จินลู่เหวินลากสังขารที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเมือกสีดำส่งกลิ่นเหม็นเน่ากลับเข้ามาในร้านอาหารสัตว์ซอมซ่อของตนเอง บานประตูกระดานไม้ปิดลงพร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มที่ทรุดฮวบลงพิงกำแพง
อึก...!
เขากระอักเืสีคล้ำออกมาอีกคำใหญ่ มือผอมเกร็งจิกเข้าที่หน้าอกเสื้อ หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วสลับกับหยุดชะงัก ราวกับมีัสองตัวกำลังกัดกระชากแย่งชิงอาณาเขตอยู่ภายใน
"หึ... นี่คงเป็ 'ชีพจร' ของเผ่ามนุษย์ ช่างเย่อหยิ่งและดื้อด้านเสียจริง" จินลู่เหวินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาหรี่ลงอย่างเ็าขณะประเมินสภาพร่างกายของตนเอง "วิชาคัมภีร์อสูรเซียน้าเปลี่ยนร่างนี้ให้เป็ภาชนะแห่งอสูร แต่ชีพจรปฐมมนุษย์กลับพยายามต่อต้านและชำระล้าง... แค่ข้าเดินลมปราณอสูรเพียงเสี้ยวเดียว ก็แทบจะฉีกเส้นเืข้าเป็ชิ้นๆ"
นี่คือความย้อนแย้งที่น่าขันที่สุด ตัวตนผู้มีสุดยอดวิชาแห่งสัตว์อสูร แต่กลับขังเขาไว้ในร่างกายมนุษย์ที่ต่อต้านวิชานั้นอย่างสมบูรณ์แบบ หากเขาฝืนใช้ลมปราณเข้าห้ำหั่นกับผู้ใดโดยตรง คงได้กระอักเืตายก่อนที่ศัตรูจะทันได้ลงมือเสียด้วยซ้ำ
ทว่า... สำหรับอดีตอสูรเซียนผู้ใช้จิติญญาตนเองหลอมประสบการณ์และความรู้ทั้งหมดเป็คัมภีร์วิถีอสูร จน์ต้องห้ามปราม เื่แค่นี้ไม่อาจทำให้เขาสะทกสะท้าน
"ในเมื่อใช้ปราณฆ่าคนไม่ได้ ข้าก็แค่ใช้วิธี... และใช้ลูกมือ"
มุมปากของเด็กหนุ่มยกขึ้นแสยะยิ้ม เขาสังเกตเห็นว่าแม้เส้นชีพจรจะตีกันยุ่งเหยิง แต่กระบวนการ 'ผลัดกระดูกชำระไข' ที่เกิดขึ้นจากพลังระดับเทวะเมื่อครู่ ได้ล้างเอาของเสียสะสมตลอดสิบแปดปีในร่างนี้ออกไปจนหมดสิ้น เมือกสีดำที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งเหล่านี้คือหลักฐาน ตอนนี้กล้ามเนื้อและกระดูกของเขาแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธขั้นรวบรวมปราณทั่วไปเสียอีก
ขณะที่เขากำลังคิดจะไปตักน้ำล้างตัวนั้นเอง หูที่เฉียบคมขึ้นหลายสิบเท่าพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเบาหวิวของคนสองคนกำลังย่องเข้ามาทางหลังร้าน
"พี่ใหญ่... นายน้อยหลินบอกว่ามันตายสนิทแล้วแน่รึ? ทำไมข้ายังรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ" เสียงกระซิบสั่นๆ ดังขึ้น
"หุบปาก! นายน้อยให้คนกรอกยาพิษ... เอ้ย! ยาบำรุงสัตว์นั่นใส่ปากมันไปแล้ว จะรอดมาเป็ผีรึไง? รีบเข้าไปค้นหาโฉนดร้านกับเงินเก็บของมันซะ นายน้อยสั่งว่าให้จัดการปัดกวาดที่นี่ให้เรียบร้อย พรุ่งนี้กลุ่มหมาป่าคลั่งของเราจะมายึดที่นี่เป็ฐานย่อย!"
เสียงงัดแงะดังขึ้นที่หลังร้าน จินลู่เหวินแค่นเสียงหึ เขายกหลังมือปาดคราบเืที่มุมปาก ฝืนสะกดข่มความเ็ปที่ปั่นป่วนในอก ร่างกายที่ผ่านการชำระไขกระดูกเบาหวิวและทรงพลังพอให้เขายืนหยัดขึ้นมาได้อย่างมั่นคง
แกร๊ก... บานประตูหลังร้านถูกเปิดออก ชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายสองคนในชุดรัดกุมก้าวเข้ามาด้านใน ท่าทางโอหัง... ทว่าทันทีที่พวกมันก้าวพ้นประตู สายตาก็ต้องปะทะเข้ากับเงาร่างสายหนึ่งที่ยืนเอามือไพล่หลังพิงกรอบประตูอยู่ในความมืด...
ของเสียสีดำเคลือบติดทั่วร่างจนส่งกลิ่นคาวสะอิดสะเอียน ทว่าดวงตาสีเข้มคู่หนึ่งเปล่งประกายสีทองเร้นลับวูบวาบอยู่ในเงามืด
"อ๊ะ! ผะ... ผีหลอกก!!" ลูกน้องคนหนึ่งอุทานเสียงหลง ขาอ่อนยวบแทบทรุด
"ผีบ้านเอ็งสิ!" พี่ใหญ่ตบหัวลูกน้องไปหนึ่งฉาด แล้วจึงชักมีดสั้นวาววับออกมา ชี้หน้าจินลู่เหวินที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมม "ไอ้สวะจิน! นี่ยังไม่ตายอีกรึ? ดวงแข็งนักนะ! แต่ก็ดี... ส่งโฉนดร้านกับเงินทั้งหมดมาซะ แล้วข้าจะสงเคราะห์ส่งเ้าลงนรกไปสบายๆ!"
จินลู่เหวินได้ยินคำข่มขู่นั้น แทนที่จะหวาดกลัว เขากลับค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด รอยยิ้มอบอุ่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิปรากฏขึ้นบนใบหน้า แววตาใสซื่อไร้พิษสงถูกปั้นแต่งขึ้นมาอย่างแเี
"พี่ชายทั้งสอง ไฉนจึงใจร้อนนักเล่า? ข้าแค่สลบไปเพราะพิษไข้ เพิ่งฟื้นขึ้นมาก็เห็นพวกท่านบุกรุกยามวิกาลเสียแล้ว" จินลู่เหวินถูมือเข้าหากัน ท่าทางนอบน้อมถ่อมตน "เื่โฉนดร้านกับเงินทอง... ข้ายินดีมอบให้แน่นอน เพียงแต่..."
"เพียงแต่อะไร?! อย่ามาโยกโย้ ไอ้สวะ!" ชายผู้เป็พี่ใหญ่แสยะยิ้มหยิ่งยโส เมื่อเห็นท่าทางขี้ขลาดของเด็กหนุ่ม มันก็ยิ่งได้ใจ ก้าวอาดๆ เข้ามาใกล้พลางยกมีดสั้นขึ้นตบแก้มจินลู่เหวินเบาๆ "ว่ามา ถ้าพูดจาเข้าหู ข้าอาจจะเหลือซากศพสมประกอบไว้ให้เ้า"
ดวงตาของจินลู่เหวินหรี่ลงเล็กน้อย ประกายความอำมหิตพาดผ่านดวงตาสีดำสนิทเพียงเสี้ยววินาที จากนั้นจึงกลับมายิ้มแย้มเช่นเดิม
"เพียงแต่... ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า การจะทำธุรกิจบนโลกใบนี้ 'ต้นทุน' เป็สิ่งสำคัญยิ่งนัก"
สิ้นคำพูดนั้น มือที่ดูผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้งของจินลู่เหวิน พลันยื่นออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของชายฉกรรจ์อย่างนุ่มนวล ทว่ารวดเร็วประดุจอสรพิษพิชิตเหยื่อ!
"เหอะ! คิดจะขัดขืน... อ๊ากกกก!!"
คำเยาะเย้ยยังไม่ทันจบประโยค เสียงกระดูกแตกหักก็ดัง กร๊อบ! สนั่นลั่นร้าน ชายฉกรรจ์เบิกตาถลน ร้องโหยหวนด้วยความเ็ปสุดขีดเมื่อพบว่าข้อมือของตนถูกบีบจนแหลกละเอียดเป็ผุยผง มีดสั้นร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังกริ๊ง
"จะ... เ้า! แกทำอะไรพี่ใหญ่?!" ลูกน้องอีกคนตกตะลึงจนิญญาแทบหลุดจากร่าง มันชักดาบเตรียมพุ่งเข้ามาฟัน
"จุ๊ๆๆ... อย่าส่งเสียงดังสิ เดี๋ยวสหายตัวน้อยของข้าหลังร้านจะตื่นเอาได้" จินลู่เหวินยังคงยิ้มละมุน เขาออกแรงดึงร่างของพี่ใหญ่ที่กำลังร้องโหยหวนเข้ามาบังหน้าต่างโล่ ลูกน้องที่พุ่งเข้ามาเบรกไม่ทัน ดาบจึงฟันฉับเข้าที่หัวไหล่ของพี่ใหญ่ตัวเอง!
"อ๊ากกก! ไอ้โง่! เ้าฟันข้าทำไม!" พี่ใหญ่ด่าทอทั้งน้ำตา
จินลู่เหวินหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาของเขาบัดนี้ไร้ซึ่งความอ่อนโยนจอมปลอม มีเพียงความเยือกเย็นของมัจจุราช "ช่างเป็พี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันดีแท้... ในเมื่อพวกเ้ามีน้ำใจมาเยือนถึงที่ ข้าจินลู่เหวินผู้นี้ ก็ขอรับ 'ค่าผ่านทาง' ไว้เพื่อเป็ทุนรอนเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็แล้วกัน"
สวบ!
นิ้วเรียวยาวสองนิ้วของเด็กหนุ่มพุ่งทะลวงจุดชีพจรที่ท้องน้อยของพี่ใหญ่อย่างแม่นยำ ปราณในร่างของชายฉกรรจ์แตกซ่าน ทลายการบ่มเพาะขั้นรวบรวมปราณระดับสองของมันจนหมดสิ้นกลายเป็คนพิการในพริบตา!
จากนั้น เขาก็ตวัดเท้าเตะอัดเข้าที่ยอดอกของลูกน้องอีกคน ร่างของมันลอยกระเด็นไปชนชั้นวางอาหารสัตว์พังครืน กระอักเืออกมาคำโต ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
ภายในเวลาไม่ถึงสิบอึดใจ ชายฉกรรจ์สองคนที่เคยวางมาดโอหัง บัดนี้นอนกองอยู่แทบเท้าของเด็กหนุ่มผู้มีกลิ่นเหม็นเน่า ร่างกายของพวกมันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อมองสบตาที่เหมือนก้นบึ้งนรกของจินลู่เหวิน
"ปีศาจ... แกมันปีศาจ!" พี่ใหญ่ครางเครือ น้ำหูน้ำตาไหลพราก ความหยิ่งยโสเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
"ปีศาจหรือ? คำชมนั้นออกจะเกินจริงไปสักหน่อย" จินลู่เหวินยิ้มเย็น เขาย่อตัวลง ค้นเอาถุงเงินจากอกเสื้อของทั้งสองคนออกมาโยนเล่นในมือ น้ำหนักของเหรียญเงินและเศษทองทำมุมปากของเขายกขึ้นอย่างพึงพอใจ
เขามองลงไปยังสองร่างที่สั่นเทา "จงไสหัวกลับไปบอก 'นายน้อยหลิน' ของพวกเ้า... บอกว่าเถ้าแก่จินยังมีชีวิตอยู่ และตั้งตารอคอยที่จะได้ทำธุรกิจร่วมกันอีกในเร็วๆ นี้ อ้อ! แล้วถ้ามันคิดจะส่งใครมาอีก รบกวนพกเงินมาเยอะๆ หน่อยนะ ถือเสียว่าเป็ค่าทำความสะอาดร้านให้ข้า"
สองนักเลงรีบตะเกียกตะกายพยุงร่างพิการของกันและกันวิ่งหนีเตลิดออกไปจากหลังร้านราวกับเห็นผี ปัสสาวะราดรดกางเกงไปตลอดทาง
จินลู่เหวินยืนมองตามเงาของพวกมันไปจนลับสายตา ก่อนจะยกมือขึ้นกุมหน้าอกอีกครั้ง ความเ็ปแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาเตือนสติว่าร่างกายนี้ยังรับภาระการต่อสู้โดยตรงไม่ได้มากนัก แม้จะใช้เพียงกระบวนท่าทางกายภาพก็ตาม
เขาหันหลังกลับ กวาดสายตาผ่านกองข้าวของที่พังทลาย กระทั่งไปหยุดลงที่มุมมืดมุมหนึ่งของห้องพักหลังร้าน เนตรวิถีอสูรสีทองในคลองจักษุสว่างวาบขึ้น
ตรงนั้นมีกระดองสีเทาหม่นๆ ก้อนหนึ่งวางแอบอยู่... 'เต่าศิลา' สัตว์อสูรระดับต่ำสุดที่ถูกประเมินว่าเป็ขยะ ไร้ค่า ไร้ราคา ทว่าในสายตาของจินลู่เหวิน ข้อมูลที่ลอยอยู่เหนือกระดองนั้น กลับทำให้เขาะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งในความมืด
[เต่าศิลา (ธาตุดิน)]
สายเืแฝง : ยอดเยี่ยม
อุปนิสัย : กะล่อน/หุนหันพลันแล่น (เพิ่มความเร็วหนึ่งส่วน / ลดพลังป้องกันหนึ่งส่วน )
ลักษณะพิเศษติดตัว : ยืดหยุ่น (ป้องกันการติดสภาวะอัมพาต, ต้านทานพิษชา/การสกัดจุด)
เต่าธาตุดิน... ที่มีนิสัยใจร้อนและวิ่งเร็ว?
"ความย้อนแย้งนี่มันกระไร..." จินลู่เหวินเลียริมฝีปาก สายตาที่มองเ้าเต่าหน้าโง่ตัวนั้นเต็มไปด้วยการคำนวณและแผนการชั่วร้าย "ในเมื่อข้าลงสนามเองไม่ได้... เ้ากระดองนรกตัวนี้แหละ ที่จะกลายเป็ลูกมือตัวแรกในการบดขยี้พวกสวะในเมืองนี้"