หลังการรักษาเสร็จสิ้น ผมแนะนำให้พวกเขาเดินทางร่วมกับเรา เพื่อจับตาดูนักบวชหญิง คนคุ้มกันขอบคุณพวกเราที่ให้ติดรถม้ามาด้วย ส่วนนักบวชหญิงไม่ได้พูดอะไรเลยสักอย่าง เธอนั่งเงียบเหมือนกับที่เธอทำมาตลอด
ในระหว่างอยู่ในรถม้าเราก็ได้แนะนำตัวกันเรียบร้อย คนคุ้มกันเป็อัศวินจากทางโบสถ์ชื่อว่า มาคัส เขาเป็ผู้ชายกำยำ ท่าทางกล้าหาญ อายุน่าจะเท่าๆท่านพ่อของผม ส่วนผู้หญิงอีกคนชื่อ มาเรีย เป็นักบวชคนสำคัญที่จะไปอวยพรเ้าชาย อายุเธอใกล้เคียงกับผม แต่ใช้พลังนั้นได้ แปลว่าแน่นอนแล้ว
“เธอได้รับพรของเทพธิดามาใช่ไหม?”
บรรยากาศบนรถม้าเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน มาคัสลุกขึ้นแล้วหยิบดาบออกมา
“อย่าทำตัวน่ารำคาญ นั่งลงไปซะ”
ผมใช้เวทแรงโน้มถ่วงทำให้มาคัสเข่าทรุดลงไป
“ใช่แล้วค่ะ คุณรู้ได้ยังไงคะ มีแค่คนที่ได้รับพรเหมือนกันถึงจะััได้ แต่ฉันััถึงพลังนั้นจากคุณไม่ได้เลยค่ะ”
เหมือนเธอจะเริ่มสนใจผมขึ้นมาบ้างแล้ว
“ฉันรู้จักคนแบบนี้อยู่ เลยพอจำพลังนั้นได้ แล้วเทพของเธอคือใครล่ะ” ผมโกหกออกไป เพราะไม่มีความจำเป็ต้องบอกความจริงกับเธอ
“การไม่ถามเทพประจำตัวถือเป็มารยาทนะคะ”
“นั่นสิ ขอโทษที”
เมื่อคุยกันรู้เื่แล้ว ผมปลดเวทให้มาคัส ปล่อยให้เขานั่งสบายๆ เขาทำท่าเหนื่อยไปทั้งกายและใจ พักหายใจสักครู่เขาเข้ามาพูดคุยกับผม
“ท่านไกรอัส โปรดปิดเป็ความลับได้ไหม ทางนั้นอยากให้เปิดตัวในวันเกิดขององค์ชายน่ะ”
“ไม่ต้องกังวล ฉันไม่ได้อยากเจอพวกนายแต่แรกอยู่แล้ว”
่เวลาเดินทางวันแรกจบลงไปแล้ว เข้าสู่กลางคืน มิร่าจุดไฟและทำอาหารให้ทุกคน เป็สตูว์จากเนื้อกวางที่ออลวินซ์ล่ามา ทุกคนล้อมวงกินอาหารพูดคุยสัพเพเหระ จนหัวข้อการคุยมาหยุดที่ผม
“ท่านไกรอัสครับ ผมมีเื่อยากจะบอกท่านมาตั้งนานแล้ว” ออลวินซ์ทำน้ำเสียงจริงจัง
ทุกคนเงียบรอให้เขาพูดอย่างใจจดใจจ่อ
“ผมว่าท่านควรมีฉากเปิดตัวนะครับ”
“ฉากเปิดตัว?” ผมทวนคำถามซ้ำ
เขาลุกขึ้นแล้วทำท่าชูดาบขึ้น พร้อมประโยคบ้าๆบอๆ
“พวกแกเตรียมตัวตายได้ เพราะฉันมาแล้วไงล่ะ”
เมื่อดูในแก้วของเขา พบว่าเขาดื่มไวน์มาตลอด เอ็งเป็อัศวินคุ้มกันนะ มาเมาในหน้าที่ได้ยังไง ผมใช้ฝักดาบฟาดหัวเขาสลบ แล้วให้มิร่าลากไปนอน ส่วนอีก 2 คน ผมเองบอกให้เขาไปนอน ตอนแรกมาคัสเกรงใจที่จะให้ผมเฝ้ายาม สุดท้ายผมเลยฟาดเขาอีกคน ปล่อยให้นอนตรงนั้น ส่วนมาเรียเข้าไปนอนเรียบร้อย
ไฟที่ลุกโชติ่ เสียงของสัตว์ต่างๆในป่า ผมนั่งอยู่หน้ากองไฟ หมุนวนเวทมนตร์เล็กๆ 5 ธาตุ กลางอากาศ ดิน น้ำ ลม ไฟและความมืด เป็ธาตุที่ผมใช้ได้หลังจากผ่านการฝึกกับท่านแม่และจูน่า ธาตุมืดเป็ธาตุที่ผมถนัดมากที่สุด
ผมฝึกเวทผสานโดยใช้เวทความมืดเป็หลัก แล้วสลับธาตุอื่นๆมาผสานเข้ากับมัน จากไฟสีแดงเป็สีดำ จากลมเป็ออร่าสีดำ จากน้ำเป็พิษ จากดินเป็ก้อนดำแข็ง สามารถทำลายได้ยาก
“เป็การควบคุมที่ปราณีตน่าดูเลยนะคะ”
เสียงของมาเรียดังมาจากด้านข้างของผม เธอนั่งดูผมฝึกสักพักแล้ว แต่เธอไม่ได้กวนอะไร ผมจึงไม่ทักเธอ
“คุณใช้ได้ 5 ธาตุเหมือนเ้าชายเลยนะคะ”
“ว่าไงนะ?”
“เ้าชายเองก็ใช้ได้ 5 ธาตุค่ะ ต่างกับคุณที่เขาใช้เวทธาตุแสง ไม่ใช่ความมืด”
“แล้วเธอรู้ได้ยังไง”
“คงเพราะเป็คนสำคัญละมั้งคะ”
เธอไม่ได้แสดงอารมณ์ดีใจอะไร หน้าของเธอสงบ เหมือนไม่มีจิตใจของตัวเอง ผมไม่อยากมานั่งคุยด้วยบรรยากาศแบบนี้ จึงไล่เธอให้ไปนอน เธอพูดกับผมประโยคหนึ่งก่อนกลับไปนอน
“ฉันแค่อยากชมว่า ถึงจะเป็ธาตุความมืดแต่เวทมนตร์ที่คุณแสดงออกมา…มันทั้งอิสระและสวยงามมากค่ะ”
กลางคืนผ่านพ้นไปแล้ว เช้านี้ต้อนรับพวกเราด้วยอากาศอันปลอดโปร่ง ทุกคนเก็บของเตรียมตัวออกเดินทางต่อ ส่วนผมรอให้มิร่านั่งที่ของเธอ จากนั้นนอนลงบนตักเพื่อพักผ่อน
“ฝากด้วยละมิร่า”
“แน่นอนค่ะท่านไกรอัส พักผ่อนตามสบายเลยนะคะ” เธอตบตักของเธอเป็สัญญาณให้ไปนอน
มันค่อนข้างจะนุ่มและสบาย เธอเป็คนเก่งมากจริงๆ ผมคงทนไม่ไหวถ้ามีใครมานอนตักนานเกิน 10 นาที ไม่ช้าภาพรอบด้านก็มืดลง
พื้นที่รอบด้านเป็สีขาว พื้นที่เหยียบอยู่เปรียบเสมือนเมฆ เป็อีกครั้งของความน่าเบื่อ ผมติดอยู่ในฝัน เจอผู้ชายน่ากลัวคนเดิมในรอบที่แล้ว กำลังนอนคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธอนั่งข้างๆเขา เธอคนนั้นเจิดจ้าจนผมมองเห็นไม่ชัด
“เ้าน่ะ วันนี้เองก็ทำหน้าน่าเบื่ออีกแล้วนะ”
“อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นตายด้านแบบเธอสักหน่อย”
“ใบหน้าของข้างดงามจนเมื่อข้าแสดงอารมณ์ เหล่าผู้คนต่างล้มตาย มิใช่แบบเ้าผู้ไม่มีสง่าราศีใดๆ”
“ฉันคงต้องไปหาวิธีตายอย่างมนุษย์จะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าเธอสินะ”
พวกเขาทั้งสองเถียงกันด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับคำพูดทั้งหมดเป็การคุยปกติของพวกเขา หญิงสาวลุกขึ้น ยืนมองชายผู้อยู่ข้างๆ เธอเสกเวทน้ำขึ้นมาบนมือ
“ไม่ว่าเ้าจะไปที่ไหน ข้าจะตามเ้าไปจนกว่าเ้าจะพบกับสิ่งที่ปรารถนา สหายของข้า” พร้อมปล่อยเวทน้ำลงบนหน้าของผู้ชายคนนั้น
“รีเรียส ยัยเทพธิดาบ้านี่ อย่ามาล้อกันเล่นนะ”
ผมสะดุ้งลุกขึ้นเพราะนึกว่าตัวเองโดนเวทน้ำหล่นใส่หน้า พร้อมละเมอพูดชื่อของใครสักคน ภายในรถม้าเงียบกริบ ทุกคนหันหน้ามามองผม ออลวินซ์เองก็หยุดรถม้า เข้ามาดูสถานการณ์ น่าอายชะมัด
“โทษทีนะ เหมือนฉันจะฝันร้ายนิดหน่อย” ผมนั่งจูนหัวตัวเอง
“เป็ฝันร้ายที่เจอกับเทพธิดาของฉันหรอคะ?”
ผมนั่งขมวดคิ้วมองหน้าและฟังคำพูดของเธอ
“คุณเอ่ยชื่อเธอออกมานี่คะ รีเรียส คือชื่อเทพธิดาแห่งการรักษา เธอเป็เทพธิดาของฉันค่ะ”
“จะบอกว่ายัยเทพธิดาหน้าปลาตายนั่น มอบพลังให้เธอหรอ” ผมพูดสิ่งที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจออกมา
หลังจากสิ้นสุดคำพูด ภายในรถม้าส่องแสงสว่างจนแสบตา แสงจางลงปรากฎผู้หญิงสวมเดรสสีขาว ทรงผมเหมือนมาเรีย แต่ผมและดวงตาของเธอสีเหลือง เธอจ้องมาหาผมด้วยสายตาเ็า
“ถ้าข้าหน้าปลาตาย ยัยนั่นคงเป็แค่ เทพธิดาสวยเสียของ นอกจากโรคจิตแล้วยังี้เีอีก”
หลังเธอพูดจบคราวนี้เป็ฝั่งของผม แสงสีม่วงส่องสว่างในรถม้า ออร่าโผล่ออกมาข้างๆผม เธอสวมชุดเดรสสีดำตัวโปรดที่ใส่เป็ประจำ เสกดาบสีดำสนิททั้งด้ามดาบและใบดาบ ชี้ไปทางเทพธิดาอีกคน
“อยากตายใช่ไหม ยัยเทพธิดาหน้าตายปากหมา”
ทั้งสองจ้องหน้ากันพร้อมบรรยากาศกระหายเื ภายในรถเงียบสนิท ทุกคนนั่งเงียบดูการทะเลาะกัน ผมพอจะปะติดปะต่อเื่ราวจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จึงสรุปออกมา
“พวกเธอเป็เพื่อนกันใช่ไหม หยุดทะเลาะแล้วกลับเข้าไปได้แล้ว”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทั้งสองทำตามคำของผมอย่างดี บรรยากาศในรถดีขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกเธอไม่ยอมกลับไปในตัวของพวกเรา คนในรถยังไม่ยอมขยับ ผมไม่อยากเดินทางช้าจึงให้ออลวินซ์ขับรถม้าเดินทางต่อ
“ออลวินซ์ เดินทางต่อได้แล้ว ข้างในฉันจัดการเอง”
“อ่ะ ได้ครับท่านไกรอัส” เขาหันหน้ากลับไปขับรถม้าต่อ
พวกเราทั้งหมดยังคงเงียบ ไม่มีใครพูดอะไร เทพธิดาทั้งสองยังจ้องหน้ากันอย่างไม่ลดละ ผมบอกว่าพวกเธอเป็เพื่อนกันก็จริง แต่ตอนนี้ชักอยากถอนคำพูดแล้ว
“พอสักทีเถอะออร่า กลับเข้าไปได้แล้ว”
เธอหันขวับมาทางผม แสดงสีหน้าประมาณว่า ทำไมถึงมีแต่ฉันละ แต่คราวนี้เธอยอมกลับไปอย่างว่าง่าย ทำหน้าหงอยนิดๆ กลายเป็ เมื่อจบจากออร่า ผมหันไปคุยกับเทพธิดาอีกคน
“เธอเองก็กลับเข้าไปเถอะคุณเทพธิดา มันรบกวนคนอื่น”
สายตาของเธอใเล็กน้อย ก่อนจะตอบผม
“เรียกว่า รีเรียส ก็พอ” เธอพูดแค่นั้นแล้วกลายเป็แสงสีทองหายกลับเข้าไปในตัวมาเรีย
ผมถอนหายใจให้กับความน่ารำคาญของทั้งคู่ กำลังจะกลับไปนอนบนตักมิร่าต่อ หัวกำลังจะถึงตัก มาเรียพูดทักขึ้น
“ทั้งโกหกว่าไม่มีเทพธิดา ทั้งยังสามารถสั่งเทพธิดาได้ คุณเป็ตัวตนที่แปลกประหลาดมากเลยนะคะ”
“นั่นสิครับ คุณเป็ใครกันแน่ท่านไกรอัส แล้วเทพธิดาของคุณคือใคร”
ความแตกว่าโกหก แถมยังเห็นออร่าแล้วด้วย การจะปล่อยให้พวกเขารู้มากกว่านี้ อาจเป็อันตรายต่อผมเอง ตัดไฟั้แ่ต้นลมดีกว่า ผมปล่อยหัวนอนบนตักมิร่า ปล่อยจิตสังหารพร้อมกับมานาธาตุความมืดไปทางทั้งสอง
“ฉันคือ ไกรอัส ไวท์ฟรอนเทียร์ เป็คนที่พอถูกถามมากๆ ฉันจะรำคาญจนฆ่าทิ้งแล้วกลับมานอนต่อ”
ทั้งคู่ขนลุก นั่งเงียบมองพื้นไม่ถามอะไร ผมหลับตาเตรียมนอนต่อ ที่เหลือปล่อยให้สุดยอดผู้ชำนาญด้านการเปลี่ยนบรรยากาศจัดการต่อ
“ขอโทษแทนท่านไกรอัสด้วยนะคะ เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกค่ะ แค่ง่วงเลยอารมณ์เสียนิดหน่อยน่ะค่ะ”มิร่าปลอบพวกเขา ด้วยรอยยิ้มและเสียงอันแจ่มใสของเธอ
ผมบอกแล้ว เมดของผมสุดยอดเลยใช่ไหมละ
ในคืนอันมืดมิด ไกรอัสนั่งบนโขดหินเพื่อเฝ้ายามตอนกลางคืน เขายังคงฝึกฝนเวทมนตร์ของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง ไม่ได้สังเกตเลยว่ามี 2 คน? กำลังมองเขาอยู่ในมุมมืด
“ออร่า เขายังไม่รู้อะไรเลยหรอ?”
“มันยังไม่ถึงเวลา เขายังไม่ได้ปลดปล่อยพลังจริงๆออกมา”
เทพธิดาทั้งสองคุยเกี่ยวกับเด็กชายที่พวกเธอเฝ้ามอง แววตาของพวกเธอราวกลับร้องไห้ภายในใจ ผู้ที่จะรู้ความหมายของคำพูดและแววตาอันเศร้าสร้อย ตอนนี้คงมีเพียงพวกเธอทั้งสองเท่านั้น