เช้าวันนี้ช่างครึกครื้นเสียจริงๆตอนนี้ตำหนักที่ข้าอยู่มีคนมากมายเพื่อมาเยี่ยมเยียนข้าโดยเฉพาะมีเสด็จพ่อที่ข้าเพิ่งเห็นหน้าครั้งแรกั้แ่ที่ฟื้นขึ้นมาในชีวิตใหม่นี้แต่ข้าก็รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร
“ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”ร่างเล็กของเด็กวัยห้าขวบของข้าตอนนี้นั่งคุกเข่าก้มหน้าถวายบังคมเ้าเหนือหัวของแผ่นดินนี้อย่างนอบน้อมตามความทรงจำ
“ลุกขึ้นเถอะอย่าได้มากพิธี” เสด็จพ่อบอกพร้อมประคองร่างข้าให้ลุกขึ้นไปนั่งบนเตียง
“พ่อเพิ่งกลับมาจากราชการเมื่อได้ข่าวเื่เ้าจึงรีบมาดูอาการตอนนี้เ้าเป็อย่างไรบ้าง” น้ำเสียงที่เอ่ยถามเหมือนห่วงใยและแววตาคมที่มองอย่างจริงจังนั้นทำให้ข้ารู้สึกดีไม่น้อย
“หลิ่งเหวินขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงกรุณาลูกอาการดีขึ้นแล้ว คงอีกไม่นานจะเข้าไปซนที่ห้องอักษรของเสด็จพ่อได้พ่ะย่ะค่ะ”คำกล่าวของข้าทำให้พระองค์หัวเราะออกมาอย่างขำๆมือหนายกขึ้นลูบศีรษะข้าอย่างแ่เบา
“ถ้าเป็แบบนั้นได้ข้าก็เบาใจหากเหิงเยว่รู้ว่าดูแลเ้าไม่ดีข้าคงรู้สึกผิด” กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าก่อนจะปรับสายตาให้เข้มแข็งดั่งเช่นทุกครั้ง
ข้ามองตามเสด็จพ่ออย่างเข้าใจเหิงเยว่ที่เสด็จพ่อพูดถึงคือมารดาในชาตินี้ของร่างนี้และนางเป็เพียงกำนัลเท่านั้นทำให้ถูกกลั่นแกล้งจนต้องสิ้นชีพไปด้วยยาพิษแต่ก็มิอาจจับได้ว่าใครคือผู้อยู่เื้ัในการสังหาร มันน่าเศร้าจริงๆ
“เอาเถอะเ้าพักผ่อนหายดีเมื่อไหร่เ้าค่อยไปซนที่ห้องอักษรแล้วกัน”
เสด็จพ่อบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนจะกลับตำหนักของตัวเองข้ามองตามร่างสูงสง่าที่ใส่ชุดสีเหลืองอร่ามในเครื่องแบบของฮ่องเต้หรือจักรพรรดิในยุคสมัยนี้เดินสะบัดชายผ้าจากไปอย่างครุ่นคิด แม้จะวัยสี่สิบเจ็ด ปีแต่กลับดูหนุ่มแน่น หวังว่าพระองค์จะมีชีวิตที่ยืนยาวเพื่อความสงบระหว่างพี่น้องรอจนกว่าข้าจะโตและช่วยเหลือตัวเองได้ก่อนแล้วกันค่อยตข้าไม่ได้แช่งนะแต่ข้าหวังให้เป็เช่นนั้น
“องค์ชายสามเฟยหยางเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์เข้ามารายงานหลังจากที่เสด็จพ่อจากไปทำให้ข้านึกถึงความทรงจำของหลิ่งเหวินทำให้รู้ว่าองค์ชายสามนั้นมีจิตเมตตาและช่วยเหลือหลิ่งเหวินอยู่บ่อยครั้งยามนี้มีอายุแค่สิบขวบปีเท่านั้น
“น้องห้าเ้าเป็เช่นไรบ้าง”ร่างเล็กที่อายุสิบขวบปีเดินเข้ามาพร้อมเอ่ยถามด้วยความห่วงใยแววตาพราวสดใส “ข้าสบายดีท่านพี่”
ข้าตอบกลับเรียบๆแต่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงนอนไม่ขยับไปไหน องค์ชายสามเฟยหยางเดินเข้ามานั่งข้างกายก่อนจะเรียกองครักษ์ส่วนตัวเอาของกำนัลมาให้
“นี่เป็ดาบไม้ที่ข้าตั้งใจทำให้เ้าข้าขอโทษที่่นี้ไม่ได้มาเที่ยวเล่นกับเ้าเพราะต้องฝึกวิชาดาบและทำให้ข้าคิดถึงเ้าอยากให้เ้ามาร่วมฝึกด้วยกันแต่ข้ารู้ดีว่าร่างกายเ้านั้นไม่ปกติ ข้าจึงอยากให้เ้ามีไว้เล่นแก้เหงา”
องค์ชายสามบอกด้วยรอยยิ้มสดใสข้ามองดาบไม้ในมือความประณีตที่เห็นทำให้ข้าััได้ถึงความตั้งใจของคนทำให้ข้ายื่นมือเล็กๆ ไปจับดาบไม้ของพี่สามมาถือ ซึ่งมันก็พอดีมือข้าอย่างไม่น่าเชื่อ
“ขอบพระทัยท่านพี่ ข้าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี” ข้าบอกด้วยรอยยิ้มมิตรภาพที่ข้าได้จากองค์ชายเฟยหยางทำให้รู้ว่าอย่างน้อยที่โลกแห่งนี้ก็ยังมีคนห่วงใยเพิ่มอีกหนึ่งคน
“องค์ชายอันดับหนึ่งอวิ้นอวี้และองค์ชายสี่หวนเจี้ยเสด็จ” เสียงร้องะโดังอยู่หน้าตำหนักทำให้ข้ากระตุกยิ้มที่มุมปากวันนี้คงจะเป็วันรวมญาติกันหรือไง
เพียงไม่นานองค์ชายทั้งสองก็มาถึงหน้าห้องข้าองค์ชายหนึ่งอวิ้นอวี้ใส่ชุดสีแดงซึ่งเป็สีที่เสด็จพ่อประทานให้ส่วนองค์ชายสี่หานเจิ้นใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มที่เสด็จพ่อประทานให้เช่นกันส่วนข้านั้นเป็สีขาวบริสุทธิ์และท่านพี่สามสีเขียวอ่อนดูอ่อนโยนและสบายตา
“ข้าหลิ่งเหวินขอคารวะท่านพี่ทั้งสอง” ข้าก้มหน้าทักทายตามธรรมเนียนเพียงเล็กน้อยความจริงข้าไม่อยากจะทักทาย 2 คนนี่เสียด้วยซ้ำแต่ข้ารู้ฐานะตัวเองตอนนี้ดี
“เฮอะ อย่าคิดว่าข้าจะมาเยี่ยมเ้าแค่จะมาดูให้แน่ใจเท่านั้นว่าเ้าใกล้ตายหรือยัง” องค์ชาย 4 หานเจิ้นกล่าวออกมาอย่างไม่รักษาท่าทีทำให้ข้าต้องเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายนิ่งๆ ข้ามิทันได้ตอบอะไรองค์ชายอวิ้นอวี้พูดแทรกเสียก่อน
“ใยเ้าถึงพูดเยี่ยงนั้นน้องสี่หลิ่งเหวินนั้นดวงแข็งเื่เล็กน้อยแค่นี้ไม่ตายง่ายๆ หรอก จริงไหมหลิ่งเหวิน”
แม้น้ำคำที่พูดเหมือนจะอ่อนโยนทว่าคำพูดนั้นกลับสามารถกรีดลึกเข้าหัวใจได้ดีแต่คนที่ดูเดือดร้อนใจแทนข้ามากที่สุดคือคนข้างตัวที่กำมือข้าแน่นมองสบตาองค์ชายทั้ง 2 คนอย่างไม่หวาดหวั่น
“นั่นหรือคือคำพูดของผู้มีสายเืเดียวกันพวกท่านยังมีจิตใจความเป็คนอยู่หรือไม่” เฟยหยางเอ่ยถามเสียงแข็งทำให้องค์ชายทั้งสองหันมามองอย่างเดือดดาล
“ข้าไม่นับพวกชั้นต่ำเป็พี่น้องข้ามาวันนี้เพื่อดูให้แน่ใจว่าครั้งหน้าคงต้องวางแผนให้มากกว่านี้” องค์ชาย4 หานเจี้ยพูดทิ้งไว้ก่อนจะเดินสะบัดตัวจากไปอย่างไม่ไยดี
“น้องสาม น้องห้า อย่าได้ถือสาน้องสี่เลยข้ามานี่ตั้งใจเยี่ยมเ้าจริงๆ วันนี้ได้นำดอกเหมยที่ออกดอกงามตามาฝากเ้าด้วย”
องค์ชายอวิ้นอวี้บอกพร้อมให้คนนำช่อดอกไม้ดังกล่าวมายื่นให้ข้าแม้จะวัยเพียง 15 ปีแต่แววตานั้นกลับยากจะคาดเดา แต่ความรู้สึกของข้าในตอนนี้คือไม่ไว้ใจข้าจัดอันดับความอันตรายของเหล่าพี่น้องไว้ภายในใจ
“ขอบพระทัยท่านพี่ที่เป็ห่วง” ข้าบอกกล่าวเบาๆแม้อวิ้นอวี้จะยิ้มให้ข้าอย่างอ่อนโยนแต่ข้ารู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าที่อ่อนโยนนี้มันน่ากลัวกว่าหานเจิ้นเสียอีก
เพียงไม่นานอวิ้นอวี้ก็จากไปพร้อมเหล่าองครักษ์ส่วนตัวเหลือเพียงข้ากับพี่สามเท่านั้น ข้ามองไปที่ดอกเหมยอย่างไม่ไว้ใจ
“ต่อไปนี้เ้าต้องระวังให้ดีนะหลิ่งเหวินข้าคงต้องไปฝึกวิชากับอาจารย์แล้ว”
คำบอกกล่าวของเฟยหยางพร้อมร่างเล็กๆลุกขึ้น มือข้าเร็วกว่าความคิดคว้ามือพี่สามเอาไว้ ดวงตาใสๆมองพี่สามแล้วกล่าวขอด้วยความหวัง
“ให้ข้าไปดูท่านพี่ฝึกวิชาด้วยคนนะ”
เฟยหยางหยุดนิ่งอย่างใช้ความคิดก่อนจะพยักหน้ารับทำให้ข้ายิ้มกว้างอย่างยินดีอย่างน้อยก็ทำให้ข้าออกห่างจากตำหนักที่แสนน่าเบื่อตรงนี้ไปได้และก็ไม่มีใครกล้าขัดการตัดสินใจของพี่สาม ก่อนที่ข้าจะเดินตามที่สามออกไปสายตามองไปยังช่อดอกเหมยอีกครั้ง
“ฮุ่ยเจินเ้าเอาดอกเหมยไปทิ้งให้ข้าด้วยอย่าให้องค์ชายหนึ่งรับรู้”
ข้าสั่งก่อนจะเดินตามหลังพี่สามไปร่างเล็กๆของเด็กวัย 5 ขวบทำให้ข้ายังไม่คุ้นชินแต่ก็ไม่ได้เดินสะดุดอะไรเฟยหยางหันมามองอย่างแปลกใจที่หลิ่งเหวินมีคำสั่งให้ทิ้งดอกเหมยแต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดแม้จะวัยเพียง 10 ขวบปีแต่กลับชาญฉลาดและรู้ว่าอะไรควรพูดและไม่ควรพูดองค์ชายสามเกิดจากพระสนมเอกเหมยฟางที่เป็ที่โปรดปรานอยู่ในขณะนี้จึงทำให้พี่น้องคนอื่นๆเกรงใจเล็กน้อย