ตอนที่10 กัปตันฝรั่งกลับใจ
ณที่ทำการปกครองอังกฤษในอนุทวีปอินเดีย ( บริติชราช BritishRaj [1]) สาขาย่างกุ้ง ประเทศพม่าอาณานิคมใหม่ของเครือจักรภพอังกฤษ[2]
ชายชาวตะวันตกในชุดนายทหารอังกฤษราวสิบคนนั่งประชุมที่โต๊ะยาวผนังห้องด้านหลังของประธานการประชุมมีพระสาทิสลักษณ์ของพระเ้าจอร์จที่ 5กษัตริย์ผู้ปกครองสหราชอาณาจักร ประดับด้วยธงจักรวรรดิอินเดีย ธงนาวีและธงข้าหลวงต่างพระองค์
“ระยะนี้เราได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนักศึกษาและพระสงฆ์ชาวพม่าโดยเฉพาะอู โอตมะ และอู เสนทะสองแกนนำสงฆ์ที่ไม่พอใจการจัดระบบการศึกษาของบริติชราชในการแยกระบบโรงเรียนออกจากวัด และนำมิชชันนารีเข้าไปสอนศาสนาคริสต์โดยไม่ให้ความสำคัญกับพุทธศาสนา และยังประท้วงการจัดเก็บภาษีของเราด้วย”ประธานในที่ประชุมเปิดประเด็น
“ผมเห็นว่าควรจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่างจนอาจจะลุกลามบานปลายเป็ากลางเมืองได้ในอนาคต” นายทหารอังกฤษอีกคนหนึ่งแสดงความเห็น
“ผมก็คิดว่าชาวพม่าที่ไปศึกษาในยุโรปจนได้แิทางการเมืองแบบสมัยใหม่อาจจะเป็แกนนำประชาชนให้ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการปกครองของเราได้ก็สมควรกำจัดให้สิ้นเสี้ยนหนามนะครับ” ฝรั่งสวมสูทสีน้ำตาลอีกคนกล่าวเสริม
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ท่านเซอร์วิลเลี่ยมเชอร์วิน (Sir William Sherwin) นำกองกำลังทหารบกไปกวาดจับแกนนำผู้ก่อการประท้วง และลอร์ด เจมส์ สมิธ ( Lord James Smith) นำกองเรือรบออกไปสกัดการหลบหนีทางเรือของพวกนั้น แล้วจับกุมมาลงโทษให้ได้”ประธานที่ดูท่าทางจะเป็ผู้มีตำแหน่งระดับสูงในกองทัพสั่งการ
“รับทราบครับ”นายทหารทั้งสองรับคำสั่ง
“ปิดประชุม”
ณ หมู่เกาะหัวกะโหลก
จางไห่จูกำลังควบคุมการฝึกซ้อมการต่อสู้ของไพร่พลในกองกำลังของนางบรรดาสตรีสาวน้อยสาวใหญ่ในชุดรัดกุม กำลังฝึกอาวุธทั้งดาบ หอก ปืนสั้น ปืนยาวการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ส่วนผู้ชายก็ฝึกดำน้ำ การปีนเขาการจำลองสถานการณ์รบในป่าและซอกเขา
มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งไม่ตั้งใจในการฝึกซ้อม พากันล้อเล่นหัวเราะคิกคัก ไม่ทำตามคำสั่งของครูฝึกจางไห่จูเห็นดังนั้น จึงสั่งให้จับมาลงโทษ
“การที่ฉันให้พวกเราฝึกซ้อมเหล่านี้ก็เพื่อให้พวกเราสามารถป้องกันชุมชนของตัวเองได้ หากว่ามีข้าศึกบุกมาแล้วเราไม่มีระเบียบวินัย การรบไม่เป็กระบวน เราต้องพ่ายแพ้เขาแน่ ๆและนั่นหมายถึงความตายจะมาเยือนเราแน่นอน ดังนั้นคนที่บังอาจล้อเล่นกับความหวังดีของฉัน คือคนที่ไม่รักชีวิตของตัวเองและครอบครัว เอามันไปปะา! ”
ว่าแล้วชายฉกรรจ์ในอาวุธครบมือราวยี่สิบคนก็ลากตัวสาวๆ กลุ่มนั้นออกไปนั่งเรียงแถวยังชายหาด ท่ามกลางเสียงร้องขอชีวิตของนักโทษก่อนจะมัดมือ ปิดตา แล้วจ่อยิงด้วยปืนทีละคน
บรรดาคนที่เหลือต่างเกรงกลัวไม่กล้าขัดขืนคำสั่งของจางไห่จูอีกเลย ต่างก็รักษาวินัยและตั้งใจฝึกซ้อมกระบวนรบอย่างช่ำชอง
หลายวันต่อมา
กองเรือของจางไห่จูกลับจากไปค้าขายที่อินเดียผ่านเข้ามายังน่านน้ำของพม่า ก็มาพบกับกองเรือของบริติชอินเดีย
“ตูมตูม”
เสียงปืนใหญ่ระดมยิงใส่กองเรือของอาจูทำให้มีเรือบางลำที่เสียหาย มีเพลิงลุกไหม้ และคนบนเรือเสียชีวิตผู้รอดชีวิตที่เหลือต่างพากันวิ่งลนลานบนเรือ บ้างก็ะโลงทะเลว่ายไปหาเรือใหญ่กลางขบวนของเ้าเกาะหัวกะโหลก
“นั่นมันธงบริติชอินเดียเราไม่เคยบาดหมางกับฝรั่งอังกฤษ มันมายิงเรือของเราทำไม” จางไห่จูร้องลั่นแล้วหันไปสั่งลูกน้องว่า
“ยกธงขาวขึ้นสั่งการลงไป ให้หันหัวเรือออก อย่าไปเข้าใกล้มัน เอาเรือเล็กลงด้วยฉันจะไปเจรจากับมัน”
ว่าแล้วขุนโจรมุกทะเลที่ประเทศโซวันน่าเพิ่งแต่งตั้งก็ะโขึ้นจากเรือเล็กไปบนเรือของบริติชราช
ทหารฝรั่งเห็นหญิงสาวในชุดดำเสื้อคลุมสีแดง บุกรุกขึ้นเรือมาก็ยกปืนยาวขึ้นยิงแต่จางไห่จูสะบัดปลายเสื้อคลุมเบา ๆ ะุปืนก็ย้อนคืนไปหาผู้ยิง พากันาเ็นอนครางโอดโอยร้องหาพระเ้า แล้วนางโจรก็บุกเข้าไปยังห้องกัปตันเอาปืนจ่อคอนายทหารอังกฤษ
“Why did you shoot my ship?” (แกมายิงเรือฉันทำไม)อาจูพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะเคยอยู่สิงคโปร์ ที่เป็อาณานิคมของอังกฤษ
“It’s Burmese like you who are plotting a rebellion against theBritish government.” ( ก็พวกพม่าอย่างแกคิดก่อการฏกับรัฐบาลอังกฤษ)
“I’m notBurmese—I’m Singaporean. I was only sailing a cargo ship through these waters.” (ฉันไม่ใช่คนพม่า แต่เป็คนสิงคโปร์, ฉันแค่นำเรือสินค้าผ่านมาแถวนี้)อาจูถลึงตาใส่
“Oh, then Iapologize for the misunderstanding.” (โอ้ ถ้าเช่นนั้นฉันต้องขออภัยที่เข้าใจผิด) นายพลฝรั่งทำหน้าเหรอหรา
“How will youcompensate me for the damage?” ( แล้วคุณจะชดใช้ความเสียหายให้ฉันยังไง)
“It was anaccident, my girl.” (มันเป็อุบัติเหตุนะ แม่สาวน้อย) ฝรั่งยกไหล่สองข้างแล้วทำมือแบบว่า บ่อมิไก๊
“เกิร์ลพ่องสิ” อาจูคิดในใจแล้วถามว่า
“Does that mean you won't takeresponsibility?” (หมายความว่าคุณจะไม่รับผิดชอบงั้นหรือ)
“In war there are casualties, mydear.” (การาย่อมมีการสูญเสียนะ ที่รัก)
จางไห่จูได้ฟังดังนั้นก็ลมออกหู
“Okay, if we can't talk, I’ll takeyour ship as compensation.” (โอเค ถ้าคุยกันไม่รู้เื่ฉันจะยึดเรือของคุณแทนค่าเสียหาย)
“No !!!”ฝรั่งร้องได้คำเดียว ก็โดนจางไห่จูฟาดด้วยด้ามปืนจนสลบไป
จากนั้นแม่ขุนโจรก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้องมายึดเรือรบฝรั่งแล้วขับไปจอดที่ปากอ่าวเมืองย่างกุ้งโดยจับตัวกัปตันไว้เป็ตัวประกัน
ณ ที่ทำการบริติชราช
“ท่านข้าหลวงครับหัวหน้าโจรสลัดชื่อจางไห่จู ให้คนนำหนังสือมาแจ้งว่าขณะนี้กัปตันเรือรบของเราถูกจับไว้เป็ตัวประกันพร้อมเรือรบกับลูกเรือจำนวนหนึ่งเนื่องจากเรือสินค้าของเขาถูกยิงได้รับความเสียหาย มีคนเสียชีวิตโดยที่เขาเป็ชาวสิงคโปร์ ไม่ใช่พม่า ขอให้เรารับผิดชอบค่าเสียหายของเรือและสินค้าค่าเยียวยาของครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้วจะปล่อยตัวประกันพร้อมเรือรบคืนให้เราครับผม” นายทหารคนหนึ่งรายงาน
“มันเป็ความสะเพร่าของลอร์ดเจมส์คนเดียวก็ให้เขารับผิดชอบไปสิ แค่เรือลำเดียว ไม่ต้องไปเสียดายหรอก มันจะยึดก็ยึดไปไม่ต้องไปช่วยหรอก ทำหนังสือตอบไป เราไม่เจรจาใด ๆ กับคนใต้อาณานิคม”ข้าหลวงกล่าวแล้วเดินหลีกไป
เมื่อจางไห่จูได้รับหนังสือตอบกลับก็นำไปให้กัปตันเรือที่นางจับมาได้อ่านแล้วกล่าวว่า
“You see, your boss sees you as justanother hunting dog. When you are no longer useful, he is ready to abandon you.” ( เห็นหรือไม่ เ้านายของคุณเขาเห็นคุณเป็แค่สุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่ง เมื่อหมดประโยชน์แล้วก็พร้อมจะทอดทิ้ง)
ฝรั่งอ่านหนังสือและฟังอาจูกล่าวเช่นนั้นก็ร้องไห้ด้วยความน้อยใจแล้วกล่าวว่า
“I have served the Britishgovernment since King Edward VII. I never thought you would treat me like .” (ฉันอุตส่าห์รับใช้รัฐบาลอังกฤษมานานั้แ่คิงเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ,ไม่นึกว่าจะทำกับฉันเช่นนี้)
“In case, will you still beloyal to them?” (เช่นนี้แล้ว คุณยังจะจงรักภักดีต่อพวกเขาอีกหรือ)จางไห่จูเริ่มล้างสมองเชลย
“ now on, I will follow andserve you. You can order as you please.” (ต่อไปนี้ผมขอติดตามรับใช้คุณแล้วแต่จะสั่งการมาได้เลย) กัปตันกล่าวทั้งน้ำตา
“I need some warships andspeedboats. Can you find them for me?” ( ฉัน้าเรือรบและเรือเร็วจำนวนหนึ่งคุณหาให้ฉันได้หรือไม่)
“That’s a small matter for me—I know how toget them.” (นั่นเื่เล็กสำหรับฉัน ฉันรู้ว่าจะเอามันมาได้อย่างไร)
คืนวันต่อมา ณ อู่จอดเรือกองบัญชาการทัพเรือจักรภพอังกฤษ ปากน้ำย่างกุ้ง
บุคคลในชุดดำสองร้อยคน บางส่วนบุกเข้าไปในห้องสำนักงานของฐานทัพเรือแล้วเปิดตู้เก็บกุญแจเรือ กวาดเอากุญแจใส่ถุงส่งให้ฝรั่งแปรพักตร์
“กัปตันพาคนไปเอาเรือให้หมดทุกลำนะใครขัดขืนยิงทิ้งได้เลย อาเฉินกับบังเลาะตามฉันมา คอยยิงสกัดพวกทหารด้วย”เป็เสียงจางไห่จูที่สั่งการ
“เฮ้ย นั่นใคร หยุดนะ”ทหารเรือถืออาวุธกรูกันเข้ามานับสิบนายระดมยิงผู้บุกรุก
ขุนโจรมุกทะเลเบี่ยงตัวหลบะุแล้วไถลร่างไปบนโต๊ะยาวที่พวกช่างเอาไว้ซ่อมอุปกรณ์พร้อมกับยิงปืนกลสั้นเข้าใส่พวกทหารรักษาการล้มตายลงไปเป็แถบ ๆ ก่อนจะโยนะเิมือถล่มอาคารนั้นจนไฟลุกโชติ่และเดินออกมาพบเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกคน เขาร้องะโและเตรียมจะชักปืนยิงแต่ก็โดนอาจูดีดนิ้วใส่จนร่างลอยละลิ่วหงายหลังไปสลบเหมือด
อาเฉินและบังเลาะก็จับกุมคนเฝ้าเรือ กัปตันฝรั่งอาศัยความคุ้นเคยสถานที่พาพวกโจรสลัดยึดเรือรบหลายสิบลำเรือเร็วขนาดเล็กอีกกว่าร้อยลำ อาวุธปืน น้ำมันเชื้อเพลิง และยุทธปัจจัยอื่น ๆจนหมด ก่อนจะเผาฐานทัพเรือนั้นจนเพลิงโหมไหม้ท้องฟ้ายามค่ำคืนกลายเป็สีแดงฉานไปทั่วเมืองย่างกุ้ง แล้วทีมผู้บุกรุกก็ขับเรือแล่นหนีออกมาทางปากอ่าวมุ่งไปยังหมู่เกาะหัวกะโหลก
“จอดเรือรบไว้ก่อนรอสร้างท่าเทียบเรือและโรงเก็บเรือภายหลัง”
จางไห่จูสั่งลูกน้องก่อนจะหันไปคุยกับกัปตันฝรั่งว่า
“Lord James Smith, I appoint you Admiral of myfleet—to defeat the British.” ( ลอร์ด เจมส์ สมิธ ฉันแต่งตั้งคุณเป็แม่ทัพเรือปราบอังกฤษ)
“ Thank you. It is an honor.” ( ขอบคุณ นับเป็เกียรติอย่างยิ่ง)
และแล้วกองเรือของจางไห่จูก็ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งเกรียงไกรมากยิ่งขึ้น
บรรดานักศึกษาและประชาชนชาวพม่าต่างดีใจที่ได้ทราบข่าวการปล้นฐานทัพเรืออังกฤษจึงแอบฉลองกันเงียบ ๆ ในวัด มีการร้องรำทำเพลงและกินเลี้ยงโดยอ้างว่าเป็พิธีบูชาผีนัต
เดือนต่อมา
เรือสินค้าของจางไห่จูแล่นค้าขายจนมาจอดพักที่ภูเก็ตเธอจึงพาลูกน้องบางส่วนขึ้นไปเที่ยวเล่นในงานประจำปีวัดฉลองซึ่งมีมหรสพมากมาย ทั้งโนราห์ ลิเก โขน เป่าลูกดอก ปาเป้า ยิงปืนลมและที่อาจูสนใจคือเกมสาวน้อยตกน้ำ นางไม่เคยเล่นจึงควักสตังค์จ่ายค่าบริการแล้วรับลูกบอลมาสามลูกก่อนจะปาไปโดนแป้นทำให้สาวน้อยในชุดนางเงือกตกจากที่นั่งลงในถังน้ำใบใหญ่ดังตูมน้ำกระจายเปียกปอน แล้วอาจูก็ปาอีกจนครบสามลูก ก็ได้ผลเข้าเป้าทั้งหมดก่อนจะเดินไปรับรางวัลนั้น เงือกสาวก็ร้องเรียกเธอว่า
“พี่สาวคะ ช่วยหนูด้วยค่ะหนูถูกเขาจับมา”
จางไห่จูได้ยินก็หันกลับไปมองเห็นสายตาวิงวอนของสาวน้อย หล่อนจึงเข้าไปถาม
“เขาจับหนูมาจากไหนบ้านหนูอยู่ที่ไหน ฉันจะไปส่ง”
“หนูเป็เงือกจริงๆ นะ นี่ไม่ใช่ชุดเงือกนะ พี่มาจับดูสิ เนี่ยเกล็ดปลาจริง ๆบ้านหนูอยู่อาณาจักรเงือกในมหาสมุทรอินเดีย ใต้ประเทศศรีลังกาโน่นพวกนั้นมันไปซื้อหนูมาจากเรือประมงที่หนูไปติดอวนแล้วนำมาเร่แสดงตามงานวัดเนี่ยแหละ”
“อ้าว แบบนี้ทำไม่ถูกนี่เดี๋ยวฉันช่วยเอง จะพาไปส่งบ้าน” อาจูยังกล่าวไม่ทันจบ เ้าของร้านก็มาถึง
“คุยอะไรกัน หมดเกมแล้วถ้าจะเล่นต่อก็ซื้อลูกบอลนะครับ”
“พี่ชาย ไปซื้อน้องเขามาเท่าไหร่ฉันขอซื้อต่อ”
“โอ้ย ซื้อมาแพง ผมไม่ขายหรอกยังหาเงินให้ผมได้อีกนาน คุณจะซื้อไหวเหรอ ผมขายห้าล้าน”
“ห้าล้านฉันก็ซื้อ เงินฉันอยู่ในเรือตามไปเอาสิ”
“ไม่ขาย ไม่ขาย บอกแล้วว่าไม่ขาย ไปๆ ซะ อย่ามาเซ้าซี้”
ชายนั้นกล่าวแล้วหันหลังไป อาจูโมโหจึงใช้สันมือซัดเข้าก้านคอเขาจนล้มลงแล้วขุนโจรจางไห่จูก็รีบอุ้มเงือกน้อยไปวางในรถเข็นที่จอดอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะเข็นออกจากวัดไปพร้อมลูกน้องจนถึงเรือตนเอง
“ขอบคุณนะคะพี่ ที่ช่วยหนู”เงือกน้อยกล่าวขณะเรือแล่นออกจากฝั่ง
“ไม่เป็ไรจ้าพี่ไม่ชอบเห็นใครจับคนมาเป็ทาส”
“แต่หนูไม่ใช่คนนะหนูเป็ครึ่งคนครึ่งปลา”
“มันก็สิ่งมีชีวิตเหมือนกันต่อให้หนูเป็ปลา ก็มีจิตใจเหมือนกัน จะจับมาทรมานแบบนี้ไม่ได้”ขุนโจรกล่าวแล้วมองไปที่เงือกน้อย ซึ่งมีเรือนผมยาวชมพู ั์ตาสีฟ้าปากรูปกระจับสีแดงสด
“เดี๋ยวไปถึงบ้านหนูแล้วจะพาเที่ยวให้ทั่วเมืองเลย”
“บ้านหนูอยู่ใต้ทะเลเหรอแล้วพี่จะลงไปได้ยังไง จะหายใจยังไง”
“ไม่ต้องห่วง หนูมีมนต์วิเศษให้พี่อยู่ในน้ำเหมือนอยู่บนบก”
“จริงหรือแล้วทำไมไปถูกชาวประมงจับได้ง่าย ๆ ล่ะ”
“อ้าวก็เขาเล่นของไสยศาสตร์เหมือนกันนี่ เป็มนต์จินดามณี เอาไว้เรียกปลา จับปลาที่พระสังข์ทองใช้นั่นแหละ”
“อ่อ เป็เช่นนี้นี่เอง”
แล้วเรือของจางไห่จูก็มุ่งหน้าสู่มหาสมุทรอินเดีย
ครั้นไปถึงเกาะแห่งหนึ่งกลางมหาสมุทรแล้วเงือกน้อยก็บอกจางไห่จูว่า
“พี่สั่งให้ลูกน้องหยุดเรือไว้ที่เกาะนั้นก่อนนะเราจะยกโขยงกันลงไปทั้งสองร้อยลำแบบนี้คงไม่ไหว เดี๋ยวญาติหนูจะตื่นใหมดให้หนูกับพี่ แล้วก็ลูกน้องอีกสองสามคนลงไปก็พอ”
ครั้นแล้ว เงือกน้อยก็ร่ายมนต์เปิดทะเลบังเกิดน้ำวนขนาดใหญ่ จางไห่จูกับลูกน้องสามคนที่นั่งในเรือน้อยก็โดนกระแสน้ำดูดลงไปพร้อมกับเงือกน้อยที่ว่ายน้ำนำทางเที่ยวชมกุ้งหอยปูปลานานาชนิดแหวกว่ายเต็มท้องมหาสมุทร มีสาหร่ายและปะการังสวย ๆดอกไม้ทะเลสารพัดสีที่พริ้วไหวไปกับกระแสน้ำจนไปถึงอาณาจักรใต้ท้องทะเล
ที่หน้าประตูเข้าวังเ้านครปุตรีดูยุง[3]
“พวกเ้ามาหาใคร”คนเฝ้าประตูถามพวกเงือกน้อย
“เ้าจำเราไม่ได้เหรอเราคือเ้าหญิงของเมืองนี้ไงล่ะ”
“ข้าเพิ่งมาอยู่ใหม่ยังไม่รู้จักใครมากนักหรอก หลังจากเปลี่ยนพระาาแล้วไม่นานเขาก็เปลี่ยนเ้าพนักงานทั้งหมด”
“ว่ายังไงนะ เปลี่ยนพระาาแล้วคนเก่าไปไหน” เงือกน้อยถามอย่างตื่นตระหนก
“อ๋อ อำมาตย์กับลูกชายยึดอำนาจได้จับพระาาไปขังไว้ รอท่านกลับมา แล้วจะให้แต่งงานกับลูกชายเขามิฉะนั้นก็จะสำเร็จโทษไปพร้อมกันทั้งพระาาและเ้าหญิง”
“อะไรนะ แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะพี่อาจู” เงือกน้อยหันไปถามนางโจรมุกทะเล
โจรสาวใช้เวลาคิดชั่วงูแลบลิ้นแล้วว่า
“ลองยอมตามเขาไปก่อนรอให้ได้พบบิดาของท่านแล้วเื่อื่นค่อยคิดเอาข้างหน้า”
“ตกลงท่านนายทวารช่วยเข้าไปเรียนเ้าเมืองว่าข้าเ้าหญิงมูเทียร่า[4] กลับมาแล้ว”
“โปรดรอตรงนี้ก่อนข้าจะไปนำเรียนบัดเดี๋ยวนี้”
นายทวารหายไปสักครู่ใหญ่ก็กลับออกมาเปิดประตูให้แล้วว่า
“ขอเชิญท่านและคณะเข้าเฝ้าพระาาได้แล้ว”
เ้าหญิงเงือกและคณะเข้าไปถึงท้องพระโรงใต้สมุทรก็พบอดีตอำมาตย์หนวดเคราสีขาว ร่างกายท่อนล่างเป็ปลา นั่งบนบัลลังก์รูปเปลือกหอยโดยมีลูกชายนั่งถัดมา พร้อมกุ้งล็อบสเตอร์องครักษ์ยืนถือตรีศูลด้ามยาวเป็อยู่ข้างๆ
“ข้ามูเทียร่าขอคารวะฝ่าา”
จบตอนที่ 10
แต่งจบตอนวันที่31 ตุลาคม 2567
ปรับปรุงแก้ไข9 ต.ค.68
โปรดติดตามตอนที่11 กู้บัลลังก์อาณาจักรเงือก
เชิงอรรถ
[1] บริติชราช (อังกฤษ: British Raj) เป็การปกครองของพระมหากษัตริย์อังกฤษในอนุทวีปอินเดียเรียกอีกอย่างว่า การปกครองส่วนพระองค์ในอินเดีย (อังกฤษ: Crown rule inIndia) หรือ การปกครองโดยตรงในอินเดีย (Direct rule inIndia) โดยดำรงอยู่ั้แ่ ค.ศ. 1858 จนถึง 1947 ภูมิภาคที่อยู่ภายใต้การปกครองของบริเตนแห่งนี้เรียกกันโดยทั่วไปว่าอินเดีย ตามการใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงพื้นที่ในปกครองของสหราชอาณาจักรโดยตรง ซึ่งเรียกแบบโดยรวมว่าบริติชอินเดียตลอดจนรัฐในปกครองของเ้าพื้นเมือง แต่เนื่องจากบรรดารัฐดังกล่าวอยู่ภายใต้อธิปไตยชั้นสูงสุดโดยบริเตนจึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวเรียกว่ารัฐมหาาา บางครั้งภูมิภาคแห่งนี้เรียกว่า บริติช-อินเดียหรือ จักรวรรดิอินเดีย ถึงแม้ว่าจะเป็ชื่อเรียกอย่างไม่เป็ทางการก็ตาม
ก่อนหน้ายุคบริติชราช อังกฤษได้ปกครองบรรดาดินแดนในอนุทวีปอินเดียผ่านบริษัทอินเดียตะวันออกกว่าร้อยปีซึ่งบริษัทนี้มีกองเรือและกองทหารเป็ของตนเอง การปกครองโดยบริษัทฯได้สิ้นสุดลงเมื่อมีการตราพระราชบัญญัติรัฐบาลอินเดียค.ศ. 1858 ในการนี้ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียได้สถาปนาพระองค์เป็จักรพรรดินีนาถแห่งอินเดียทรงส่งขุนนางไปปกครองอินเดียในตำแหน่งอุปราชและข้าหลวงต่างพระองค์ ต่อมาภายหลังาโลกครั้งที่สองก็ได้มีการแบ่งอินเดียแบ่งออกเป็สองประเทศในเครือจักรภพคืออินเดีย (ประเทศอินเดียในปัจจุบัน)และปากีสถาน (ประเทศปากีสถานและประเทศบังกลาเทศในปัจจุบัน) ส่วนพม่านั้นได้แยกตัวออกจากรัฐบาลบริติชอินเดียในปีค.ศ. 1937 และรัฐบาลสหราชอาณาจักรปกครองโดยตรงั้แ่บัดนั้น (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)
บริติชราชประกอบไปด้วยดินแดนที่เป็ประเทศอินเดียและบังกลาเทศในปัจจุบันอีกทั้งยังมีเอเดน (1839-1937), พม่าตอนบน(1885-1937), และพม่าตอนล่าง(1853-1937), โซมาลิแลนด์ของบริเตน(1884-98), โอมานและมัสกัต(1892-1947), บาห์เรน(1861-1947), กาตาร์(1916-47), คูเวต(1899-1947), รัฐทรูเชียล(1820-1947), และ สเตรตส์เซตเทิลเมนต์(1826-67) นอกจากนี้ บริติชราชยังมีเขตอำนาจถึงดินแดนในปกครองอังกฤษในตะวันออกกลางเงินตรารูปีอินเดียใช้กันอย่างแพร่หลายในอนุทวีปอินเดีย อย่างไรก็ตาม ในบรรดาดินแดนในบังคับของอังกฤษเหล่านี้บริติชซีลอน (ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน) มีฐานะเป็คราวน์โคโลนีที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลอุปราชแห่งอินเดีย
[2] พระเ้าสีป่อกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าส่งคณะทูตไปยังฝรั่งเศสเมื่อ 30 เมษายน พ.ศ. 2426 และได้มีการเจรจาเกี่ยวกับการทำสัญญาทางการค้ายินยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ซึ่งได้สร้างความหวาดระแวงให้อังกฤษในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2428 พม่าเรียกค่าปรับจากบริษัทบอมเบย์เบอร์มาเทรดดิงเป็เงินจำนวน2.3 ล้านรูปี อังกฤษจึงตัดสินใจยื่นคำขาดต่อพม่าในวันที่ 22ตุลาคม พ.ศ. 2428 โดยให้พม่าลดค่าปรับให้ความสะดวกแกอังกฤษในการค้าขายกับจีนและให้อังกฤษควบคุมนโยบายต่างประเทศของพม่าพม่าปฏิเสธมาในวันที่ 9 พฤศจิกายนกองทัพอังกฤษจึงเคลื่อนทัพออกจากย่างกุ้งไปยังพม่าเหนือในวันที่ 14 พฤศจิกายนและยึดมัณฑะเลย์ได้ในวันที่ 28 พฤศจิกายนพระเ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัตยอมแพ้ในวันนี้ทั้งสองพระองค์เสด็จลงเรือไปยังย่างกุ้งและถูกเนรเทศไปอินเดียถือเป็การสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ของพม่านับแต่นั้น (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)
[3] (Putri Duyung ปุตรี ดูยุงภาษาอินโดนีเซีย แปลว่าเงือก)
[4] (Mutiara มุติอะร่าภาษามาเลย์แปลว่าไข่มุก )