาดเสียวทำเช่นนี้อีกลมหายใจเข้าออก สายตาของมันจึงค่อยเหลือบไปเห็นความผิดปกติและการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นบนศิลาก้อนนั้น!