จางเฟยอีสตรีผู้พลิกชะตา (มี E-book)

    ขุมทรัพย์

            สวรรค์เท่านั้นที่จะรู้ว่าเขาโกรธแค้นตัวเองจนแทบจะกัดลิ้นตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด  ที่เขาสั่งสอนน้องชายไม่ให้คบค้ากับผู้ใด เขาคะเนว่าอาหารที่มีอยู่ในบ้านมีพอให้กินได้เกือบ 2 เดือน ซึ่งเวลานี้ก็ใกล้จะหมดแล้ว น้องชายทั้งสองย่อมเชื่อฟังเขาไม่ออกไปขอความช่วยเหลือจากใครอย่างแน่นอน


            ยังดีที่ซีห่าวยังรู้จักก่อฟืนทำอาหาร และรู้จักผักป่าบางชนิด  แต่กว่าที่เขาจะเดินทางกลับถึงบ้านเล่า เปรียบเทียบระหว่างที่เขาถูกโยนใส่เกวียนและมาถึงโรงค้าทาสก็ราว 45 วัน  หากต้องเดินเท้ากลับและยังไม่รู้เส้นทางที่แน่ชัด เขาอาจต้องใช้เวลามากกว่า 2 เดือนกว่าจะถึงบ้าน  น้องชายทั้งสองจะอดทนรอเขาได้นานเพียงใด


            เพียงแค่คิดแผ่นหลังเขาก็หลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมาจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่  เขาต้องรีบกลับให้เร็วที่สุด  หากไม่เป็นเพราะความหวาดระแวงคนรอบกายจากประสบการณ์ที่เคยอยู่ในจวนของบิดา   เขาคงไม่คิดตัดขาดกับผู้คนถึงเพียงนี้  เวลานี้เขาหวังจะให้มีใครสักคนที่จะยอมเดินเข้ามาในบ้านเขา ได้มองเห็นน้องชายของเขาทั้งสองคนเป็นอย่างยิ่ง…


            ……….

     


            หลายวันผ่านไป พื้นที่สี่หมู่ก็เตรียมแปลงเพาะปลูกผักเป็นที่เรียบร้อย จางเฟยอีเพาะเมล็ดพันธ์ที่ซื้อมาจากร้านเถ้าแก่ไห่ได้ผลดีเยี่ยม  นางสังเกตว่าไม่ว่านางจะเพาะปลูกอะไรผลผลิตก็ได้ผลดีแม้จะไม่ได้ใช้ปุ๋ยบำรุงดิน หรือยาฆ่าแมลงใดๆ  


            แต่เรื่องนี้นางยังไม่แน่ใจว่าเฉพาะนางเพียงคนเดียวที่เพาะปลูกได้ดี หรือเป็นเพราะพื้นเพของนิยายเรื่องนี้ที่ไม่ได้เน้นให้การเพาะปลูกเป็นปัญหาใหญ่ในเนื้อเรื่อง เพราะเท่าที่เห็นไร่นาของท่านปู่และคนในหมู่บ้านก็ไม่ได้บำรุงอะไรกันเป็นพิเศษ  ขนาดมีน้ำน้อยต้นข้าวสาลีก็ยังเจริญเติบโตได้แม้จะได้ผลผลิตน้อยลง  


            ส่วนเรื่องฤดูกาลนั้นจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม พบว่ามี 4 ฤดูตามปกติ คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว  เวลานี้หากนางเปรียบเทียบกับวันเวลาจากบ้านในมิติของนาง ตอนนี้คือช่วงกลางเดือนตุลาคมซึ่งใกล้เคียงกับที่นี่คือช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นขึ้นและกำลังจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว    


            นางคิดจะเริ่มปลูกผักลงในพื้นที่ทั้ง 4 หมู่นี้ทันที น้ำในบ่อนางเติมให้เต็มไว้ตลอดทุกคืน เสียดายที่นางไม่สามารถเอาท่อน้ำและสปริงเกอร์ออกมาได้ไม่เช่นนั้นคงสะดวกกว่านี้มากมาย

     

            สวนผักในบ้านสาม 8 แปลงที่เพาะปลูกไปรอบแรก ปลูก คะน้า ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ต้นหอม กุยช่าย กระเทียมและ หัวไชเท้า   ทั้งหมด 7 ชนิด


            ครั้งนี้นางก็จะเพาะปลูก คะน้า ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ต้นหอมและหัวไชเท้า 5 อย่างนี้เช่นเดิม กระเทียมนั้นต้องมีอายุถึง 5 เดือนจึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ ส่วนกุยช่ายอายุ 7-8 เดือนถึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวแต่สามารถตัดมาขายได้อีกหลายครั้ง


            ผักที่นางคิดจะปลูกเพิ่มคือแตงกวา มะระและบวบ 3 ชนิดนี้จำเป็นต้องทำค้างหรือเสาระแนงไม้ไผ่ให้เถาของพวกมันเลื้อยพันขึ้นไป ซึ่งงานใช้แรงงานเช่นนี้นางคงต้องพึ่งพาบ้านใหญ่และบ้านรองอีกเช่นเคย

     

     

            "ท่านปู่ ท่านลุงใหญ่ ข้ามีเรื่องมารบกวนอีกแล้วเจ้าค่ะ" จางเฟยอียิ้มแหยเดินเข้ามาทักทายผู้อาวุโสทั้งสอง


            "ว่าอย่างไรเล่า จะลงแปลงผักแล้วหรือเฟยอี" จางอู่เกินตอบรับก่อน


            "ใช่เจ้าค่ะท่านปู่ แต่ขั้นตอนย้ายกล้าลงแปลง เราสามพี่น้องกับเด็กบ้านเฉิงอีกสองคนค่อยๆลงไปทีละแปลงก็ทำกันไหวเจ้าค่ะ  แต่ข้าคิดจะปลูกแตงกวา บวบ กับมะระ ผักพวกนี้คงต้องให้พวกท่านสร้างค้างไม้ไผ่ให้ข้าก่อน"


            "อ้อ เรื่องนี้ไม่ยากหรอก เดี๋ยวลุงไปตามลุงรองเจ้าอีกคน แบ่งเวลาไปทำทุกเย็นไม่กี่วันก็เสร็จแล้ว เจ้าไม่ต้องจ้างไม่ต้องวุ่นวายหาข้าวปลาอะไรอีกเล่า"


            “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุงใหญ่ แต่ข้ายังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ….. คะน้า กะหล่ำปลี และผักกาดขาวที่บ้านข้าอีกไม่กี่วันก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ผักสามชนิดนี้ข้าทดลองซื้อต้นกล้ามาราคาถึงต้นละสามอีแปะ เวลานี้ที่ตลาดก็ไม่มีใครขายผักพวกนี้เลยสักคน  หากพวกเราขายผักชุดแรกนี้ออกไป จะเริ่มมีคนรู้ว่าราคาผักเวลานี้มันแพงมากขนาดไหน ข้ากังวลว่าจะมีคนเข้ามาขโมยผักและจะเป็นอันตรายกับบ้านสามน่ะเจ้าค่ะ”


            “จริงของเจ้า เวลานี้มีเพียงคนที่มีน้ำเพียงพอถึงจะปลูกผักไว้กินเองได้  คนที่จะเอาผักออกมาขายนั้นหาไม่ได้เลยล่ะ ผักสามชนิดที่เจ้าว่าข้าคาดว่าน่าจะขายได้ต้นละ 10 อีแปะเป็นอย่างต่ำเลยทีเดียว เช่นนั้นบ้านสามของเจ้าก็ไม่ต่างจากขุมทรัพย์ก้อนโตที่คนต่างก็จ้องกันตาเป็นมันเลยทีเดียวเลยหรือ” จางอู่เกินกำมือแน่นด้วยความตกใจ เขาลืมคิดเรื่องนี้ไป


            ที่ทางการประกาศแนะนำให้ผู้คนหันมาเพาะปลูกข้าวสาลีและมันเทศนั้น ก็เป็นเพราะปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นยาวนาน การเพาะปลูกพืชอื่น ๆ ต้องชะงักลงไปทั้งหมดเพราะขาดน้ำและการปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่ใกล้เคียงกัน จะทำให้ชาวบ้านต้องมาทะเลาะกันเพราะการแย่งน้ำกันใช้    เวลานี้จึงไม่มีใครเพาะปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อทำการค้า  


            บางบ้านที่ยังมีบ่อน้ำใช้ ก็จะเพาะปลูกผักไว้เพื่อกินเองภายในครอบครัวเท่านั้น ไม่มีใครมีน้ำมากพอที่จะเพาะปลูกออกมาขายได้ เถ้าแก่ไห่ที่เพาะปลูกต้นกล้ามาขาย จะมีคนมาซื้อจากเขาไปเพียงคนละไม่กี่ต้นเท่านั้นเพื่อเพาะไว้กินเอง ไหนเลยจะมีใครกล้าหาญปลูกผักขายเช่นจางเฟยอีในเวลานี้ แต่นั่นก็เป็นเพาะพวกเขาไม่รู้ว่าจางเฟยอีมีน้ำมากพอที่จะมาเติมบ่อให้เต็มดังเดิมได้ทุกวัน


            แปลงผักในสวนหลังบ้านของจางเฟยอี มีผักสามชนิดที่ราคาสูงเป็นพิเศษ และในอนาคตที่จะเพาะปลูกเพิ่มขึ้นมาอีกเล่า ผักเหล่านั้นมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว


            “อย่างนั้นพวกเราคงต้องจัดคนไปเฝ้าบ้านเจ้าแล้วล่ะเฟยอี” จางอู่เกินรีบกล่าวออกมาอย่างกระวนกระวาย


            "ท่านปู่ ผักที่สวนหลังบ้านอย่างไรข้าก็คิดจะขายให้คนในหมู่บ้านก่อน และจะไม่ขายในราคาสูงมากหรอกเจ้าค่ะเพราะชุดแรกที่ซื้อมานั้นข้าซื้อเป็นต้นกล้ามาแล้ว  แต่ชุดต่อไปที่ปลูกในพื้นที่เช่าสี่หมู่ ผักเหล่านั้นข้าเพาะเมล็ดขึ้นมาเอง  ราคามันย่อมถูกลงมา แต่ข้าก็จะขายในราคาเดียวกันทั้งหมดไม่ให้แพงเกินไป


            ปัญหาก็คือ แม้สกุลจางเราจะมีคนมาคอยเฝ้าบ้านสามไว้ แต่พื้นที่สี่หมู่นั้นไม่น้อยเลย และหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวสาลีออกไปจนหมดแล้ว ที่ดินเจ็ดหมู่ที่เป็นส่วนของบ้านสามข้าก็จะเพาะปลูกผักทั้งหมดเจ้าค่ะ   เวลานั้นเรามีคนมากเท่าไรก็ไม่พอที่จะดูแลแปลงผักได้ทั้งหมดให้ปลอดภัยได้" จางเฟยอีค่อยๆ อธิบายช้าๆ ให้ท่านปู่และท่านลุงใหญ่ฟัง


            “เฟยอี แล้วเจ้ามีวิธีแก้ปัญหาอยู่ในใจแล้วหรือไม่”จางต้าฉวนถาม เขารู้ว่าหลานสาวฉลาดรู้ความมากกว่าเดิมมากมายนัก


            “ข้าคิดว่า ข้าจะขายส่งผักให้กับทุกครอบครัวในหมู่บ้านเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานอ่อนโยนนั้นแฝงไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

    เวลานี้จางต้าฉวนถึงกับยกมือขึ้นมาเกาศีรษะแกรก ด้วยความเคยชิน  “ลุงยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกเฟยอี”


            "สกุลจางจะไม่ปิดบังว่าเราจะทำการเพาะปลูกผักอย่างต่อเนื่อง เมื่อผักชุดแรกเก็บเกี่ยวแล้ว ให้พวกท่านบอกกับทุกคนได้เลยว่าผักชุดต่อไป บ้านสามจะส่งขายให้ทุกสกุลเท่าๆ กัน หมู่บ้านเรามีเพียง 13 สกุลเท่านั้น แต่ละสกุลให้พวกเขาไปแบ่งกันเองว่าบ้านไหนจะได้ส่วนแบ่งไปเท่าไร  สกุลจางจะขายผักในเมืองเฉินหนงแต่เพียงที่เดียวเท่านั้น   ให้แต่ละสกุลนำผักออกไปขายยังหมู่บ้านอื่น หรือเมืองอื่นได้แล้วแต่พวกเขาจะตกลงกัน


            ข้าเองก็จะไม่ขายผักให้พวกเขาในราคาสูง เมื่อทำเช่นนี้สวนผักของข้าก็เปรียบเสมือนสวนผักของคนทั้งหมู่บ้าน เราไม่ต้องคอยระมัดระวังกันเอง ซ้ำคนในหมู่บ้านยังช่วยพวกเราจับตาดูคนภายนอกที่จะเข้ามาก่อกวนอีกด้วยเจ้าค่ะ"  



            จางอู่เกิน จางต้าฉวน “-------” หลักแหลมยิ่งนัก นี่ยังเป็นหลานสาวทึ่มทื่อคนเดิมของเราใช่หรือไม่




    คล้ายกับเรื่องจางเฟยอีสตรีผู้พลิกชะตา (มี E-book) ที่คุณอ่าน