ภายใต้ใบหน้าที่กำลังสงบสติอารมณ์ของเหล่าผู้นำของแต่ละเผ่า พวกเขาต่างก็กำลังเขม้นขะมักจ้องมองเรือนร่างที่เรียบเนียนตาไม่กะพริบ
“สวัสดีครับคุณ นากิ เอลโฟเรีย...”
“ไม่ต้องพิธีการหรอก มีข้อเสนออะไรก็บอกมาเลย” ขณะที่พวกเขาตกใจกับการกระทำที่ไร้มารยาทและไม่ให้เกียรติทันใดนั้นซึฮากิก็นั่งลงที่เก้าอี้แทนที่จะเป็นนากิ
“เฮ้ย ๆ เจ้าหนุ่ม นั่นไม่ใช่ที่ของเจ้า” คิคิเอามือตบโต๊ะตะคอกเสียงดัง
“ผิดแล้ว นั่นคือที่ของเขาจริง ๆ”
“หมายความว่ายังไงหรือครับคุณนากิ” วาเลี่ยมเอ่ยถามพลางจ้องมองซึฮากิไม่พัก
“อาณาจักรเอลฟ์ในตอนนี้อยู่ภายใต้การปกครองของเอลโฟเรียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเขาคนนี้ก็คือตัวแทนจากเมืองเอลโฟเรีย” ถึงจะเจ็บใจที่ต้องยกอำนาจให้ก็เถอะแต่ก็เหมือนจะดีที่เราไม่ต้องมาทำงานบ้า ๆ พวกนี้คนเดียวอีก
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ ! เอลโฟเรียมันชื่อของอาณาจักรเอลฟ์เก่าไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมเธอถึงยอมยกอาณาจักรเอลฟ์ที่ฟูมฟักสร้างขึ้นปฏิเสธมันง่าย ๆ อย่างงี้ล่ะ”
“ฉันได้ไตร่ตรองคิดดีแล้ว ยังไงถ้าฉันยังอยู่พวกคุณก็คงจะมายึดไปอยู่ดี” เธอมองค้อนเหล่าผู้นำจากเผ่าต่าง ๆ
“ก่อนอื่นขอแนะนำตัวสักหน่อย ผม ซึฮากิ ตัวแทนจากเมืองเอลโฟเรียที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อการดำรงอยู่อย่างสงบสุข แต่ก็คงเป็นแค่ฝันเพราะการลอบสังหารของสำนักมนตร์ดำทำให้พวกเรานิ่งเฉยไม่ได้”
“สำนักมนตร์ดำหรือ? ฉันก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน” วาเลี่ยมพยายามรักษามารยาทไว้คอยสังเกตท่าทางของซึฮากิ
“เหอะ ไอ้พวกเวรนั่นที่ใคร ๆ ก็สามารถว่าจ้างได้หากมีเงินมากพอ” ชายวัยกลางคนที่ต้องใช้เก้าอี้สูงเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถคุยได้ปกติแถมยังมีหนวดเครายาวรุงรังอยู่ด้วย
“จากคำให้การของคุณนากิ ดูเหมือนราชาคากิจะติดต่อกับสำนักมนตร์ดำอยู่แล้วแถมยังมีการสั่งซื้อยาเสริมกำลังนำเข้ามาจากอาณาจักรอื่น”
“นั่นไงฉันบอกแล้วว่ามันเชื่อใจไม่ได้” ชายหนุ่มผิวสีเขียวราวกับถูกทาด้วยสีจากใบเตยท่าทางองอาจที่ดูเหมือนกำลังท้าทายคู่ต่อสู้ไม่หวั่นแม้จะเป็นใครหน้าไหน
“ถ้าจะบอกว่าเชื่อใจไม่ได้ เจ้านี่ก็คงเป็นแบบนั้นด้วยสินะ” คิคินั่งเอาเท้าขึ้นไขว้บนโต๊ะขี้ดินเศษหินร่วงหล่นและส่งกลิ่นไปหาคนรอบข้าง
“หน็อยเจ้าคิคิ ฉันบอกแกไปกี่ครั้งแล้วว่าให้ระวัง ๆ คำพูดกับท่าทางหน่อย เดี๋ยวแม่ก็ตบให้ฟันร่วงเลย!” แม่สาวคนนั้นที่ยินอยู่ข้างกายคิคิแยกเขี้ยวขู่ไม่หยุดกลัวจนหัวหดไปเลย
“จ้า ๆ ข้าจะพยายามแล้วกัน”
“ช่วยรักษามารยาทกันด้วยครับ” วาเลี่ยมถึงกับต้องตักเตือนแต่ไม่ทันที่คิคิจะวางเท้าลงก็ถูกมนุษย์หมาป่าสาวดึงหูขนดกออกไปเสียก่อน
“ก่อนที่จะนอกเรื่องไปไกล ผมขอให้คุณอ่านเอกสารนี้ให้ครบนะครับ” วาเลี่ยมไม่รอช้ายื่นเอกสารที่เป็นเหมือนหนังสือสัญญาให้กับซึฮากิ
อืม เนื้อหาส่วนใหญ่จะพูดถึงดันเจี้ยนที่อยู่ในการครอบครองของอาณาจักรเอลฟ์ และยังมีการค้าแบบไร้ภาษี สินค้าทางการเกษตรหลาย ๆ ชนิดที่ต้องส่งออกไปยังอาณาจักรของมนุษย์ก่อนเป็นอันดับแรก
“ต่อไป” วาเลี่ยมสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเมื่อซึฮากิปัดหนังสือสัญญาออกไป
“ต่อไป” ไม่ว่าจะเป็นสัญญาจากฝ่ายไหนล้วนมีแต่เสียกับเสียเห็นได้ชัดเลยว่าต้องการกดดันและฮุบเอาผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
“ต่อไป”
หลายชั่วโมงผ่านไปพวกเขาก็ยังคงนั่งจ้องซึฮากิรอการอ่านเอกสารของแต่ละเผ่าที่เสนอมาแต่ดูท่าทางคงไม่พอใจเป็นอย่างมาก
พวกเขาคงเตรียมบุกยึดแล้วสินะ
“เอาแบบนี้แล้วกันนะครับ พวกคุณอยากฟังข้อเสนอจากผมไหม?”
ใบหน้างุนงงเต็มไปด้วยความสงสัยหากช้ากว่านี้อีกสักสิบนาทีคงได้มีการนองเลือดกันแน่ ๆ
“ข้อเสนออันใดหรือ?”
“ก่อนอื่นเลยผมมีอะไรจะให้ดู” ซึฮากิเตรียมแบบแปลนของเครื่องจักรชนิดหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของวงการอุตสาหกรรมนั่นก็คือเครื่องจักรไอน้ำ
“โห! นี่มันอะไรเนี่ยพ่อหนุ่ม” ตาลุงหนวดเคราเฟิ้มรีบหยิบไปดูใกล้ ๆ ทันทีเพื่อเก็บรายละเอียดทุกอย่าง
“สิ่งนี้คือเครื่องจักรไอน้ำ มันสามารถเอาไปใช้กับงานได้หลายรูปแบบและนี่เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของแบบแปลนทั้งหมด”
“ข้าขอซื้อมัน! เท่าไหร่ข้าก็ยอม”
“ไม่ ๆ ถ้าอยากได้ต้องยอมเซ็นสัญญาของทางเรา”
“เหอะ ๆ แค่กระดาษงี่เง่าไม่กี่ใบไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย” คิคิพูดแทรกขึ้นมากลางคันแต่ก็ไม่ได้ทำให้พ่อหนุ่มเครารุงรังตัดใจได้และรีบอ่านสัญญาก่อนจะเซ็นมันทันที
“คุณมนุษย์หมาป่า นั่นไม่ใช่อย่างเดียวที่ผมจะเสนอหรอก หลังจากที่ทำข้อตกลงกับอาณาจักรเอลฟ์แล้วทำให้พวกเรามีพื้นที่ทำการเกษตรจำนวนมากรวมทั้งเขตอุตสาหกรรมและดันเจี้ยน ถึงจะพูดแบบนี้มันก็คงไม่น่าสนใจเท่าไหร่แต่ถ้าเป็นการแปรรูปอาหารที่ทำให้เก็บได้นานหลายเดือน”
“ขี้โม้ว่ะ” เขาสะบัดหน้าหนีไม่ดูรายละเอียดที่อยู่ในหนังสือสัญญา
แต่ละอาณาจักรจะมีปัญหาที่ต่างกันไป ซึ่งเราต้องใช้ข้อมูลที่ไปสืบมาเพื่อเจาะเข้าไปทีละประเด็นให้อยู่หมัด ประเด็นสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้ง่าย ๆ
“อาณาจักรของก็อบลินขาดแคลนน้ำอยู่สินะโดยเฉพาะหน้าแล้งแต่ตรงข้ามกับพวกออร์คที่โดนอุทกภัยทุกปี อาณาจักรภูตที่เคยสงบสุขต้องพบกับการรุกรานของพวกสัตว์อสูร อาณาจักรฮาร์พีพื้นที่ล่าน้อยลงเนื่องจากการอพยพของสัตว์ ส่วนอาณาจักรมนุษย์หมาป่าก็มีแมลงระบาดในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา”
“โห! หาข้อมูลมาดีเหมือนกันนะเนี่ย” วาเลี่ยมยิ้มอ่อนเอ่ยออกมาท่าทางชอบใจเป็นพิเศษ
“ขี้โม้ ๆ ข้าไม่สนสิ่งที่เจ้าพูดหรอก”
“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ยังไงมันก็เป็นเรื่องของพวกนายอยู่แล้ว ฉันแค่บอกให้คิดได้ก็เท่านั้น ถ้าหากพวกนายร่วมมือกันจริง ๆ ปัญหาพวกนี้มันแก้ง่ายมากเลยล่ะ”
ท่าทางของผู้นำหลาย ๆ คนเหมือนจะฉุกคิดได้ตามสิ่งที่ซึฮากิกล่าวแต่ด้วยศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์ของตนเองทำให้ไม่สามารถยืมมือจากเผ่าพันธุ์อื่นได้
“เหอะ ขี้โม้ ๆ อัก !”
“เงียบปากไปเจ้าโง่เอ๊ย!” หมาป่าสาวกำหมัดขมับเข้าที่หัวไปหนึ่งครั้งทำเอามนุษย์หมาป่าผู้น่าเกรงขามนั่งง่อยเป็นหมาไปเลย
หลังจากที่สั่งสอนคิคิเรียบร้อยเธอก็หันมามองหน้าซึฮากิ “พูดมาขนาดนี้แสดงว่ามีวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นเพื่อแลกกับสัญญาสินะ”
“จะว่าอย่างงั้นก็ได้แต่ถ้าเป็นตอนนี้ก็ยังทำอะไรมากไม่ได้เช่นกัน ด้วยทรัพยากรและแรงงานที่มีอย่างจำกัดทางเราจึงจำเป็นต้องสร้างเมืองเอลโฟเรียให้เพียบพร้อมเสียก่อน และศัตรูอย่างสำนักมนตร์ก็ยังลอยนวลอยู่”
“แต่ว่าราชาคากิตายไปแล้วพวกเขาก็น่าจะยกเลิกการว่าจ้างไปด้วยสิ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร” ผู้นำเผ่าออร์คเอ่ยออกมาท่าทางสบายอกสบายใจไม่ได้เดือดร้อนกับสำนักมนตร์ดำอยู่แล้ว
“ที่ว่าเป็นภัยไม่ใช่แค่เรื่องนั้นหรอก จากที่สืบข้อมูลมาดูเหมือนพวกมันจะเอายาเสริมกำลังไปแล้วและอาจจะมีแผนการบางอย่างอยู่”
“ยาเสริมกำลังมันคืออะไร?” ผู้นำก็อบลินบีบหน้าอกกระตุกมันตามจังหวะที่พูด
“นายจะอาจจะไม่เคยได้ยินเพราะร่างกายอยู่กับความแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่กับเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแออย่างมนุษย์ทั่วไปจะรู้จักมัน ยาที่ช่วยเสริมมานา พลังเวทและความสามารถทางกายภาพคล้ายคลึงกับเวทเสริมกำลัง” วาเลี่ยมตอบแทนซึฮากิเสียหมดอย่างกับรู้ใจว่าเขาจะพูดอะไร
“ไร้สาระสิ้นดี พลังที่แท้จริงต้องมาจากการฝึกฝนมิใช่การใช้ยาหรือตัวช่วยใด ๆ” เขาหันตัวสี่สิบห้าองศาพร้อมกับยกทั้งสองเกร็งกล้ามเนื้อให้เห็นกล้ามหลังและไหล่ที่ฝึกฝนมาอย่างยากลำบาก
“ว่าแต่พวกนายในที่แห่งนี้ไม่มีใครมีเวทมนตร์ตรวจจับกันเลยเหรอ?” ซึฮากิชำเลืองมองไปยังหน้าต่างบานหนึ่งที่มีเงาตะคุ่มอยู่ก่อนที่จะได้ยินเสียงร้องดังออกมา
“ขอแนะนำเพื่อนของผมแล้วกัน นั่นคือสเตล่า คานะและเซน”
พวกเขาทั้งสามคนลากตัวชายหญิงสี่คนมากองลงตรงหน้าเหล่าผู้นำที่กำลังตกใจตาตื่น
“อ่อนชะมัดแทบจะไม่ได้ออกแรงเลย” เซนบิดคอไปมาดังกรอบและหมุนหัวไหล่คลายความตึง
“โอ้ ! สุดยอดไปเลยกล้ามเนื้อพวกนี้” เซนกระโจนเข้าหาพ่อหนุ่มตัวเขียวลูบคลำกล้ามมัดใหญ่ที่เกินกว่าจะจับได้ด้วยสองมือ
“ฮ่า ๆ ๆ มีคนที่เข้าถึงจิตวิญญาณแห่งกล้ามเนื้อด้วยสินะ” พวกเขายกแขนขึ้นมาตรงหน้าและคว้าจับออกแรงงัดเหมือนนัดกันมา
“พวกแกมันคนทรยศ มนุษย์อย่างเราถูกพวกมันทำร้ายมามากแค่ไหนแล้วรู้ไหม !” ถ้อยคำที่ด่าทอดังสนั่นสุดแรงที่มีจากหนึ่งในคนที่นอนกองอยู่กับพื้น สภาพสะบักสะบอมเต็มไปด้วยรอยแผลไหม้และรอยช้ำไม่รู้เลยว่าภายในจะได้รับบาดเจ็บเพียงใด
“นั่นมัน...” วาเลี่ยมจ้องมองไปที่หญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตา
“ใช่แล้วคุณวาเลี่ยม นั่นคือหนอนบ่อนไส้ที่อยู่ในเมืองของคุณ”
“โถ่เว้ย ทำไมข้าถึงไม่สังเกตกันนะหรือว่านายจะกุเรื่องขึ้นมาเอง” เขามองค้อนไปหาซึฮากิแทนแต่ก็เหมือนรู้ดีอยู่ในใจเช่นกัน
“พวกเขาเหล่านี้เป็นคนจากสำนักมนตร์ดำที่แฝงตัวไปกับพลเรือนผู้อพยพและคาดว่าน่าจะมีอยู่ทุกอาณาจักร”
“พวกมันอาจจะกำลังวางแผนที่จะยึดอาณาจักรอาฟก็เป็นได้”
พ่อหนุ่มตัวเขียวกำหมัดแน่นพลางนึกคิดไปถึงความเป็นไปได้เฉกเช่นเดียวกับเหล่าผู้นำที่กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่สำนักมนตร์ดำต้องการจะทำ
“นั่นมันเป็นไปได้ด้วยเหรอ?” คิคิข่มตาลงใช้สมาธิคิดพินิจตาม
ตอนนี้พวกเขาคงกำลังคิดหนักสินะ เรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้แบบนี้แต่มันก็มีมูลพอจะเป็นไปได้อยู่จะทำให้พวกเขาระแวงและใช้ความระแวงนั้นค่อย ๆ สร้างความน่าเชื่อถือจากข้อมูลที่มีน้อยนิดเอง
“ลองอ่านหนังสือสัญญาดูดี ๆ สิ เราต่างก็ได้ประโยชน์ทั้งคู่ค่อยสมกับการทำสัญญาหน่อย ยังไงผมก็ไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้อยู่แล้วจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน”
“อืม ข้าเอาด้วย” วาเลี่ยมเซ็นสัญญาเป็นคนที่สองต่อจากผู้นำเผ่าคนแคระ จากนั้นคนอื่น ๆ ก็เริ่มเซ็นตามเมื่อมองเห็นถึงผลประโยชน์และอนาคตที่อาจจะได้รับ
“หน่อย พวกนายมันปอดแหกใจหมาขี้ขลาดตาขาว” คิคิลุกจากเก้าอี้ยืนกอดอกสะบัดหน้าหนีประชด
“ตัวเองก็หมาไม่ใช่หรือยังไง?” พ่อหนุ่มตัวเขียวตั้งใจจะปั่นประสาทเล่น ๆ เพราะเห็นท่าทีหยิ่งทะนงของมนุษย์หมาป่าแล้วมันอดใจไม่ไหว
“คิคินายไม่เห็นอะไรเลยเหรอ? ลองหันไปถามภรรยาของนายดูสิ” วาเลี่ยมเอ่ยทักด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความสับสน ร่างกายตอบสนองต่อคำพูดทุกคำของซึฮากิราวกับถูกมีดจ่ออยู่ที่คอตลอดหากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวอาจจะต้องจบชีวิตตรงนี้ก็ได้
“ที่รักคิดว่ายังไงครับ” คิคิยิ้มแทบปากจะฉีกหวังจะได้คำตอบที่ตนต้องการจากปากภรรยา
“สัญญาโดยรวมถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายแต่ดูเหมือนในระยะยาวพวกเราจะเสียเปรียบไปหน่อยนะ ข้อที่ว่าให้มีการรวมสิทธิของกิลด์เป็นหนึ่งเดียวโดยเมื่อเป็นนักผจญภัยก็จะสามารถเข้าดันเจี้ยนที่ไหนก็ได้ และผลพลอยได้จะถูกหักภาษีจากรายได้ทั้งหมดในหนึ่งครั้ง”
“นั่นหมายความว่าทุก ๆ คนที่เป็นนักผจญภัยจะสามารถเดินทางไปได้ทุกที่และเข้าดันเจี้ยนได้ทุกแห่ง” วาเลี่ยมพูดเสริมต่อทันที
“เมื่อเป็นเช่นนั้นทรัพยากรภายในดันเจี้ยนก็จะลดลงอย่างรวดเร็วจนพวกเราที่เป็นเจ้าของไม่ได้ทันเก็บมาใช้และพวกกิลด์อาจจะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นมาอีก” พ่อหนุ่มตัวเขียวพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ
“ถูกต้อง ผมต้องการให้กิลด์มามีส่วนร่วมกับการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเหมือนแบบที่เราทำอยู่ตอนนี้ ผมรู้สึกว่าเหล่าผู้นำเผ่าจะมีอำนาจมากไปเสียหน่อย” ซึฮากิชายตามองพวกเราราวกับเป็นเสือที่กำลังรองับเหยื่ออันโอชะ
“เห็นไหมล่ะ ! รู้แบบนี้ยังจะยอมเซ็นสัญญาอีกเหรอ” คิคิตะคอกออกมาและชี้หน้าซึฮากิ
“นายยังไม่สังเกตเห็นอีกเหรอคิคิ”
มนุษย์หมาป่าผู้น่าเกรงขามกำลังเบือนหน้ามองไปยังซึฮากิจนได้เห็นกระต่ายสีขาวนั่งอยู่บนหัวของเขาทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่เห็นเลย
“กระต่ายสีขาวบริสุทธิ์กับปีกที่สยายออก นั่นมันแรฟฟิตมอนสเตอร์ในดันเจี้ยน”
“แรฟฟิตเป็นมอนสเตอร์ที่รักสงบไม่เป็นพิษภัยต่อสัตว์อื่นยกเว้นมันจะป้องกันตัว แถมมันยังใช้พลังได้หลากหลายยิ่งกว่ามนุษย์อย่างเราเสียอีก” วาเลี่ยมกอดอกมองไปยังกระต่ายตัวนั้นที่กำลังจ้องมองสวนกลับมาเช่นกัน
“และมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะอยู่กับเผ่าพันธุ์อื่นจนมีตำนานหนึ่งกล่าวไว้ว่า ใครก็ตามที่สามารถทำให้แรฟฟิตเชื่อใจได้เขาก็คือพระบุตรของพระเจ้าที่ส่งลงมาเพื่อโปรดพวกเรา และคนที่อยู่ในตำนานนั้นก็คือท่านแอสต้าผู้นำนักปฏิวัติที่สร้างแสงสว่างให้กับมวลมนุษยชาติ”
“เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสามร้อยปีก่อนนี่ถ้าเป็นคุณนากิก็อาจจะรู้อะไรก็ได้”
พวกเขาคุยอะไรกันตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว? ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเซ็นกันง่ายขนาดนี้อุตส่าห์เตรียมแผนมาสามสี่แผนแล้วแท้ ๆ ซึฮากิกวาดตามองพวกเขาเฉย ๆ ปล่อยให้ได้คุยกัน
“ดูเหมือนพวกเขาจะสงสัยเรื่องเจ้าปุยนะ ให้ฉันคุยแทนแล้วกัน” นากิก้าวเท้าออกมาเผชิญหน้ากับเหล่าผู้นำจากเผ่าอื่น พวกเขาต่างก็กำลังเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่ออย่างกับเด็กรอฟังคะแนนสอบที่ทุกวินาทีเต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ในอดีตเมื่อตอนที่แอสต้าพิชิตทุกอาณาจักรทุกเผ่าพันธุ์ ข้างกายของเขามีท่านผู้นั้นและกลุ่มผู้บุกเบิกทั้งห้าคนรวมทั้งสัตว์พันธสัญญาก็คือแรฟฟิต”
“ถึงจะบอกว่าเป็นสัตว์พันธสัญญาก็เถอะ แต่ก็ไม่เคยเห็นใครจับแรฟฟิตได้เลยสักคน”
ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งวุ่นคุยกันก็มีเพียงตาลุงเครางามที่นั่งจ้องแบบแปลนอยู่คนเดียว
“ดูเหมือนมันจะมีความสามารถที่หลบซ่อนจากอันตรายได้จึงทำให้พวกนักจับสัตว์อสูรไม่เคยได้ตัวมันไปเลย ข้อมูลที่มีก็มักจะได้มาจากชาวบ้านหรือไม่ก็นักผจญภัย”
“เพราะแบบนั้นสินะตอนแรกข้าก็ถึงมองไม่เห็น” คิคิค่อย ๆ จับปากกาเตรียมเซ็นสัญญาหลังได้เห็นเจ้าปุยเป็นดั่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเชื่อใจว่าซึฮากินั้นทำได้
ถึงจะไม่เข้าใจก็เถอะแต่ก็ดีที่พวกเขายอมเซ็น
“ในเมื่อทุกคนตกลงร่วมมือกันแล้ว ผมขอประกาศตรงนี้เลยแล้วกันว่าเป้าหมายอันดับแรกก็คือกวาดล้างสำนักมนตร์ดำที่อยู่ในอาณาจักรอาฟให้หมด”
“ก็ได้ ๆ ข้าเอาด้วย” วาเลี่ยมยกมือขวาขึ้นเหนือไหล่เล็กน้อยเป็นดั่งสัญญาณตกลง
“เอาก็เอาวะ” คิคิเองก็ยอมตกลงเลยตามเลยเช่นกันก่อนที่คนอื่น ๆ จะยกมือจนหมด
“ถ้าอย่างงั้นทุกคนช่วยฟังแผนของผมก่อนนะครับ” ซึฮากิพยักหน้าให้กับสเตล่าที่ยืนรออยู่ไม่ห่างเธอลากตัวหนึ่งในหนอนบ่อนไส้ที่ยังมีสติอยู่จับกดลงบนโต๊ะทั้งอย่างงั้น
“ [ล่วงรู้] ”
หลังจากที่สเตล่ามองดูสเตตัสและความสามารถโดยรวมเสร็จเรียบร้อยก็เงยหน้ามองซึฮากิ
“เจ้านี่มันแพ้ขนสัตว์ ถ้าสูดดมเข้าไปจะจามไม่หยุด”
“ฝากด้วยนะเซน คานะ”
“ขอเวลาสักสิบนาทีเดี๋ยวเราจะกลับมา”
ขณะที่พวกซึฮากิกำลังคุยกันแต่กับเหล่าผู้นำเผ่าไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลยสักนิด
“แม่หนูนั่นพูดภาษาของอาณาจักรเซียไม่ใช่หรือ?” วาเลี่ยมขยิบตาส่งสัญญาณให้กับเลขาของเขาด้วยท่าทางที่หวาดระแวงพร้อมชักอาวุธได้ทุกเมื่อ
“ผมก็ลืมไปว่าสเตล่าพูดภาษาอื่นไม่ได้เหมือนอย่างเรา แต่เดิมพวกเราอพยพมาจากอาณาจักรเซียเพราะพวกเขาไล่ล่าอมนุษย์ เราจึงตั้งใจจะมาตั้งรกรากที่แห่งอาณาจักรอาฟแห่งนี้”
“เธอคนนั้นไว้ใจได้สินะ?” คิคิกล่าวด้วยถ้อยคำที่ยังมองเธอเป็นศัตรูไปแล้วท่าทางที่เหมือนจะพุ่งใส่ได้ตลอดพยายามระงับสงบสติอารมณ์ไว้
“แน่นอน ผมเอาหัวเป็นประกันเลย” จริง ๆ ก็พอจะรู้เรื่องฐานที่มั่นของสำนักมนตร์ดำแล้วแต่เอาให้ชัวร์ดีกว่า
ไม่นานเกินรอพวกเซนก็กลับมาพร้อมกับคนแกะที่พึ่งตัดมาสด ๆ เต็มไปด้วยฝุ่นแค่เห็นก็รู้สึกแสบจมูกแล้ว พวกเขาจับหน้าของชายผู้โชคร้ายกดเข้าไปในขนแกะจนหายใจไม่ออก
“เวรเอ๊ย!” ขณะที่พยายามเอ่ยปากก็ยิ่งจามเสียงดัง ยิ่งจามมากเท่าไรหน้าท้องก็เริ่มตึงเพราะเกร็งตลอดพอมากเข้าทั้งจมูก หัว คอและท้องเกร็งจนแทบจะฉีกแม้จะเป็นตะคิวที่ท้องสร้างความเจ็บปวดมหาศาลก็ยังคงจามต่อไป
“หยุดก่อนสเตล่า” ซึฮากิเฝ้ามองดูแววตาที่เคยจิกกัดอยากฆ่าให้ตายคามือค่อย ๆ ไร้ชีวิตชีวามีเพียงน้ำตาที่ไหลซึมออกมาทุกครั้งที่จามตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา
“จะยอมบอกที่ตั้งสำนักมนตร์ดำหรือยัง?” แม้ซึฮากิจะพยายามพูดด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลเท่าที่ทำได้แต่เขาก็ยังนิ่งเงียบ
ซึฮากิค่อย ๆ จับหัวของชายผู้นั้นเข้าหาตัวและกระซิบข้างหู “ถ้าเป็นยาพิษล่ะก็ฉันเอามันออกไปแล้วนะ ต่อให้หาทางฆ่าตัวตายฉันก็จะรักษาให้กลับมาเหมือนเดิมได้”
“ทำต่อเลย”
“เดี๋ยว ๆ” ในที่สุดเขาก็ยอมปริปากบอกตำแหน่งที่ตั้งให้กับซึฮากิและเหล่าผู้นำที่เฝ้ารอมานาน สถานที่ที่อยู่ไม่ไกลนักตั้งอยู่ในกลางอาณาจักรอาฟที่นั่นล้อมรอบไปด้วยทะเลทรายร้อนระอุไม่ค่อยมีใครผ่านไปมา
ที่แห่งนั้นถูกสร้างอยู่ใต้ดินเพื่อหลบสายตาและยังหลบพายุทรายที่มีอยู่บ่อย ๆ จำเป็นต้องรู้ทางลับเพื่อลงไปยังสำนักมนตร์ดำ
“ท่านครับ พวกเราสูญเสียคนไปกว่าครึ่งเพื่อภารกิจสังหารอดีตรัชทายาทยูกิ ทำให้สถานการณ์ตอนนี้มีแต่คนมุ่งเป้ามาที่เราโดยเฉพาะคนจากสาขาอื่น”
“ข้ารู้น่าว่าพวกเรากำลังเผชิญกับอะไร ฮ่า ๆ ๆ” ขณะที่กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานจู่ ๆ โยนก็หัวเราะลั่นอย่างกับคนบ้า
“มาดูนี่สิ! ยาเสริมกำลังจำนวนหนึ่งตันเพียงแค่มีมันพวกเราก็จะก้าวข้ามเลเวลได้ไม่ยาก”
โยนขว้างถุงกระดาษที่ห่อยามาอย่างดี ภายในนั้นมีตัวยาที่บรรจุอยู่ภายในขวดแก้วดูประณีตยิ่งกว่าขวดแก้วในอาณาจักรเซียเสียอีกและยังมีเข็มฉีดยามาพร้อมกับหลอดฉีดยา
“ก่อนอื่นก็เรียกรวมทุกคนให้กลับมายังสำนักมนตร์ดำและเราจะเริ่มแผนการกวาดล้างพวกอมนุษย์โง่เง่าไปให้หมด”
หมอกหนาวได้ปกคลุมไปทุกหนทุกแห่งแต่กลับกันในทะเลทรายยังคงร้อนระอุราวกับอยู่คนละโลกและด้วยอากาศที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วทำให้นักเดินทางเลือกที่จะอ้อมไปทางอื่น นั้นก็ยิ่งเข้าทางพวกเขาที่กำลังรวบรวมกองทัพนักฆ่าจากทั่วอาณาจักร
“พี่กิยังไม่กลับสักที” คิโนรินั่งหน้ามุ่ยมองดูเพื่อน ๆ ฝึกเวทมนตร์กันจริงจังต่างจากก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเอาแต่เล่น
“ไม่เห็นต้องคิดมากเลย แค่นี้เธอก็แซงหน้าพวกเราไปไกลแล้ว” เอเดินมาช้า ๆ แล้วนั่งลงเป็นเพื่อน
“อู้เหรอเจ้าเอ คิดว่าเราเป็นเผ่าเดียวกันแล้วจะอ่อนข้อให้สินะ?” ลิงเมฆากระคุกยิ้มมุมปากดูเหมือนคุณครูคณิตศาสตร์ที่เตรียมตัวให้การบ้านไม่มีผิด
“โถ่ยายลิงเฒ่านี่”
“หา ! เรียกใครยายวะเดี๋ยวข้าจะพาไปฝึกโหดขั้นสุดไปเลย”
“ครึกครื้นกันไม่เปลี่ยนเลยนะ...เจี๊ยก”
ขณะที่กำลังยุ่งวุ่นวายมังกี้ก็เดินมาเจอพอดีหลังจากไปจัดการเรื่องไร่สวน
“มังกี้ ! ฉันคิดถึงมากเลยหมู่นี้พวกเราต่างฝึกกันไม่พักก็เลยไม่มีเวลาไปเจอ” คิโนริโผกอดร่างอันเล็กกะทัดรัดด้วยสองมืออันอบอุ่น
“แหม่ ๆ ทำเป็นเด็กไปได้ เธอเริ่มโตแล้วนะหลังจากที่ฝึกเอาเป็นเอาตาย...เจี๊ยก” เธอมองดูร่างกายที่เคยนุ่มนิ่มเริ่มมีมวลกล้ามเนื้ออีกทั้งตัวยังสูงขึ้นไวผิดปกติ
เป็นความพิเศษของเผ่าจิ้งจอกหรือเปล่านะที่โตไวขนาดนี้ เผ่าพันธุ์ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการใช้เวทไฟ
“ไหนลองแสดงให้ข้าดูสักหน่อยสิ เธอพัฒนาไปได้ไกลขนาดไหนแล้ว...เจี๊ยก”
“ได้ ๆ ดูให้ดีนะมังกี้”
คิโนริกระโดดลุกขึ้นยืนพร้อม ๆ กับสร้างบอลไฟหมุนวนล้อมรอบตัวมากถึงห้าลูกก่อนจะขว้างมันออกไปสร้างแรงระเบิดเป็นวงกว้างโดยมีระยะหวังผลมากถึงสิบเมตรถ้ามีใครอยู่ตรงนั้นก็คงจะเจ็บหนักแน่ ๆ
“ยอดไปเลยคิโนริ...เจี๊ยก” ถ้าเป็นแบบนี้ก็วางใจได้แล้วสินะอย่างน้อยเธอก็น่าจะปกป้องตัวเองได้
“ตายแล้ว ๆ นี่พวกเจ้าทำบ้าอะไรเนี่ย!” ลิงเมฆาเดินกุมขมับเบิกตากว้างมองพื้นและต้นไม้ที่พึ่งถูกระเบิดไป
“สวัสดีอีกครั้งค่ะลิงเมฆา” คิโนริยืนยิ้มตีหน้าซื่อไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิดอะไร และด้วยรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ของเธอทำให้ลิงเมฆาไม่กล้าดุสักคำทำเพียงแค่มองตาปริบ ๆ ก่อนจะถอนหายใจเดินจากไป
“แบบที่หลานบอกเลยว่ามันจะได้ผล”
เดี๋ยวก่อนนะใครไปสอนเด็ก ๆ ทำเรื่องอะไรแบบนี้กันเนี่ย
“มังกี้! พวกเรากำลังจะประชุมกันมาช่วยสักหน่อยสิ” เอลฟ์หนุ่มวิ่งมาท่าทางลนลานเหงื่อแตกพลั่กดูท่าทางอ่อนปวกเปียกยิ่งกว่าคิโนริเสียอีก
“นำทางไปเลย...เจี๊ยก”